วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Google เตรียมอัปเดต VR และ AR


          Google กล่าวถึง VR และ AR ในช่วงเปิดตัว Keynote ของงาน Google I/O 2017 ที่ผ่านมา (อ่านสรุป Keynote ภายในงาน) แม้จะยังไม่มีข้อมูลมากเหมือนอย่างหัวข้ออื่น แต่ทาง Google ก็ได้กล่าวถีงอัปเดตใหม่ ๆ ไว้ดังต่อไปนี้

Daydream 2.0



          Google กำลังเตรียม Daydream 2.0 โค้ดเนม Euphrates ซึ่งจะเน้นไปที่การทำให้ VR สนุกมากขึ้นและแบ่งปันให้คนอื่น ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยมีฟีเจอร์ในการจับภาพสิ่งที่เห็นและสามารถสตรีมไปให้คนอื่น ๆ ดูได้


          และในเร็ว ๆ นี้ Google จะอัปเดตให้สามารถใช้ VR ดูวิดีโอ YouTube ร่วมกับคนอื่น ๆ พร้อมทั้งสามารถแชร์ประสบการณ์กับคนอื่นใน VR เดียวกันได้

Developers


          ในปัจจุบัน เรายังต้องการนักพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อสร้างเนื้อหา VR ที่น่าสนใจเพิ่ม ดังนั้น Google จึงได้จัดเตรียมเครื่องมือในการพัฒนาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้นักพัฒนาสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ง่ายขึ้น

          ตัวแรกคือ Instant Preview ซึ่งจะช่วยแสดงสิ่งที่นักพัฒนาแก้ไขบนคอมพิวเตอร์ให้เห็นทันทีในชุดหูฟัง ทำให้สร้างสรรค์เนื้อหา VR ได้เร็วขึ้น


          ตัวถัดไปคือเทคโนโลยีที่เรียกว่า Seurat (ตั้งชื่อตามจิตรกรชาวฝรั่งเศส) ซึ่งจะใช้เทคนิคอันชาญฉลาดช่วยให้ GPU ของสมาร์ทโฟนสามารถแสดงผลกราฟิกความคมชัดระดับสูงของเดสก์ท็อป (หรือดีกว่า) ในแบบเรียลไทม์

Web


          จากการที่ Google เปิดตัวเว็บ WebVR Experiments แสดงให้เห็นถึงความต้องการของ Google ที่มุ่งเน้นจะให้เว็บสามารถแสดงเนื้อหา VR ได้ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเนื้อหาของ VR ได้โดยไม่สนใจว่าจะเป็นอุปกรณ์แบบไหน ซึ่ง Google ได้ประกาศสนับสนุนมาตรฐาน WebVR โดย Chrome VR จะช่วยให้สามารถท่องเว็บ VR ได้ นอกจากนี้ Google ยังประกาศว่าจะรองรับ AR ในเว็บไซต์อีกด้วย


ที่มา: Blog Google


วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Google เปิดตัว TensorFlow Research Cloud บริการที่ช่วยสนับสนุนงานวิจัยด้าน AI


          จากงาน Google I/O 2017 ที่ผ่านมา (อ่านสรุป Keynote ภายในงาน) แสดงให้เห็นว่า Google ให้ความสำคัญกับ AI มาก เห็นได้จากการนำ AI มาใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย แต่การจะฝึกสอนให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้และคิดเองได้นั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรทางด้านคอมพิวเตอร์อย่างมากมายมหาศาล ซึ่ง Google ได้ทำการเปิดตัว TensorFlow Research Cloud (TFRC) บริการที่สนับสนุนโครงงานวิจัยในด้าน AI โดยไม่คิดค่าบริการ


          TensorFlow Research Cloud เป็นบริการบนกลุ่มคลาวด์ซึ่งใช้งาน TPU ที่มีความแรงมากถึง 180 TFLOPS จำนวน 1,000 ตัว และแต่ละตัวก็มีหน่วยความจำ 64GB นอกจากนี้ยังรองรับการเขียนโปรแกรม TensorFlow (ไลบรารีสำหรับใช้พัฒนา Machine Learning เป็น Open source ที่เขียนด้วยภาษา Python)

          บริการ TensorFlow Research Cloud เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถใช้งานได้ แต่จำเป็นต้องสมัครกให้ทาง Google ทำการคัดเลือกก่อน (จู่ ๆ จะปล่อยให้ใครก็ไม่รู้มาใช้บริการทรงคุณภาพของตัวเองง่าย ๆ ได้ไง) โดยจะมีเงื่อนไขเล็กน้อยในการใช้งานบริการ เช่น จะต้องแบ่งปันผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากบริการ TensorFlow Research Cloud, จะต้องแสดงความคิดเห็นที่มีต่อ TensorFlow Research Cloud ให้กับ Google เพื่อการปรับปรุงบริการในอนาคต เป็นต้น ผู้สนใจสามารถยื่นสมัครเข้าใช้งานได้ ที่นี่


ที่มา: Research Google Blog


วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Google เปิดตัว Google Payment API วิธีง่าย ๆ ในการจ่ายเงิน


          ในงาน Google I/O ที่กำลังจัดอยู่ (อ่านสรุป Keynote ภายในงาน) Google ได้เปิดตัว Google Payment API ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่บันทึกไว้ในบัญชี Google ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ได้อย่างสะดวกขึ้น โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องจำหรือกรอกข้อมูลของบัตรเพิ่ม เพียงแค่เลือกการ์ดที่ต้องการ ใส่รหัสรักษาความปลอดภัยหรือตรวจสอบความถูกต้องกับอุปกรณ์แอนดรอยด์ จากนั้นก็จ่ายเงินได้ทันที


          Google Payment API จะอนุญาตให้แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ใช้ข้อมูลบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่บันทึกไว้ในบัญชี Google โดยแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่ใช้งาน API จะแสดงปุ่ม "Pay with Google" และเมื่อผู้ใช้แตะที่ปุ่มก็จะเห็นรายชื่อบัตรที่บันทึกไว้


          ในไม่อีกกี่เดือนถัดไป Google จะเปิดให้ส่งหรือรับเงินผ่าน Google Assistant ทั้งใน Google Home และในอุปกรณ์แอนดรอยด์


วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สรุป Keynote ของงาน Google I/O 2017 ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560


          จบไปแล้วนะครับสำหรับงานวันแรกของ Google I/O 2017 งานประชุมสำหรับนักพัฒนาประจำปีของ Google ที่จัดกัน 3 วันติด ตั้งแต่วันที่ 17 - 19 พฤษภาคม 2560 ขึ้นชื่อว่าเป็นงานที่เหล่านักพัฒนามาประชุมกันแบบนี้ แน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรม โดยภายในงานจะแบ่งเป็นห้อง ๆ ให้นักพัฒนาเข้าร่วมฟังหัวข้อการพัฒนาที่ตนเองสนใจ ซึ่งผมคงจะไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาสักเท่าไหร่ แต่จะสรุป Keynote หรือหัวข้อสำคัญของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ Google นำมาเปิดตัวในงานนี้


          เริ่มต้นด้วยคุณซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) CEO ของ Google ขึ้นมากล่าวเปิดงาน Google I/O 2017 บนเวที ตามด้วยตัวเลขสถิติผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ของ Google ซึ่งมีมากกว่า 1 พันล้านคน ผู้คนดูวิดีโอบน Youtube มากกว่า 1 พันล้านชั่วโมงต่อวัน มีการใช้งาน Google Maps ในการนำทางมากกว่า 1 พันล้านกิโลเมตรต่อวัน มีผู้ใช้งาน Google Drive มากกว่า 800 ล้านคนและมีไฟล์ในระบบมากกว่า 3 พันล้านไฟล์ มีผู้ใช้งาน Google Photos มากกว่า 500 ล้านคนและมีการอัพโหลดรูป 1.2 พันล้านรูปต่อวัน ส่วนอุปกรณ์แอนดรอยด์มีการใช้งานมากกว่า 2 พันล้านเครื่อง

          นอกจากนี้คุณพิชัยยังกล่าวว่า Google จะเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญมือถือเป็นอันดับแรกมาให้ความสำคัญด้านปัญญาประดิษฐ์ (Mobile first to AI first) ซึ่งจะมีการรวมปัญญาประดิษฐ์เข้าไปในผลิตภัณฑ์ของ Google เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน .....เอาล่ะ เรามาดูฟีเจอร์หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ Google นำมาเปิดตัวกัน

Smart Reply



          เนื่องจากการอ่านอีเมลในขณะที่เรากำลังเดินทางอยู่เป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าต้องการตอบอีเมลฉบับนั้นกลับทันทีเลยจะใช้เวลาค่อนข้างมาก ดังนั้น Google จึงจับเอา Machine Learning ไปใส่ใน Gmail ให้ช่วยแนะนำข้อความตอบกลับอย่างรวดเร็วเพื่อประหยัดเวลา โดยเมื่อเลือกข้อความแล้วเราสามารถส่งข้อความได้ทันทีหรือจะแก้ไขข้อความก่อนตอบกลับก็ได้ ซึ่งฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้บน Android และ iOS ในภาษาอังกฤษก่อน ภาษาสเปนจะเปิดให้ใช้บริการภายในไม่กี่สัปดาห์ ส่วนภาษาอื่น ๆ จะทยอยตามมาทีหลัง

Google Lens



          ด้วยการผนวกความฉลาดของ Google Assistant ลงไปในกล้องของสมาร์โฟน บังเกิดเป็นกล้องอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์และแสดงเนื้อหาของสิ่งที่ถูกกล้องเล็งอยู่ได้ เช่น เมื่อเล็งกล้องไปที่ดอกไม้ก็จะแสดงข้อมูลประเภทของดอกไม้ขึ้นมา หรือเมื่อเราเล็งกล้องไปยังร้านอาหารก็จะเห็นรีวิวของร้าน นอกจากนี้หากเราเล็งกล้องไปยังข้อมูลการล็อกอิน Wi-Fi สมาร์ทโฟนก็จะทำการเชื่อมต่อ Wifi ให้เองโดยอัตโนมัติ

          ฟีเจอร์นี้ถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถอีกขั้นให้กับกล้องสมาร์ทโฟน จากเดิมที่ Google Translate สามารถแปลข้อความได้เพียงแค่ยกกล้องไปส่องที่ข้อความ แต่เมื่อเพิ่ม Google Assistant ลงไปก็ไม่ใช่แค่ทำให้เราเห็นได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เราเข้าใจในสิ่งที่เห็นได้อีกด้วย

Cloud TPUs



          Machine Learning ได้พัฒนาเป็นอย่างมากในช่วงเวลาไม่กี่ปี ซึ่งเครือข่ายประสาทเทียมนี้ได้ช่วยปรับปรุงคุณภาพการแปลภาษาของ Google Translate ช่วยในการจัดอันดับผลการค้นหาของ Google Search และช่วยให้สามารถค้นหารูปภาพที่ต้องการได้ง่ายขึ้นด้วย Google Photos แต่เทคโนโลยีนี้จำเป็นต้องใช้การคำนวณจำนวนมหาศาลเพื่อฝึกแบบจำลองให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ Google จึงได้ออกแบบและสร้าง Tensor Processing Units (TPU) รุ่นที่สองเพื่อรองรับการคำนวณจำนวนมหาศาลนั้น

          TPU รุ่นที่สองนี้มีพลังประมวลผล 180 TFLOPS ซึ่งทาง Google ออกแบบระบบเป็นตู้  ดดยแต่ละตู้จะบรรจุ TPU ไว้ 64 ชุด รวมพลังประมวลผล 11.5 PFLOPS เพื่อช่วยให้ Machine Learning เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว .....อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Google.ai


          โครงการนี้ Google ได้พยายามนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ประโยชน์เพื่อทุกคน แต่การจะสร้าง AI นั้นค่อนข้างยาก Google จึงได้ออกแบบ AI ที่สามารถ "เรียนรู้ที่จะเรียนรู้ได้" และแนวทางนี้เรียกว่า AutoML ซึ่งมีแนวคิดว่า แทนที่จะใช้แรงงานมนุษย์ในการออกแบบโมเดล Machine Learning ใหม่ เปลี่ยนเป็นให้ Machine Learning ที่สร้างขึ้นแล้วทำหน้าที่ออกแบบแทน ซึ่งจะทำให้การสร้าง AI มีความยากน้อยลง

          ด้วยความก้าวหน้าของ AutoML สามารถใช้ในการดูแลสุขภาพ โดยสร้างเครื่องมือในการตรวจหาและศึกษาวิธีการทำงานของโรค เช่น ปรับปรุงวิธีการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม จัดลำดับดีเอ็นเอซึ่งจะทำให้นักวิจัยสามารถระบุตัวแปรทางพันธุกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หรือแม้แต่ทำนายคุณสมบัติของโมเลกุลใหม่ที่ใช้ในการค้นคว้ายา เป็นต้น

          นอกจากนี้ Google ยังได้นำ AI มาใช้ใน AutoDraw เว็บไซต์ช่วยวาดรูปที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนที่แล้ว (อ่านข่าวการเปิดตัวเว็บไซต์ AutoDraw) และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมายที่จะพูดถึงในหัวข้อถัดไป

Google Assistant



          Google เพิ่มความสามารถ Google Assistant ให้รองรับการสนทนาจากการพิมพ์ ทำให้เราสามารถพิมพ์สั่ง Google Assistant แทนได้ .....อ้าว ปกติก็สั่งการด้วยเสียงได้สะดวกสบายกว่าอยู่แล้วนี่นา จะทำให้พิมพ์สั่งได้ด้วยไปทำไม จริงอยู่ที่ฟังก์ชันนี้อาจจะไม่ล้ำสมัยสักเล็กน้อย แต่ก็เป็นประโยชน์เวลาเราใช้งาน Google Assistant ในที่สาธารณะ เราคงไม่อยากถูกคนอื่นมองเวลาคุยกับสมาร์ทโฟนใช่ม่ะ แถมยังเป็นฟังก์ชันที่ช่วยคนที่ออกสำเนียงภาษาอังกฤษไม่เก่งได้เป็นอย่างดี (ฮา)

          นอกจากนี้ Google ยังปล่อยแอปพลิเคชัน Google Assistant ให้ใช้งานบน iPhone แล้ว พร้อมทั้งเปิดชุดเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของ Google Assistant (Google Assistant SDK) ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถจับ Google Assistant มาใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์ของตนเองได้

Google Home



          สิ่งใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามาใน Google Home มีหลายอย่าง อันดับแรกก็คือ Google Assistant ซึ่งจะทำให้บ้านของเราฉลาดขึ้นอีกขั้น สามารถให้ข้อมูลได้ด้วยตัวเองโดยที่เราไม่ต้องร้องขอ เช่น ถ้ามีรถติดในเส้นทางที่เรากำลังจะไป Google Home ก็จะแจ้งเตือนให้อัตโนมัติ อันดับถัดไปก็คือความสามารถในการโทรออกหรือ Hands-Free Calling ซึ่งเราสามารถโทรออกไปหาใครก็ได้ (ในสหรัฐฯ) เพียงแค่ใช้เสียงออกคำสั่งกับ Google Home เท่านั้น ที่สำคัญคือฟรี!

          นอกจากนี้ยังมีบริการสตรีมเพลงจากเว็บให้เช่าเพลงเช่น Spotify และจะรองรับการสตรีมเพลงจากเว็บ Soundcloud และ Deezer , การสตรีมจากอุปกรณ์อื่นผ่าน Bluetooth หลังจากการอัปเดตในอนาคต และสิ่งสุดท้ายที่เพิ่มเข้ามาคือความสามารถในการเลือกอุปกรณ์แสดงผล ปกติ Google Home ไม่มีหน้าจอสำหรับแสดงผลอยู่แล้ว เวลาที่ผู้ใช้งานสั่งค้นหาเส้นทาง Google Home ก็จะส่งแผนที่เส้นทางไปแสดงผลในสมาร์ทโฟน

Google Photos



          Google Photos เองก็ไม่รอด ถูกจับเจ้า Google Assistant เข้าไปใช้งานด้วย เพิ่มฟีเจอร์ในการแชร์ขึ้นมาอีก 3 ฟีเจอร์ ฟีเจอร์แรกก็คือ Suggested Sharing ซึ่งจะใช้ Machine Learning ค้นหาใบหน้าในรูปจากนั้นก็จะเตือนให้เราแชร์รูปถ่ายกับคนที่ปรากฏอยู่ในรูปด้วย เช่น เมื่อเราถ่ายรูปกับแฟน Google Photos ก็จะแจ้งเตือนขึ้นมาให้เราแชร์รูปถ่ายให้แฟนเราด้วย


          ฟีเจอร์ที่สองคือ Shared libraries ที่จะช่วยให้เราสามารถตั้งค่าสมาร์ทโฟนเพื่อ Sync ภาพถ่ายไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ เช่น เราสามารถตั้งค่าสมาร์ทโฟนของเราให้ Sync ภาพถ่ายคู่กับแฟนไปยังสมาร์ทโฟนของแฟนได้โดยอัตโนมัติ เมื่อเราถ่ายรูปคู่ด้วยสมาร์ทโฟนของเรา รูปก็จะปรากฏในสมาร์ทโฟนของแฟนให้ทันที


          ฟีเจอร์ที่สามคือ Photo Books ที่จะใช้ Machine Learning ช่วยในการเลือกภาพต่าง ๆ มารวมเป็นอัลบั้มที่เราสามารถพิมพ์ออกมาเป็นหนังสืออัลบั้มภาพมีให้เลือกทั้งปกอ่อนและปกแข็ง ราคาเริ่มต้นที่ $9.99 หรือประมาณ 350 บาท และก็แน่นอนว่าตอนนี้ฟีเจอร์ดั่งกล่าวเปิดให้ใช้ในสหรัฐอเมริกาแล้ว ส่วนประเทศไทยไม่รู้จะได้ใช้ฟีเจอร์นี้เมื่อไหร่


          ในอนาคต ด้วยพลังแห่ง Machine Learning จะทำให้ Google Photos สามารถลบสิ่งไม่พึงประสงค์ในรูปออกไปได้โดยอัตโนมัติ

YouTube



          YouTube จะรองรับวิดีโอแบบ 360 องศาในแอปพลิเคชันบนสมาร์ททีวี ซึ่งสามารถใช้รีโมทในการควบคุมการหมุนวิดีโอ 360 องศาบนหน้าจอได้ และยังมีฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า Super Chat ซึ่งจะทำให้เราสามารถจ่ายเงินในขณะดูสตรีมสดบน YouTube ได้เลย โดยข้อความที่จ่ายเงินจะถูกเน้นให้โดดเด่นขึ้น ทำให้ผู้สตรีมสามารถเห็นข้อความดังกล่าวได้ง่าย ฟีเจอร์นี้ยังเป็นการสร้างรายให้กับผู้สตรีมอีกด้วย

Android


 

          ปัจจุบันนี้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ โทรทัศน์ รถยนต์ นาฬิกา โน้ตบุ๊ก ฯลฯ โดยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชันล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็คือ Android O ถึงแม้จะยังไม่ใช่ตัวเต็ม แต่ก็มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากมาย (ข่าวการเปิดตัว Android O)


          เริ่มกันที่ฟีเจอร์ Picture-in-Picture ในโหมดนี้เราจะสามารถย่อขนาดวิดีโอ (รวมไปถึงวิดีโอคอล) ลงไปไว้ที่มุมของหน้าจอ ทำให้เราใช้งานแอปพลิเคชันอื่นได้ในขณะที่กำลังเล่นวิดีโออยู่


          ฟีเจอร์ Notification Dots จะเป็นการแสดงจุดแจ้งเตือนบนไอคอนแอปพลิเคชัน ซึ่งจะบ่งบอกให้เรารู้ว่าแอปพลิเคชันไหนมีการแจ้งเตือนอะไรใหม่ ๆ บ้าง โดยเมือเราแตะค้างบนไอคอนแอปพลิเคชันที่มีจุดแจ้งเตือน เราก็จะเห็น

          ฟีเจอร์ Autofill with Google จะช่วยในการเติมข้อมูลให้อัตโนมัติ โดยเป็นข้อมูลที่ Sync มาจาก Google Chrome ซึ่งใครที่ใช้ Google Chrome ในการท่องเว็บอยู่แล้วจะรู้ถึงความสะดวกสบายของฟีเจอร์นี้เลย


          ฟีเจอร์ Smart Text Selection ที่ช่วยให้การเลือกคำทำได้ง่ายขึ้น โดย Machine Learning จะเรียนรู้คำและทำให้เราสามารถเลือกประโยคยาว ๆ ได้ตามความเหมาะสม เช่น เลือกข้อความที่อยู่ในการคลิกเพียงแค่ครั้งเดียว เป็นต้น นอกจากนี้ระบบยังฉลาดพอที่จะรู้ว่าข้อความที่เราเลือกอยู่เป็นอะไร ถ้าเป็นที่อยู่ก็จะมีตัวเลือกให้เปิดในแผนที่ หรือถ้าเป็นเบอร์โทรศัพท์ก็จะมีตัวเลือกให้โทรออก


          นอกจากจะเพิ่มลูกเล่นใหม่ให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกมากขึ้นแล้ว ยังมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้งานของ Android O ให้ดียิ่งขึ้น เช่น ความปลอดภัย อายุของแบตเตอรี่ เป็นต้น โดย Google เรียกการปรับปรุงในด้านประสิทธิภาพนี้ว่า Vitals นอกจากนี้เพื่อเป็นการเฝ้าระวังแอปพลิเคชันน่าสงสัย ทาง Google ยังได้สแกนแอปพลิเคชันที่ติดตั้งในเครื่องมากถึง 5 หมื่นล้านแอปพลิเคชันต่อวัน

          เพื่อเป็นการปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น Google เปิดตัว Google Play Protect ซึ่งเป็นตัวตรวจหาไวรัสที่จะคอยสแกนแอปพลิเคชันเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโค้ดที่น่าสงสัยหรือมีอันตราย นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบปฏิบัติการให้สามารถเปิดเครื่องและแอปพลิเคชันได้เร็วขึ้นถึง 2 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพให้แอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลังใช้ทรัพยากรและกินแบตเตอรี่น้อยลง

          ในด้านการพัฒนา Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ให้ Play Console Dashboards เพื่อที่จะวิเคราะห์แอปพลิเคชันของนักพัฒนาว่าใช้ทรัพยากรหรือกินแบตเตอรี่มากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ แล้วยังมีส่วนเสริมของ Android Studio ที่ช่วยแสดงประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันที่กำลังพัฒนา ว่าใช้หน่วยความจำเท่าไหร่ กินแบตเตอรี่มากแค่ไหน และสิ่งใหม่สุดท้ายที่เพิ่มเติมเข้ามาในด้านการพัฒนานั่นก็คือการประกาศรองรับภาษา Kotlin เป็นภาษาที่สองสำหรับการเขียนโปรแกรมนั่นเอง

Android Go


          Google เปิดตัวโครงการใหม่ที่เรียกว่า Android Go ซึ่งเป็นการปรับแอนดรอยด์ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์สเปคต่ำที่มีแรมน้อยกว่า 1 GB ไม่ว่าจะเป็นลดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยโหมดประหยัดดาต้าของ Google Chrome ซึ่งสามารถลดการใช้ดาต้าได้ 750 TB ต่อวัน ปรับปรุงบางแอปพลิเคชันให้กินทรัพยากรน้อยลง (ซึ่งนั่นหมายถึงคุณภาพของแอปพลิเคชันนั้นจะลดลงด้วย) รองรับหลายภาษา เพื่อทำให้สมาร์ทโฟนที่ใช้งาน Android Go มีราคาถูกจนทุกคนสามารถซื้อมาใช้งานได้

VR และ AR





          Google เปิดตัว Daydream เมื่อปีที่แล้วเพื่อนำเสนอประสบการณ์เสมือนจริงที่มีคุณภาพสูงเข้าสู่สมาร์ทโฟน ซึ่งในงานครั้งนี้ Google ประกาศเพิ่มชุดหูฟัง Daydream VR แบบสแตนด์อโลน ซึ่งสามารถทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สมาร์ทโฟนหรือเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งตอนนี้ Google กำลังทำงานร่วมกับ HTC Vive และ Lenovo เพื่อสร้างและเปิดตัวชุดหูฟังใหม่ในปลายปีนี้ โดยตัวแว่นใหม่จะมีเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหวได้อย่างละเอียดที่เรียกว่า WorldSense เพิ่มเข้ามา


          ในส่วนของ AR มีการเปิดตัว Visual Positioning Service (VPS) ที่ช่วยจับตำแหน่งภายในอาคารได้อย่างแม่นยำจากการจับภาพและลักษณะพื้นที่รอบ ๆ นอกจากนี้ Google ยังรวมเทคโนโลยี AR เข้าไปใน Google Expeditions (โครงการที่ใช้แว่น VR พาเด็ก ๆ ไปสำรวจและเรียนในสถานที่แปลกใหม่) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้

Google for Jobs


          Google for Jobs คือผลิตภัณฑ์ของ Google ที่จะช่วยค้นหางาน ตั้งแต่งานขายปลีกจนถึงตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งจะใช้ Machine Learning ในการกรองตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับผู้ใช้ รวมไปถึงความสะดวกในการเดินทาง สามารถค้นหาได้ทันทีในช่องค้นหาของ Google โดย Google for Jobs จะเปิดตัวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าและจะให้บริการในสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรกก่อน และจะทยอยให้บริการในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก


          ในปีนี้ Google ให้ความสำคัญกับ AI และได้นำ AI มาทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากมาย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน แต่นี่เป็นเพียงแค่ Keynote เท่านั้น ซึ่งผมจะทยอยนำเทคโนโลยีที่ Google พูดถึงในงาน Google I/O วันอื่น ๆ มาเขียนให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน แต่บทความอาจจะมาช้านิดนึงนะ แหะ ๆ


วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Audi และ Volvo ประกาศสร้างรถอัจฉริยะ Android Auto


          ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีไปไกลมาก สิ่งของอะไร ๆ ก็ถูกจับใส่ความอัจฉริยะลงไปหมด ทั้งโทรศัพท์ ตู้เย็น รถยนต์ ล่าสุดบริษัทผลิตรถยนต์ออดี้และวอลโว่ประกาศว่าจะจับแอนดรอยด์ใส่ลงไปในรุ่นยนต์รุ่นถัดไป ซึ่งหมายความว่ารถยนต์ของเราจะสามารถค้นหาสถานที่ผ่าน Google Maps ได้โดยไม่ต้องเปิดสมาร์ทโฟน (นับเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องเปิด Google Maps เวลาเดินทางไปไหนมาไหน) โดยจะมีการจัดแสดงระบบตัวอย่างในงาน Google I/O วันที่ 17 - 19 พฤษภาคม 2560 ที่จะถึงนี้


          Android Auto คือมาตราฐานการใช้งานสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ผ่านแผงควบคุมในรถยนต์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือการใช้งานแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนผ่านรถยนต์นั่นเอง ซึ่งเราจะต้องเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ Lollipop 5.0 ขึ้นไปที่ติดตั้งแอปพลิเคชัน Android Auto เข้ากับรถยนต์จึงจะสามารถใช้งานได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่


ที่มา: Blog Google


วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การกินขี้มูกดีต่อฟันและสุขภาพ


          บางครั้งเราจะเห็นเด็ก ๆ แคะขี้มูกออกมาแล้วก็กินมันเข้าไป (หรือแม้กระทั่งตัวเราในวัยเด็กเองก็อาจจะทำเช่นนั้นเหมือนกัน) ตอนนั้นเราคงจะรู้สึกว่า "อี๋ กินของสกปรกเข้าไปได้ไง คายออกมาเดี๋ยวนี้นะ" นั่นเป็นเพราะเราคิดว่าขี้มูกเป็นแหล่งที่อยู่ของแบคทีเรีย เลยทึกทักเอาว่าเป็นของสกปรก จริงอยู่ที่ขี้มูกเป็นแหล่งที่อยู่ของแบคทีเรีย แต่นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยหลายสถาบันรวมถึงมหาวิทยาลัย Harvard และมหาวิทยาลัย University of Saskatchewan ค้นพบว่าแบคทีเรียที่อยู่ในขี้มูกนั้นเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพของเรา

          จากงานวิจัยพบว่าขี้มูกสามารถช่วยไม่ให้แบคทีเรียเกาะติดตามฟัน ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินหายใจ แผลในกระเพาะอาหาร หรือแม้แต่เชื้อ HIV อีกด้วย นอกจากนี้คนที่แคะขี้มูกแบบแห้งมากินจะมีสุขภาพดี ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพราะจมูกเป็นตัวคัดกรองแบคทีเรียที่จะเข้าสู่ร่างกาย เมื่อแบคทีเรียจากขี้มูกที่กินเข้าไปลงไปถึงลำไส้ก็จะแสดงประสิทธิภาพคล้ายกับยา

          ปัจจุบันนักวิจัยกำลังค้นคว้ายาสีฟันและหมากฝรั่งที่มีส่วนประกอบที่สังเคราะห์มาจากขี้มูก เพื่อนำประโยชน์ของขี้มูกมาใช้ในทางทันตกรรม และในอนาคตอาจจะมีตัวยาที่ผลิตจากขี้มูกด้วยก็เป็นได้


ที่มา: Telegraph.co.uk


วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สมองจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อเราทำอะไรทีละอย่าง


          จากการวิจัยพบว่าสมองจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อเราจดจ่ออยู่ในงาน ๆ เดียว ซึ่งการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันจะลดประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้มากถึง 40% โดยนักวิจัยได้ทำการถ่ายภาพสมองแล้วพบว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเกินไปจะรบกวนการทำงานของสมอง

          สมองกลีบขมับส่วนหลัง (Posterior Temporal), กลีบสมองส่วนหน้า (Dorsomedial Prefrontal Cortex), เซรีเบลลัม (Cerebellum) และสมอง Precuneus ส่วนหลัง (Dorsal Precuneus) เป็นสมองส่วนสำคัญที่สุดในการรวบรวมเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ที่เรียงเป็นลำดับเข้าด้วยกัน ซึ่งพื้นที่สมองเหล่านี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเรากำลังจดจ่ออยู่กับงานหนึ่ง ๆ ตลอดเวลา

          นักวิจัยกล่าวว่าการทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กันจะทำให้สมาธิลดลงซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด และความเครียดก็จะเป็นอุปสรรคขัดขวางความคิดและความจำ นอกจากนี้สื่อสังคมออนไลน์ก็ยังเป็นสิ่งที่เพิ่มภาระให้กับสมองอีกด้วย


ที่มา: Medicalnewstoday.com


Google เผยโปรเจค Treble ที่ช่วยทำให้สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ยี่ห้อต่าง ๆ ได้อัปเดตเร็วขึ้น


          ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เป็นระบบปฏิบัติการในสมาร์ทโฟนที่มีผู้ใช้งานมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เนื่องจากมีผู้ผลิตที่หลากหลาย (เช่น ซัมซุง หัวเว่ย แอลจี เป็นต้น) และมีสมาร์ทโฟนตั้งแต่สเปคระดับล่างที่มีราคาถูกไปจนถึงสเปคระดับสูงที่ราคา (โคตร) แพง ฐานผู้ใช้งานจึงกว้าง แต่การที่มีผู้ผลิตที่หลากหลายก็เป็นปัญหาใหญ่ตามมา

          ด้วยความที่เป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิดจึงทำให้ผู้ผลิตแต่ละรายได้นำแอนดรอยด์จาก Google มาดัดแปลงเพิ่มเติมฟีเจอร์เพื่อให้สมาร์ทโฟนของตนมีเอกลักษณ์แตกต่างจากสมาร์ทโฟนของผู้ผลิตรายอื่น เมื่อ Google ทำการอัปเดตระบบปฏิบัติการ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ใช้งานแอนดรอยด์ต่างก็ใช้เวลาและเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการอัปเดตระบบปฏิบัติการ ผู้ผลิตบางรายจึงยกเลิกไม่อัปเดตระบบปฏิบัติการให้กับสมาร์โฟนบางรุ่น หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "โดนลอยแพ"


          ปัญหาการอัปเดตระบบปฏิบัติการช้าทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของแอนดรอยด์เวอร์ชันใหม่ ๆ มีน้อย จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า ผู้ใช้งานแอนดรอยด์ส่วนมากยังใช้งานระบบปฏิบัติเวอร์ชัน Lollipop และ Marshmallow อยู่เลย

          เพื่อเป็นการจำกัดปัญหาดังกล่าว ทีมพัฒนาของ Google จึงได้เปิดตัวโปรเจค Treble ขึ้นมา เพื่อยกระดับมาตราฐานของแอนดรอยด์ให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสามารถอัปเดตระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ได้อย่างรวดเร็ว


          เมื่อมีการปล่อยระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ ทาง Google จะต้องส่งระบบปฏิบัติการไปให้ผู้ผลิตชิป จากนั้นผู้ผลิตชิปก็จะส่งต่อไปยังผู้ผลิตสมาร์ทโฟนต่าง ๆ เพื่อนำไปรวมกับฟีเจอร์ที่ตนเองทำขึ้น


          โปรเจค Treble เป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบของแอนดรอยด์ใหม่ โดยการแยก Android OS Framework ออกจากส่วนของผู้ผลิตสมาร์ทโฟน เพื่อให้สามารถอัปเดตระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้โดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของผู้ผลิตสมาร์ทโฟน ซึ่งตอนนี้โปรเจค Treble จะมาพร้อมกับอุปกรณ์ใหม่ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชัน O นั่นหมายความว่าตั้งแต่แอนดรอยด์เวอร์ชัน O เป็นต้นไป สมาร์ทโฟนจากผู้ผลิตรายต่าง ๆ จะได้รับการอัปเดตระบบปฏิบัติการจาก Google แล้ว


ที่มา: Android Developers


วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Google เพิ่มฟีเจอร์สร้างสติกเกอร์จากรูปเซลฟี่ของผู้ใช้งานในแอปพลิเคชัน Allo


          Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่เอาใจผู้ใช้งานที่ชอบถ่ายเซลฟี่และส่งสติกเกอร์ในแอปพลิเคชัน Allo ด้วยการใช้โครงข่ายประสาทเทียม (แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่จำลองการทำงานของโครงข่ายประสาทของมนุษย์) มาทำงานร่วมกับศิลปินในการเปลี่ยนรูปถ่ายเซลฟี่ให้กลายเป็นสติกเกอร์คาแรคเตอร์การ์ตูนในท่าทางต่าง ๆ


          วิธีการก็ง่าย ๆ เพียงแค่เราถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเอง แอปพลิเคชันจะทำการสร้างสติกเกอร์ตัวเราในเวอร์ชันคาแรคเตอร์การ์ตูนให้โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งมีตัวเลือกการปรับแต่งสติกเกอร์ให้เราปรับแต่งได้ตามใจชอบ


          ความยากในการทำฟีเจอร์นี้อยู่ที่มนุษย์เรานี่เอง เพราะการถ่ายรูปเซลฟี่ไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าจะถ่ายมุมไหน ถ่ายในที่สว่างหรือมืด จึงเป็นการท้าทายที่จะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสร้างสติกเกอร์ออกมาได้โดยยังคงรูปลักษณ์ของผู้ใช้งานอยู่ ซึ่งทางทีมพัฒนาของ Google ได้ทำงานร่วมกับทีมศิลปินเพื่อสร้างภาพคาแรกเตอร์การ์ตูนที่หลากหลาย โดยทีมศิลปินออกแบบองค์ประกอบบนใบหน้าตัวอย่างให้คล้ายกับของจริงแล้วใส่ลงไปในระบบให้โครงข่ายประสาทเทียมเรียนรู้ จากนั้นก็ให้ผู้ใช้ช่วยตัดสินภาพ ถ้ายังไม่ตรง ทีมศิลปินก็จะทำการออกแบบเพิ่มและใส่เข้าไปในระบบอีก เพื่อให้แอปพลิเคชันสามารถสร้างรูปคาแรกเตอร์ออกมาได้ถูกต้อง


          ในการออกแบบจะหลีกเลี่ยงการออกแบบภาพออกมาให้เหมือนคนจริง ๆ แต่จะออกแบบให้เป็นคาแรกเตอร์เสมือนที่มีคุณภาพต่ำกว่าความเป็นจริง และยังคงเอกลักษณ์ของเจ้าของคาแรกเตอร์เอาไว้ เพื่อการนี้ ทีมพัฒนา Allo จึงได้ทำงานร่วมกับเหล่าศิลปินหลากหลายประเภทเพื่อพัฒนาให้รูปคาแรกเตอร์ของเราน่ารักมากยิ่งขึ้นในรุ่นถัด ๆ ไป และตอนนี้ได้เปิดใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวใน Android แล้ว ส่วน iOS ก็รออีกนิดน้าาาาา


ที่มา: Research Google Blog


วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Google เพิ่มการค้นหากิจกรรมในหน้าเว็บมือถือแล้ว



          Google ปรับเปลี่ยนผลการค้นหาเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งาน โดยการเพิ่มผลการค้นหากิจกรรมต่าง ๆ (เช่น คอนเสิร์ต เป็นต้น) จากเว็บไซต์จำพวก Eventbrite, Meetup และอื่น ๆ ในแอปพลิเคชันและเว็บบนมือถือให้กับผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกา


          เมื่อทำการค้นหาแล้ว ผลลัพธ์จะแสดงละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ชื่อกิจกรรม วันเวลา และสถานที่จัดกิจกรรม สามารถอ่านรายละเอียดหรือซื้อตั๋วจากเว็บไซต์ได้


          นอกจากนี้ยังสามารถดูกิจกรรมในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้เพียงแค่เลือกตัวกรอก เช่น วันนี้, วันพรุ่งนี้, สัปดาห์หน้า เป็นต้น เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งานที่อยากค้นหากิจกรรมออกไปเที่ยวเล่น แน่นอนว่าฟีเจอร์เจ๋ง ๆ แบบนี้เปิดให้ผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกาใช้งานก่อน ส่วนในไทยจะได้ใช้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รอกันต่อไปจ้าาาาา


ที่มา: Blog Google


วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

นักวิจัยค้นพบตัวการที่ทำให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองชนิดร้ายแรง


          ปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากการจู่โจมของศัตรูภายนอก เช่น แบคทีเรีย เชื้อโรค หรือสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่เราน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้วคือเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของเรา เปรียบดั่งกับทหารที่ทำหน้าที่เป็นรั้วของชาติคอยปกป้องประชาชนและทำลายข้าศึกที่บุกรุกเข้ามาในประเทศ

          แม้ว่าระบบภูมิคุ้มกันจะช่วยให้ร่างกายของเราปลอดภัยจากสิ่งแปลกปลอม แต่ทุกอย่างในโลกล้วนไม่สมบูรณ์แบบ เพราะดันมีโรคร้ายโรคหนึ่งซึ่งทำให้ทหารที่คอยปกป้องประชาชนกลับหันปืนเข้าหาประชาชน บิดเบือนความคิดไม่ให้สามารถแยกแยะเซลล์ของตัวเองออกจากสิ่งแปลกปลอม จนหลงผิดเข้าจู่โจมทำร้ายเซลล์ของตนเอง ซึ่งโรคที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีตัวเองนี้ก็คือ "โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Disease)" หรือเรียกอีกอย่างว่า "โรคแพ้ภูมิตนเอง"

          "โรคแพ้ภูมิตนเอง" ถือเป็นกลุ่มโรค ซึ่งปัจจุบันพบว่าโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเองนั้นมีมากกว่า 100 ชนิด และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสาเหตุของโรคเกิดมาจากอะไร แต่นักวิจัยได้ค้นพบว่ามีโมเลกุลบางตัวในร่างกายสามารถก่อให้เกิดโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดหนึ่งได้ จากการศึกษาโรค Goodpasture syndrome ในหนูทดลอง ซึ่งโรค Goodpasture syndrome ถือเป็นหนึ่งในโรคแพ้ภูมิตนเอง โดยระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างภูมิคุ้มกันออกมาทำลายปอดและไตทั้งสองข้าง

          Human leukocyte antigen (HLA) เป็นไกลโคโปรตีนที่พบได้บนเซลล์เม็ดเลือดขาวมีส่วนช่วยระบบภูมิคุ้มกันในการระบุสิ่งแปลกปลอม โดยโมเลกุลของ HLA จะทำการจับแอนติเจนของสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคต่าง ๆ ทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงาน แต่มีบางโมเลกุลของ HLA ที่เรียกว่า HLA-DR1 และ HLA-DR15 ซึ่งเป็นส่วนนึงที่ทำให้เกิดโรคแพ้ภูมิตนเอง โดยโมเลกุล HLA-DR15 จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรค Goodpasture syndrome และเส้นโลหิตตีบ

          นักวิจัยได้นำหนูมาทดลองโดยการฉีดโมเลกุล HLA-DR1 หรือ HLA-DR15 ของคนเข้าไป และพบว่าหนูทดลองที่มีโมเลกุล HLA-DR15 ป่วยเป็นโรค Goodpasture syndrome ส่วนหนูที่มีโมเลกุล HLA-DR1 หรือมีทั้ง 2 โมเลกุลกลับไม่ได้ป่วย

          คุณ Richard Kitching หนึ่งในนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Monash University ประเทศออสเตรเลียกล่าวว่า "สำหรับผู้ป่วยโรค Goodpasture syndrome โมเลกุล HLA-DR15 จะสั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันจู่โจมเซลล์ของร่างกาย แต่ถ้าผู้ป่วยมีโมเลกุล HLA-DR1 ก็จะช่วยยับยั้งไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันจู่โจมเซลล์ของร่างกายได้"

          จากการศึกษาทำให้เรารู้ว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรค Goodpasture syndrome โมเลกุล HLA-DR15 จะถูกล้างสมองและสั่งการให้ทหาร (ระบบภูมิคุ้มกัน) ทำการจู่โจมประชาชน (เซลล์ร่างกาย) แต่โมเลกุล HLA-DR1 สามารถช่วยคานอำนาจและยับยั้งคำสั่งโจมตีได้ แต่ยังมีงานวิจัยอีกมากที่ต้องศึกษาเพื่อให้เข้าใจสาเหตุว่าทำไมระบบภูมิคุ้มกันถึงโจมตีร่างกายของตัวเอง ก่อนที่จะหาวิธีเพิ่มโมเลกุล HLA-DR1 ในร่างกายคน


ที่มา: Sciencealert.com


วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การอ่านหนังสืออาจทำให้เราเป็นคนจิตใจดีมากขึ้น


          ถ้าเพื่อน ๆ อยากเป็นคนมีจิตใจดี บางทีเพื่อน ๆ อาจจะต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านกันแล้วล่ะ เพราะจากการศึกษาพบว่าการอ่านหนังสือมีโอกาสทำให้เรารู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น

          มหาวิทยาลัย Kingston University ในลอนดอนทำการศึกษาคน 123 คน โดยการสอบถามความชื่นชอบว่าชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างหนังสือ โทรทัศน์ หรือละครเวที จากนั้นก็ทำการทดสอบทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น รวมไปถึงความมีน้ำใจอยากช่วยเหลือ ซึ่งผลปรากฏว่าผู้ชอบอ่านหนังสือมีแนวโน้มที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่า ส่วนผู้ที่ชอบดูโทรทัศน์จะไม่ค่อยเป็นมิตรและไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น นอกจากนี้ประเภทของหนังสือที่อ่านยังส่งผลต่อการแสดงออกอีกด้วย

          จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ชอบอ่านนิยายจะมีพฤติกรรมทางสังคมในเชิงบวกมากขึ้น หรือก็คือจะมองโลกในแง่บวก โดยผู้ที่อ่านหนังสือนิยายแนวดราม่าและแนวโรแมนติกจะมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากที่สุด ส่วนผู้ที่ชอบอ่านหนังสือแนวทดลองจะมีความสามารถในการมองภาพรวมที่แตกต่างออกไป หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีความคิดแหวกแนวแตกต่างจากผู้อื่น และผู้ที่ชอบอ่านหนังสือแนวตลกจะเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย

          นักวิจัยกล่าวว่า "การอ่านนิยายมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และนิยายกับหนังสือแนวตลกอาจจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเพิ่มความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น"

          แม้ว่าการศึกษานี้จะไม่ได้พิสูจน์ว่าการอ่านหนังสือส่งผลกระทบต่อความเห็นอกเห็นใจ บางทีคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่แล้วอาจจะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่การอ่านหนังสือก็เป็นการฝึกสมาธิซึ่งอาจจะทำให้เราจิตใจอ่อนโยนก็เป็นได้


ที่มา: Independent.co.uk


วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คลิปดาวเสาร์จากการโคจรรอบแรกของยาน Cassini


          หลังจากไม่ได้เขียนบทความหลายวัน (จริง ๆ ก็แค่ 4 วันเอง) ทำให้มีอะไรค้างให้เขียนหลายอย่างเลยทีเดียว ว่าแล้วเราก็มาต่อกันด้วยคลิปแอบถ่ายดาวเสาร์กันเลยดีกว่า

          คลิปดาวเสาร์จากยานแคสซินีที่ระดับความสูงเหนือเมฆประมาณ 72,400 กิโลเมตร ลดลงไปจนถึง 6,700 กิโลเมตร ใช้เวลาสังเกตการณ์ 1 ชั่วโมง ในขณะที่ยานอวกาศเริ่มจับภาพตั้งแต่ที่ขั้วโลกเหนือแล้วค่อย ๆ เคลื่อนที่ลงไปทางใต้ของดาวเสาร์


          ในตอนท้ายของคลิปเราจะเห็นได้ว่ายานแคสซินีได้หมุนตัวยานเพื่อใช้จานรองไปเป็นโล่ป้องกันอนุภาคในระหว่างการข้ามวงแหวนของดาวเสาร์ ซึ่งจากการ ค้นพบ The Big Empty ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวน ทำให้ทีมงานวางแผนจะปรับปรุงมุมมองกล้องของการโคจรในวันที่ 29 มิถุนายน 2560


ที่มา: Nasa.gov


ยาน Cassini พบพื้นที่ว่างเปล่า (The Big Empty) ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวน


          หลังจากไม่ได้เขียนบทความไปหลายวันเนื่องจากไม่ค่อยได้นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ (ไปวิ่งบ้าง ไปลัลลาในวันคล้ายวันเกิดบ้าง) วันนี้ขอกลับมาเขียนบทความอัปเดตสถานะการณ์ของยานแคสซินีสักเล็กน้อย ยานแคสซินีปฏิบัติภารกิจมา 20 ปีซึ่งใกล้จะสิ้นสุดอายุการใช้งานแล้ว ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็เหมือนกับคนทำงานที่ใกล้เกษียณ และก่อนจะหมดหน้าที่แล้วสังเวยตัวเองด้วยการโหม่งดาวเสาร์ ยานแคสซินีก็ต้องปฎิบัติภารกิจทิ้งท้ายให้โลกจดจำ (ฮา) ซึ่งเรียกว่า Grand Finale โดยการโคจรรอบดาวเสาร์ 22 รอบในระยะที่ไม่เคยมียานใดทำได้มาก่อน (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ยานแคสซินีเข้าสู่ช่วง Grand Finale)

          ในตอนที่ยานแคสซินีลอยผ่านเข้าไปยังวงแหวนชั้นใน นักวิทยาศาสตร์คาดว่าพื้นที่ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนอาจจะมีอนุภาคพุ่งเข้ามาปะทะกับตัวยานจนก่อให้เกิดความเสียหาย จึงได้ควบคุมยานแคสซินีให้หมุนจานรับสัญญาณขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เมตรมาเป็นโล่ป้องกันบังในทิศทางที่อาจจะมีอนุภาคพุ่งเข้าใส่ แต่ผลกลับไม่เป็นไปตามคาด

          เครื่องมือ RPWS (Radio and Plasma Wave Science) ของยานแคสซินีตรวจพบการพุ่งชนของอนุภาคนับร้อยในหนึ่งวินาทีเมื่อข้ามระนาบวงแหวนของดาวเสาร์ แต่พอเข้าไปโคจรระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนในวันที่ 26 เมษายน 2560 กลับตรวจพบการพุ่งชนเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งเครื่องมือ RPWS สามารถแปลงข้อมูลจากการตรวจพบให้ออกมาอยู่ในรูปแบบไฟล์เสียงได้


          ทีม RPWS คาดว่าจะได้ยินเสียงรอยแตกเป็นจำนวนมากเมื่อข้ามวงแหวนเข้าไปภายในช่องว่างระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวน แต่กลับได้ยินเสียงหวีดและเสียงแหลมแทน ทำให้นักวิทยาศาสตร์วงแหวนรู้สึกแปลกใจที่อาณาเขตว่าง ๆ ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ว่างเปล่า (The Big Empty) ปราศจากฝุ่น ถ้าสภาพแวดล้อมมีฝุ่น ทีมงานจำเป็นต้องใช้เสาอากาศหลักที่เป็นจานรองของยานอวกาศเป็นโล่ในระหว่างการโคจร แต่จากการค้นพบนี้ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการและเวลาที่ใช้ในการสังเกตเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีกว่าเดิมได้


ที่มา: Nasa.gov


วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เว็บไซต์ Within รองรับการใช้งาน WebVR


          เพื่อน ๆ ยังจำสมัยก่อนตอนที่เทคโนโลยียังไม่พัฒนามากเหมือนปัจจุบันได้หรือเปล่าครับ ในตอนนั้นโทรทัศน์และภาพยนตร์ถือเป็นสื่อบันเทิงที่ให้ความสนุกได้เท่าที่เทคโนโลยีจะเอื้ออำนวย เห็นได้จากคุณภาพของภาพที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ มีการพัฒนาให้สวยงามยิ่งขึ้น และในปัจจุบันนี้ Virtual Reality (VR) ก็กำลังทำเช่นเดียวกัน ค่อย ๆ พัฒนาให้มีความสวยงามและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และสิ่งที่ทำให้ VR โดดเด่นคือความสามารถในการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับผู้ใช้งานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

          ถึง VR จะเป็นสื่อที่สร้างความบันเทิงได้อย่างมากมาย (เช่น ดูคลิป เล่นเกมเป็นต้น) แต่ถ้าเข้าถึงได้ยาก ก็คงไม่มีใครอยากจะใช้งานแน่ ๆ ดังนั้นจึงได้มีการผสาน VR เข้ากับเว็บไซต์ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย และกำหนดเป็นมาตรฐานเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งาน VR บนเว็บบราวเซอร์ได้เลย รองรับการใช้อุปกรณ์ควบคุมที่นอกเหนือจากเมาส์และคีย์บอร์ด มีเป้าหมายเพื่อทำให้ทุกคนสามารถสัมผัสประสบการณ์ VR ผ่านหน้าเว็บบราวน์เซอร์ได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์สวมใส่ ซึ่งเรียกมาตรฐานนี้ว่า WebVR


          Within เว็บไซต์ที่มีเป้าหมายในการศึกษาและขยายความเป็นไปได้ในการบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านวิดีโอ 360 องศาได้ปรับปรุงเว็บไซต์ให้รองรับมาตรฐาน WebVR โดยการใช้ WebVR API ใหม่ของทาง Google ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเนื้อหาผ่านหน้าเว็บบราวเซอร์ได้โดยไม่ต้องโหลดแอปพลิเคชันเพิ่ม ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ VR.with.in


ที่มา: Blog Google


วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ผู้ใช้ Gmail ถูกโจมตีจาก Phishing Email ที่ปลอมเป็น Google Doc


          ปัจจุบันนี้มีผู้ไม่ประสงค์ดีคิดค้นวิธีการหลอกลวงเพื่อหวังประโยชน์จากคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อยู่มากมาย เช่น การหลอกขโมยบัญชีเฟสบุ๊ค, การหลอกขโมยข้อมูลบัตรเครดิต เป็นต้น หนึ่งในวิธีหลอกลวงได้แก่ Phishing .....ว่าแต่เพื่อน ๆ รู้จัก Phishing กันหรือเปล่าครับ Phishing ก็คือเทคนิคการหลอกลวงโดยใช้อีเมลหรือหน้าเว็บไซต์ปลอมเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของเหยื่อ เปรียบง่าย ๆ ก็คือการใช้อีเมลหรือหน้าเว็บไซต์เป็นตัวล่อให้เหยื่อมาติดกับเหมือนกับการตกปลานั่นแหละครับ


          เรื่องมีอยู่ว่า ผู้ใช้ Gmail ได้รับอีเมลแจ้งว่ามีเอกสารที่แชร์มาจาก Google Doc โดยมีลิงก์เอกสารแนบมาด้วย ซึ่งลิงก์นั้นไม่ได้เข้าไปยังหน้าเอกสารของ Google Doc แต่กลับเข้าไปยังหน้าเว็บที่ระบุว่าเป็น Google Doc และขอสิทธิ์จัดการบัญชี Google ไปยังแอปพลิเคชันของคนร้าย ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ กดยอมรับก็จะทำให้คนร้ายสามารถเข้าถึงรายละเอียดส่วนบุคคลและอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

          ทาง Google รับทราบเรื่องและได้จัดการปิดบัญชีของคนร้ายไปแล้ว และตอนนี้ก็กำลังอยู่ในระหว่างหาทางแก้ไขปัญหาการขโมยข้อมลูแบบนี้ในระยะยาวอยู่

          เดี๋ยวนี้จะทำอะไรก็ต้องระมัดระวังหน่อยแล้ว อย่างการคลิกลิงก์เนี่ยตัวดีเลย อาจถูกขโมยข้อมูลหรือทำให้ติดไวรัสได้ วิธีป้องกัน Phishing Email ก็คือการตรวจสอบเนื้อหาของอีเมลฉบับนั้นก่อนจะทำการคลิกลิงก์ใด ๆ ที่อยู่ในเนื้อหาอีเมล เช่น ตรวจสอบว่าถูกส่งมาจากอีเมลอะไร เป็นต้น อย่างผมเองก็โดนเหมือนกัน มีอีเมลมาแจ้งว่าได้ซื้อสินค้าใน App Store ให้กดลิงก์เข้าไปยืนยัน แต่พอผมเห็นอีเมลที่ส่งมาก็รู้เลยว่าเป็นอีเมลปลอม กดลบทิ้งทันทีเลย


ที่มา: Independent.co.ukAndroidpolice.com


YouTube รูปแบบใหม่พร้อมให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว


          ถ้าพูดถึงเว็บไซต์สำหรับดูคลิปวิดิโอ ก็คงไม่มีใครไม่รู้จักเว็บไซต์ Youtube ซึ่งนอกจากฟังก์ชันในการดูคลิปวิดิโอแล้ว เพื่อน ๆ ยังสามารถอัพโหลดคลิปวิดิโอผลงานของเพื่อน ๆ, ตัดต่อวิดิโอ หรือแม้กระทั่งถ่ายทอดสดกิจกรรมที่เพื่อน ๆ กำลังทำอยู่ ถ้าผลงานของเพื่อน ๆ เป็นที่นิยมและมีคนติดตามเป็นจำนวนมากก็อาจจะสร้างรายได้ให้กับเพื่อน ๆ โดยไม่รู้ตัวก็ได้ และเนื่องจากมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมากทางทีมพัฒนาของ Youtube จึงได้มีการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งานใหม่ เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและสนุกสนานมากขึ้น


          ในการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งาน (หรือก็คือหน้าเว็บไงล่ะ) ใหม่นี้ ได้มีการนำ Material Design เข้ามาใช้ในการออกแบบเพื่อความสวยงามและใช้งานง่าย ซึ่งมีหลักสำคัญสามอย่าง คือ

  • ความเรียบง่าย: ในการออกแบบใหม่จะสะอาดสบายตา ลบเนื้อหาที่อาจกวนใจเวลาใช้งานเว็บ ทำให้เนื้อหาโดดเด่นขึ้นมา
  • ความสอดคล้อง: การออกแบบใหม่นี้จะสอดคล้องกับแพลตฟอร์มทั้งหมดของ Google รวมถึงแอปพลิเคชัน YouTube บนอุปกรณ์เคลื่อนที่
  • ความสวยงาม: ปรับเปลี่ยนความสวยงามและการใช้ประโยชน์เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน
          การออกแบบใหม่นี้ถูกพัฒนาบนโครงสร้าง (ของการเขียนโปรแกรม) ใหม่ที่ชื่อว่า Polymer ซึ่งทีมพัฒนาของ Youtube ก็ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ตัวแรกที่พัฒนาบนโครงสร้างดังกล่าวและมีชื่อว่า Dark Theme โดยฟีเจอร์นี้พัฒนาขึ้นเพื่อลดแสงจ้าและเปลี่ยนพื้นหลังให้เป็นสีดำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมวิดิโอมากขึ้น

          เพื่อน ๆ สามารถทดลองใช้งาน Youtube รูปแบบใหม่ได้ที่ youtube.com/new ซึ่งเมื่อเลือกใช้งานรูปแบบใหม่แล้ว เพื่อน ๆ ยังสามารถย้อนกลับไปใช้รูปแบบปัจจุบันได้โดยการเข้าไปที่เมนู Account และเลือก "Restore classic YouTube" แต่ผมก็หวังว่าเพื่อน ๆ จะชอบการออกแบบใหม่นี้นะครับ เพราะในอนาคตคงได้เปลี่ยนไปใช้รูปแบบใหม่อย่างแน่นอนเลย ฮะฮะ


ที่มา: Youtube Blog


วันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

นักฟิสิกส์เสนอแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของเครื่อง Time Machine


          ช่วงนี้มีซีรีย์เรื่องนึงเกี่ยวกับบุรุษความเร็วแสงผู้ที่สามารถวิ่งไปไหนมาไหนได้ในชั่วพริบตา พอพูดอย่างนี้แล้วเพื่อน ๆ ก็คงจะนึกออกแล้วสินะครับว่าผมพูดถึงซีรีย์เรื่องอะไร


          ใช่แล้วละครับซีรีย์ The Flash นั่นเอง ฮีโร่ที่มีพลังความเร็วจนสามารถวิ่งข้ามกาลเวลาไปในอดีตหรืออนาคตได้ ถือเป็นเรื่องที่เอาเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยในบางตอนตัวเอกวิ่งย้อนเวลาไปแก้ไขอดีต หลังจากแก้ไขอดีตเสร็จแล้วก็เกิดผลกระทบทำให้อนาคตเปลี่ยนไป แต่ในความเป็นจริง เราไม่สามารถวิ่งได้ด้วยเร็วขนาดนั้น จึงได้มีนักฟิสิกส์นำเสนอแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในทางทฤษฎีของเครื่อง Time Machine .....พาหนะที่สามารถเคลื่อนที่ผ่านกาลเวลาได้

          คุณ Ben Tippett นักคิดฟิสิกส์ทฤษฎีและนักคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัย University of British Columbia ในประเทศแคนาดากล่าวว่า "ผู้คนทั่วไปมักจะคิดว่าการเดินทางข้ามกาลเวลาเป็นเพียงเรื่องราวในนวนิยาย เพราะเราไม่ได้ทำเช่นนั้นไม่ได้ .....แต่ในทางคณิตศาสตร์ การเดินทางข้ามกาลเวลาเป็นไปได้"

          คุณ Tippett ร่วมกับคุณ David Tsang นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย University of Maryland ได้ใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ในการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Traversable Acausal Retrograde Domain in Space-time หรือเรียกย่อ ๆ ว่า TARDIS โดยแบบจำลองนี้มีแนวคิดว่า แทนที่จะมองจักรวาลนี้ให้เป็นสามมิติ (กว้าง ยาว ลึก) และแยกเวลาออกมาเป็นมิติที่สี่ เราควรจะจินตนาการมิติทั้งสี่พร้อม ๆ กัน


          ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เชื่อมโยงผลกระทบจากโน้มถ่วงในจักรวาลเข้ากับความโค้งของ Space-time (ปริภูมิเวลา หรือที่เรา ๆ ใช้กันว่า กาลอวกาศ) กล่าวคือ ถ้า Space-time แบนหรือไม่มีความโค้ง ดวงดาวจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง (ภาพ a) แต่ถ้ามีวัตถุมวลสูงก็จะทำให้ Space-time โค้ง ซึ่งเป็นสาเหตุให้ดาวเคราะห์เคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งรอบวัตถุมวลสูงนั้นแทน (ภาพ b) ซึ่งเวลาเองก็เป็นเช่นเดียวกัน

          คุณ Tippett และคุณ David Tsang แย้งว่าไม่ใช่แค่พื้นที่ทางกายภาพเท่านั้นที่สามารถโค้งงอในจักรวาลได้ แต่เวลาในบริเวณใกล้เคียงกับวัตถุที่มีมวลสูงเองก็สามารถโค้งงอได้เช่นกัน พิสูจน์ได้จากเวลาในบริเวณที่ใกล้หลุมดำจะเดินช้าลง


          ตามแบบจำลองของคุณ Tippett จะสร้าง Space-time ที่มีรูปทรงเลขาคณิตแบบฟองอากาศ เพื่อให้ความโค้งของ Space-time บิดลูกศรแห่งเวลา (ซึ่งปกติจะเดินทางเป็นเส้นตรง อ่านเพิ่ม ที่นี่ ) ให้เดินทางเป็นวงกลม กล่องที่อยู่ในฟองอากาศจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและไปข้างหลังภายในเวลาตามเส้นทางวงกลมผ่าน Space-time โดยผู้สังเกตการณ์ A และผู้สังเกตการณ์ B จะมองเห็นภาพแตกต่างกัน

          ผู้สังเกตการณ์ A ที่อยู่ในฟองอากาศจะมองเห็นเวลาของ B ก้าวไปข้างหน้าจากนั้นก็ย้อนกลับ เป็นระยะ ๆ ส่วนผู้สังเกตการณ์ B ที่อยู่ข้างนอกจะมองเห็น A เป็น 2 รูปแบบในสถานที่เดียวกัน แบบหนึ่งจะเป็น A ถือนาฬิกาที่กำลังเดินตามเข็มนาฬิกา ส่วนอีกแบบหนึ่งจะเป็น A ถือนาฬิกาที่กำลังเดินทวนเข็มนาฬิกา พูดง่าย ๆ ก็คือผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ภายนอกจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในเครื่อง Time Machine เป็น 2 รูปแบบ หนึ่งคือรูปแบบที่เวลากำลังก้าวไปข้างหน้า และอีกหนึ่งคือรูปแบบที่เวลากำลังย้อนกลับ

          "แม้ว่าการเดินทางย้อนเวลาจะเป็นไปได้ในทางคณิตศาสตร์ แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างเครื่อง Time Machine ได้ เนื่องจากเราต้องการวัสดุที่สามารถดัด Space-time ให้อยู่ในรูปทรงดังกล่าว ซึ่งวัสดุนั้นยังไม่ถูกค้นพบ" คุณ Tippett กล่าว


          ถ้าเป็นไปได้จริงตามรูปแบบจำลองของคุณ Tippett และในอนาคตเราสามารถเดินทางย้อนเวลาได้ขึ้นมา แบบนี้จะไม่ทำให้เกิด Time Paradox (หรือปรากฏการณ์ความขัดแย้งของเวลา) หรอกเหรอ หรือการที่เราย้อนเวลาไม่ได้เป็นเพราะกลไกของธรรมชาติป้องกันไม่ให้เกิด Time Paradox กันแน่นะ

*** Time Paradox คือ ข้อขัดแย้งในตัวเองของการย้อนเวลาที่ทำให้การย้อนเวลาเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผล เช่น Grandfather's paradox คือการที่เพื่อน ๆ ย้อนเวลากับไปก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ปู่กับย่าของเพื่อน ๆ ไม่ได้แต่งงานกัน เมื่อปู่กับย่าไม่ได้แต่งงานกันก็จะไม่พ่อ ถ้าไม่มีพ่อ เพื่อน ๆ ก็จะไม่มีทางได้เกิด แล้วเพื่อน ๆ จะย้อนเวลากลับไปได้ยังไง?


ที่มา: Sciencealert.com


เวลานั้นหรือคืออะไร? เหตุใดเจ้าจึงมุ่งไปข้างหน้า?


          เพื่อน ๆ เคยได้ยินสุภาษิตที่ว่า "เวลาและวารีไม่เคยรอใคร" หรือเปล่าครับ คำกล่าวนี้คงจะไม่เกินจริงเพราะความหมายก็ตรงตัวเลย เวลาและสายน้ำไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เวลามีแต่จะเดินต่อไปข้างหน้า ส่วนสายน้ำก็ไม่มีทางไหลย้อนกลับ แล้วเพื่อน ๆ รู้สึกสงสัยกันหรือเปล่าครับว่าเวลาคืออะไร? เหตุใดเวลาจึงก้าวไปข้างหน้า? เวลาย้อนกลับไม่ได้เหรอ? แล้วเวลามีจุดกำเนิดหรือเปล่า? บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักเวลาให้มากขึ้นอีกสักนิด

เวลามีจุดกำเนิดหรือเปล่า?

          ลองจินตนาการถึงตอนที่เพื่อน ๆ แหงนหน้ามองออกไปยังอวกาศ หรือเอาง่าย ๆ ก็เป็นมองดวงอาทิตย์ก็ได้ (จินตนาการเฉย ๆ นะ อย่าทำจริง เดี๋ยวได้ตาบอดกันพอดี) จริง ๆ แล้วเพื่อน ๆ กำลังมอง "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต" อยู่ หลักของการมองเห็นคือการที่แสงตกกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนกลับเข้ามาที่ตาของเรา ซึ่งแสงจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาประมาณ 8 นาทีจึงจะมาถึงโลก นั่นก็หมายความว่าเพื่อน ๆ กำลังมองเห็นดวงอาทิตย์เมื่อ 8 นาทีก่อน


          ถ้าจักรวาลคงอยู่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก ท้องฟ้ายามค่ำคืนก็จะต้องสว่างไปด้วยแสงจากดาวฤกษ์ไม่มีที่สิ้นสุด แต่เพราะจักรวาลมีจุดกำเนิดและกำลังขยายตัวออกด้วยความเร่ง จึงทำให้แสงจากดาวฤกษ์ยังมาไม่ถึงโลกเรา ซึ่งเราเรียกจุดกำเนิดของจักรวาลและจุดที่เวลาได้เริ่มต้นขึ้นว่า Big Bang

          เนื่องจากจักรวาลมีค่าเฉลี่ยเท่ากันทุกที่ และค่าเฉลี่ยเองก็มีลักษณะเหมือนกันในทุกทิศทาง หรือพูดง่าย ๆ คือจักรวาลไม่มีเวลา ดังนั้นในการจะวัดอายุไขของจักรวาลเราจำเป็นต้องทำการวัดลักษณะของรังสีไมโครเวฟพื้นหลังที่ตกค้างจากการเกิด Big Bang ซึ่งผลปรากฎว่าจักรวาลมีอายุ 13.799 พันล้านปี (แก่ชะมัด ช่วงชีวิตของมนุษย์แค่ 100 ปีเนี่ย เทียบเท่าฝุ่นธุลีเลยเนอะ)

ลูกศรแห่งเวลา

          เมื่อเวลาได้เริ่มต้นขึ้น เวลาก็มีทิศทางแน่นอนคือพุ่งตรงไปยังข้างหน้าเสมอ เพื่อที่จะอธิบายว่าเหตุใดเวลาไม่สามารถย้อนกลับได้เราต้องหากระบวนการในธรรมชาติที่ไม่สามารถย้อนกลับได้เช่นกัน หนึ่งในแนวคิดนั่นก็คือการที่สิ่งของมีแนวโน้มจะ "เป็นระเบียบ" น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป หรือที่เรียกว่าเอนโทรปี

          เพื่อน ๆ ลองจินตนาการถึงขวดที่มีน้ำหอมอยู่เต็มขวด (สถานะเป็นระเบียบ) ถ้าเปิดจุกขวดทิ้งไว้นาน ๆ น้ำหอมก็จะฟุ้งกระจายทั่วห้อง (สถานะไร้ระเบียบ) หรือถ้าเพื่อน ๆ กำลังอ่านบทความนี้แล้วหิวก็ลองจินตนาการถึงโจ๊กร้อน ๆ สักชาม ถ้าตั้งโจ๊กร้อน ๆ ไว้สักพัก โจ๊กก็จะเริ่มเย็นลง นั่นเพราะมีการถ่ายเทอุณหภูมิ (ความร้อน) จากโจ๊กออกไปสู่อากาศรอบ ๆ เพื่อทำให้โจ๊กและอากาศรอบ ๆ มีอุณหภูมิเท่ากัน หรือก็คือลูกศรแห่งเวลาจะชี้จากความเป็นระเบียบ (สภาพไม่สมดุล) ไปสู่ความไร้ระเบียบ (สภาพสมดุล) นั่นเอง

เวลามีจุดจบหรือเปล่า?

          เวลามีจุดกำเนิดแล้วมีจุดจบหรือเปล่า เมื่อมนุษย์เราเกิดขึ้นมา จุดจบก็คือความตาย แล้วเวลาล่ะตายได้หรือเปล่า คำตอบคือไม่รู้ครับ ความตายหรือจุดจบของเวลานั้นขึ้นอยู่กับพลังงานลึกลับบางอย่างซึ่งเรียกว่า "พลังมืด" ครับ เจ้าพลังมืดนี้เองที่ทำให้จักรวาลขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีจุดใดเป็นจุดศูนย์กลาง จุดจบของเวลาอาจเกิดจากการขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วนี้ได้ฉีกจักรวาลออกแล้วกลายเป็นจุดจบ หรือพลังงานมืดอาจจะสลายไปแล้วทำให้จักรวาลเกิดการหดตัวบีบอัดทุกอย่าง...ก็ยังไม่อาจรู้ได้ แต่ในอนาคตถ้าเราสามารถเข้าใจพลังงานมืดได้ เราก็คงจะรู้ชะตาของจักรวาลได้ จุดสิ้นสุดจะเป็นเช่นไร มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้


ที่มา: Sciencealert.com


วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

Cassini ส่งภาพถ่ายดาวเสาร์กลับมาหลังจากเข้าสู่วงโคจรระยะใกล้


         หลังจาก ยานสำรวจดาวเสาร์แคสซินีเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของภารกิจ โดยการเปลี่ยนเส้นทางไปโคจรระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนเรียบร้อยแล้ว จานรับสัญญาณ Deep Space Network Goldstone Complex ของนาซาก็ได้รับสัญญาณจากยานแคสซินีในเวลา 23:56 น. ของวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา (ซึ่งตรงกับเวลา 13:56 ของวันที่ 27 เมษายนตามเวลาของบ้านเรา) และได้มีการส่งภาพถ่ายดาวเสาร์ในระยะใกล้ที่สุดกลับมายังโลก



          ในขณะที่ลอยผ่านเข้าไปในช่องว่างระหว่างดาวเสาร์และวงแหวน ยานแคสสินีอยู่ห่างจากเมฆชั้นบนของดาวเสาร์ประมาณ 3,000 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากขอบวงแหวนด้านในที่มองเห็นได้ด้วยตาประมาณ 300 กิโลเมตร ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมีความดันบรรยากาศเทียบเท่ากับความดันบรรยากาศที่ระดับน้ำทะเลของโลก

          ถึงผู้ควบคุมภารกิจมั่นใจว่ายานแคสซินีจะสามารถผ่านช่องว่างดังกล่าวได้สำเร็จ แต่พวกเขาก็ยังเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษกับการผ่านเข้าไปในวงโคจรระยะใกล้แบบที่ไม่เคยมียานอวกาศลำใดผ่านเข้าไปสำรวจมาก่อน

          ช่องว่างระหว่างวงแหวนกับชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์มีระยะห่างประมาณ 2,000 กิโลเมตร จากแบบจำลองที่ดีที่สุดแสดงให้เห็นว่า ถ้ามีอนุภาคของวงแหวนอยู่ในบริเวณที่ที่ยานแคสซินีจะบินผ่านเข้าไป แม้อนุภาคเหล่านั้นจะมีขนาดเล็กประมาณอนุภาคหมอกควัน แต่ถ้าหากมีอนุภาคพุ่งเข้าปะทะส่วนที่อ่อนไหวของยานอวกาศที่บินด้วยความเร็วประมาณ 124,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็สามารถทำให้ยานเสียหายได้

          เพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์อันเลวร้ายดังกล่าว ยานแคสซินีได้หมุนจานรับสัญญาณขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เมตรมาเป็นโล่ป้องกันบังในทิศทางที่อาจจะมีอนุภาคพุ่งเข้าใส่ ทำให้ไม่สามารถติดต่อกับยานในช่วงที่ยานบินผ่านเข้าไปในช่องว่างระหว่างวงแหวนกับดาวเสาร์ได้ โดยกว่า 20 ชั่วโมงที่ขาดการติดต่อ ยานอวกาศได้เก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์ในขณะเคลื่อนเข้าใกล้ดาวเสาร์ไว้ให้มากที่สุด ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูภาพของดาวเสาร์ในระยะประชิดได้ ที่นี่

          จริง ๆ ตั้งใจจะเขียนบทความนี้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่เพราะเมื่อวานผมไปร่วมวิ่งในงาน Singha Obstacle Run IX (สิงห์ เก่ง แกร่ง กล้า สนามที่ 9) ซึ่งเป็นงานวิ่งวิบาก ลงคลอง มุดฟาง ไต่เชือก ทำเอาเหนื่อยหมดแรงแล้วก็เลอะเต็มตัว แถมกว่าจะกลับบ้านก็ปาไป 4 ทุ่มเลยหมดแรงเขียนบทความ ตอนนี้ยังเมื่อยล้าอยู่เลย ฮะฮะ


ที่มา: Nasa.gov