แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Cassini แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Cassini แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คลิปดาวเสาร์จากการโคจรรอบแรกของยาน Cassini


          หลังจากไม่ได้เขียนบทความหลายวัน (จริง ๆ ก็แค่ 4 วันเอง) ทำให้มีอะไรค้างให้เขียนหลายอย่างเลยทีเดียว ว่าแล้วเราก็มาต่อกันด้วยคลิปแอบถ่ายดาวเสาร์กันเลยดีกว่า

          คลิปดาวเสาร์จากยานแคสซินีที่ระดับความสูงเหนือเมฆประมาณ 72,400 กิโลเมตร ลดลงไปจนถึง 6,700 กิโลเมตร ใช้เวลาสังเกตการณ์ 1 ชั่วโมง ในขณะที่ยานอวกาศเริ่มจับภาพตั้งแต่ที่ขั้วโลกเหนือแล้วค่อย ๆ เคลื่อนที่ลงไปทางใต้ของดาวเสาร์


          ในตอนท้ายของคลิปเราจะเห็นได้ว่ายานแคสซินีได้หมุนตัวยานเพื่อใช้จานรองไปเป็นโล่ป้องกันอนุภาคในระหว่างการข้ามวงแหวนของดาวเสาร์ ซึ่งจากการ ค้นพบ The Big Empty ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวน ทำให้ทีมงานวางแผนจะปรับปรุงมุมมองกล้องของการโคจรในวันที่ 29 มิถุนายน 2560


ที่มา: Nasa.gov


ยาน Cassini พบพื้นที่ว่างเปล่า (The Big Empty) ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวน


          หลังจากไม่ได้เขียนบทความไปหลายวันเนื่องจากไม่ค่อยได้นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ (ไปวิ่งบ้าง ไปลัลลาในวันคล้ายวันเกิดบ้าง) วันนี้ขอกลับมาเขียนบทความอัปเดตสถานะการณ์ของยานแคสซินีสักเล็กน้อย ยานแคสซินีปฏิบัติภารกิจมา 20 ปีซึ่งใกล้จะสิ้นสุดอายุการใช้งานแล้ว ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็เหมือนกับคนทำงานที่ใกล้เกษียณ และก่อนจะหมดหน้าที่แล้วสังเวยตัวเองด้วยการโหม่งดาวเสาร์ ยานแคสซินีก็ต้องปฎิบัติภารกิจทิ้งท้ายให้โลกจดจำ (ฮา) ซึ่งเรียกว่า Grand Finale โดยการโคจรรอบดาวเสาร์ 22 รอบในระยะที่ไม่เคยมียานใดทำได้มาก่อน (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ยานแคสซินีเข้าสู่ช่วง Grand Finale)

          ในตอนที่ยานแคสซินีลอยผ่านเข้าไปยังวงแหวนชั้นใน นักวิทยาศาสตร์คาดว่าพื้นที่ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนอาจจะมีอนุภาคพุ่งเข้ามาปะทะกับตัวยานจนก่อให้เกิดความเสียหาย จึงได้ควบคุมยานแคสซินีให้หมุนจานรับสัญญาณขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เมตรมาเป็นโล่ป้องกันบังในทิศทางที่อาจจะมีอนุภาคพุ่งเข้าใส่ แต่ผลกลับไม่เป็นไปตามคาด

          เครื่องมือ RPWS (Radio and Plasma Wave Science) ของยานแคสซินีตรวจพบการพุ่งชนของอนุภาคนับร้อยในหนึ่งวินาทีเมื่อข้ามระนาบวงแหวนของดาวเสาร์ แต่พอเข้าไปโคจรระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนในวันที่ 26 เมษายน 2560 กลับตรวจพบการพุ่งชนเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งเครื่องมือ RPWS สามารถแปลงข้อมูลจากการตรวจพบให้ออกมาอยู่ในรูปแบบไฟล์เสียงได้


          ทีม RPWS คาดว่าจะได้ยินเสียงรอยแตกเป็นจำนวนมากเมื่อข้ามวงแหวนเข้าไปภายในช่องว่างระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวน แต่กลับได้ยินเสียงหวีดและเสียงแหลมแทน ทำให้นักวิทยาศาสตร์วงแหวนรู้สึกแปลกใจที่อาณาเขตว่าง ๆ ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ว่างเปล่า (The Big Empty) ปราศจากฝุ่น ถ้าสภาพแวดล้อมมีฝุ่น ทีมงานจำเป็นต้องใช้เสาอากาศหลักที่เป็นจานรองของยานอวกาศเป็นโล่ในระหว่างการโคจร แต่จากการค้นพบนี้ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการและเวลาที่ใช้ในการสังเกตเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีกว่าเดิมได้


ที่มา: Nasa.gov


วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

Cassini ส่งภาพถ่ายดาวเสาร์กลับมาหลังจากเข้าสู่วงโคจรระยะใกล้


         หลังจาก ยานสำรวจดาวเสาร์แคสซินีเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของภารกิจ โดยการเปลี่ยนเส้นทางไปโคจรระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนเรียบร้อยแล้ว จานรับสัญญาณ Deep Space Network Goldstone Complex ของนาซาก็ได้รับสัญญาณจากยานแคสซินีในเวลา 23:56 น. ของวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา (ซึ่งตรงกับเวลา 13:56 ของวันที่ 27 เมษายนตามเวลาของบ้านเรา) และได้มีการส่งภาพถ่ายดาวเสาร์ในระยะใกล้ที่สุดกลับมายังโลก



          ในขณะที่ลอยผ่านเข้าไปในช่องว่างระหว่างดาวเสาร์และวงแหวน ยานแคสสินีอยู่ห่างจากเมฆชั้นบนของดาวเสาร์ประมาณ 3,000 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากขอบวงแหวนด้านในที่มองเห็นได้ด้วยตาประมาณ 300 กิโลเมตร ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมีความดันบรรยากาศเทียบเท่ากับความดันบรรยากาศที่ระดับน้ำทะเลของโลก

          ถึงผู้ควบคุมภารกิจมั่นใจว่ายานแคสซินีจะสามารถผ่านช่องว่างดังกล่าวได้สำเร็จ แต่พวกเขาก็ยังเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษกับการผ่านเข้าไปในวงโคจรระยะใกล้แบบที่ไม่เคยมียานอวกาศลำใดผ่านเข้าไปสำรวจมาก่อน

          ช่องว่างระหว่างวงแหวนกับชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์มีระยะห่างประมาณ 2,000 กิโลเมตร จากแบบจำลองที่ดีที่สุดแสดงให้เห็นว่า ถ้ามีอนุภาคของวงแหวนอยู่ในบริเวณที่ที่ยานแคสซินีจะบินผ่านเข้าไป แม้อนุภาคเหล่านั้นจะมีขนาดเล็กประมาณอนุภาคหมอกควัน แต่ถ้าหากมีอนุภาคพุ่งเข้าปะทะส่วนที่อ่อนไหวของยานอวกาศที่บินด้วยความเร็วประมาณ 124,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็สามารถทำให้ยานเสียหายได้

          เพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์อันเลวร้ายดังกล่าว ยานแคสซินีได้หมุนจานรับสัญญาณขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เมตรมาเป็นโล่ป้องกันบังในทิศทางที่อาจจะมีอนุภาคพุ่งเข้าใส่ ทำให้ไม่สามารถติดต่อกับยานในช่วงที่ยานบินผ่านเข้าไปในช่องว่างระหว่างวงแหวนกับดาวเสาร์ได้ โดยกว่า 20 ชั่วโมงที่ขาดการติดต่อ ยานอวกาศได้เก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์ในขณะเคลื่อนเข้าใกล้ดาวเสาร์ไว้ให้มากที่สุด ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูภาพของดาวเสาร์ในระยะประชิดได้ ที่นี่

          จริง ๆ ตั้งใจจะเขียนบทความนี้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่เพราะเมื่อวานผมไปร่วมวิ่งในงาน Singha Obstacle Run IX (สิงห์ เก่ง แกร่ง กล้า สนามที่ 9) ซึ่งเป็นงานวิ่งวิบาก ลงคลอง มุดฟาง ไต่เชือก ทำเอาเหนื่อยหมดแรงแล้วก็เลอะเต็มตัว แถมกว่าจะกลับบ้านก็ปาไป 4 ทุ่มเลยหมดแรงเขียนบทความ ตอนนี้ยังเมื่อยล้าอยู่เลย ฮะฮะ


ที่มา: Nasa.gov


วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

ภารกิจสุดท้ายก่อนจะปลดวาง!! Cassini เข้าสู่ช่วง Grand Finale แล้ว


          บทความนี้อาจจะมาช้าไปสักนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่มาเนอะ เนื่องจากยานอวกาศแคสซินีได้เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของภารกิจสำรวจดาวเสาร์ที่เรียกกันว่า Grand Finale ก่อนจะปลดระวางภารกิจแล้วก็พุ่งลงเข้าไปสัมผัสดาวเสาร์จนไหม้เป็นผุยผง ก่อนหน้าจะไปดูรายละเอียดเรามาทำความรู้จักกับยานอวกาศลำนี้กันก่อนดีกว่าเนอะ

          ยานอวกาศแคสซินีเป็นยานอวกาศร่วมระหว่างนาซากับองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การอวกาศอิตาลี (ASI) เพื่อศึกษาดาวเสาร์และดาวบริวาร มีกำหนดการปฏิบัติภารกิจนาน 20 ปี ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในปี 2540 ใช้เวลาเดินทางรอนแรมในห้วงอวกาศอันมืดมิดอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายนานถึง 7 ปี จนในที่สุดก็เข้าสู่วงโคจรของดาวเสาร์ในปี 2547 ตัวยานได้รับพลังงานโดยการเปลี่ยนความร้อนจากการสลายกัมมันตรังสีของพลูโตเนียมให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากยานแคสสินีทำให้เรารู้ว่าแต่ละบริเวณของดาวเสาร์ไม่ได้หมุนรอบตัวไปพร้อม ๆ กัน เนื่องจากบรรยากาศของดาวเสาร์มีพายุหมุนซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพายุเฮอร์ริเคนบนโลก


          หลังจากยานอวกาศแคสซินีได้โคจรรอบดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์เป็นครั้งสุดท้ายในเวลา 23:08 น. ของวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา (ซึ่งตรงกับช่วงบ่ายของวันที่ 22 เมษายนตามเวลาของบ้านเรา) ณ ความสูง 979 กิโลเมตรห่างจากพื้นผิวดวงจันทร์ ยานอวกาศแคสซินีก็ได้ส่งภาพถ่ายทะเลสาปที่มีไฮโดรคาร์บอนเป็นองค์ประกอบกลับมาที่โลก ก่อนจะเข้าสู่ช่วง Grand Finale ภารกิจสุดท้ายก่อนจะจบตำนานการเดินทางอันยาวนานถึง 20 ปี

Grand Finale


          Grand Finale ช่วงสุดท้ายของการปฏิบัติภารกิจคือการโคจรระหว่างวงแหวนกับดาวเสาร์จำนวน 22 รอบ ซึ่งจะกินระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน - 15 กันยายน 2560 ก็ประมาณ 5 เดือน การจะโคจรรอบดาวเสาร์ในระยะห่างดังกล่าวจำเป็นจะต้องใช้ความเร็วสูงเพียงพอ ถ้าเร็วเกินไปก็จะหลุดออกจากวงโคจรที่กำหนดไว้ แต่ถ้าช้าเกินไปก็โบกมือบ๊ายบายได้เลย เพราะยานจะถูกแรงดึงดูดของดาวเสาร์ดึงลงไปยังพื้นผิว ซึ่งยานจะอาศัยแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ไททันเหวี่ยงให้มีความเร็วมากถึง 860.5 เมตรต่อวินาทีเพื่อเปลี่ยนเส้นทางไปโคจรในระยะใกล้

          หลังจากเปลี่ยนเส้นทางไปโคจรรอบดาวเสาร์ในระยะใกล้แล้ว ยานแคสซินีจะทำการส่งข้อมูลภาพถ่ายดาวเสาร์ในระยะใกล้กลับมาให้เราได้ชมกันในวันที่ 27 เมษายน 2560 ซึ่งถือว่าเป็นภาพถ่ายในระยะใกล้ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจมา และในวันที่ 15 กันยายน 2560 ยานแคสซินีก็จะทำการลดความเร็วแล้วพุ่งตกลงไปบนดาวเสาร์เป็นการปิดฉากภารกิจสำรวจอันยาวนานถึง 20 ปี


           เหตุผลที่นาซาต้องส่งยานแคสซินีไปโหม่งดาวเสาร์ก็เพราะว่าเอนเซลาดัสดวงจันทร์ของดาวเสาร์มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต นาซาจึงมีโครงการจะส่งยานไปสำรวจว่าเอนเซลาดัสจะมีชีวิตอาศัยอยู่หรือเปล่า ถ้าเกิดปล่อยให้ยานแคสซินีที่ปลดระวางแล้วลอยเท้งเต้งอยู่แถวนั้นอาจจะลอยไปชนเข้ากับเอนเซลาดัส แล้วทำให้แบคทีเรีย, จุลินทรีย์, ไวรัส หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ติดมากับยานหลุดออกไปปนเปื้อนกับสภาพแวดล้อมบนเอนเซลาดัส พอส่งยานไปสำรวจแล้วเจอสิ่งมีชีวิต เจ้าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอาจจะเป็นพวกแบคทีเรียจากโลกของเราเองก็ได้ เพราะงั้นเลยต้องสั่งให้ยานแคสซินีโหม่งดาวเสาร์เพื่อให้ถูกทำลายจนไม่หลงเหลือซากปนเปื้อนอะไรอีก

          เพื่อน ๆ สามารถเช็คตำแหน่งล่าสุด, เวลาในการปฏิบัติภารกิจ และเวลาที่เหลืออยู่ของยานแคสซินีได้ ที่นี่


ที่มา: Nasa.gov