แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Health แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Health แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561

สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายเมื่อเรานอนไม่พอ


          หลังจากเขียนบทความด้านการเขียนโปรแกรมไปหลายบทความแล้ว บทความนี้ขอเปลี่ยนแนวมาพักสมอง (?) กับบทความด้านสุขภาพกันบ้าง ในปีที่แล้วผมได้เขียนบทความเรื่อง การอดนอนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน และ การนอนดึกตื่นสายในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นอันตรายต่อหัวใจ แต่ดูเหมือนว่าการนอนไม่เพียงพอจะสร้างปัญหาให้กับร่างกายของเรามากกว่านั้น จากงานวิจัยที่ศึกษาตัวอย่างเลือดพบว่าการนอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนติดต่อกัน 1 สัปดาห์ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับยีนส์มากกว่า 700 จุด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเป็นสาเหตุของโรคอ้วน โรคหัวใจและโรคเบาหวาน


          จาก Infographic แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายนอนหลับไม่เพียงพอ และผลกระทบจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากเรายังนอนไม่เพียงพอติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นหลังจากนอนไม่พอ 1 คืนประกอบด้วย

  • รู้สึกหิวและกินอาหารมากขึ้น: จากการศึกษาพบว่าการอดนอนทำให้เรารู้สึกอยากอาหารที่มีแคลอรี่สูง และมีแนวโน้มที่จะกินอาหารทำลายสุขภาพมากขึ้น
  • มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้น: การพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้เราซุ่มซ่ามมากขึ้น และความง่วงก็จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
  • หน้าโทรม: ผู้ที่นอนน้อยจะมีสเน่ห์ลดลง ดูเหน็ดเหนื่อยและเศร้าหมอง ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งส่งผลต่อผิว เช่น ก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า (หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า "ตีนกา" นั่นเอง)
  • เป็นหวัดได้ง่ายขึ้น: ประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันน้อยลง เมื่อแอนติบอดีที่ต่อสู้กับการติดเชื้อลดลงก็ส่งผลให้เราเป็นหวัดได้ง่ายขึ้น
  • เนื้อเยื่อสมองลดลง
  • อารมณ์มาเต็ม: การอดนอนส่งผลให้ศูนย์อารมณ์ของสมองมีการปฏิกิริยามากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ทำให้เราหัวร้อนได้ง่ายเนื่องจากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้นั่นเอง
  • สมาธิน้อยลงและมีปัญหาเกี่ยวกับหน่วยความจำ
และถ้ายังนอนไม่พอติดต่อกันไปเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งปรากฏอาการเหล่านี้

  • เสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง: วัยกลางคนและผู้สูงอายุที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนที่นอน 7-8 ชั่วโมงสูงถึง 4 เท่า
  • เสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน: การนอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนความอยากอาหาร ทำให้มีความอยากอาหารมากขึ้น นอกจากนี้การนอนดึกทำให้เราต้องผจญกับความหิวที่ชอบมาตอนมืด ๆ ของว่างยามดึกก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ้วนด้วย
  • เสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งบางชนิด: จากการศึกษาพบว่าผู้ที่นอนน้อยเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านม
  • เสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน: การนอนหลับน้อยเกินไปจะลดการตอบสนองของอินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน
  • เสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ: ผู้ที่นอนไม่เพียงพอเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจถึงร้อยละ 48 และมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้นถึงร้อยละ 15 นอกจากนี้ยังเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง คลอเรสเตอรอลอุดตันในหลอดเลือด ภาวะหัวใจล้มเหลวและหัวใจวาย
  • จำนวนอสุจิลดลง: จากการศึกษาวัยรุ่นหนุ่มในเดนมาร์กพบว่าคนที่นอนน้อยจะมีความเข้มข้นของอสุจิลดลง 29 เปอร์เซ็นต์ในน้ำอสุจิ
  • ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงขึ้น: ในการศึกษาชายและหญิง 1,741 คน พบว่าคนที่หลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากแม้ว่าจะตัดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และปัจจัยอื่น ๆ ออกไปแล้ว 
          นอกจากอาการเหล่านี้แล้ว การอดนอนยังเป็นการขัดขวางความสามารถในการสร้างความทรงจำใหม่ ๆ และยังนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของโปรตีนที่เป็นพิษในสมองที่เรียกว่า Beta-Amyloid ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย ซึ่งวิธีลดจำนวนเจ้าโปรตีนพิษนี้ก็คือการนอนให้เพียงพอนั่นเอง .....แต่นอนมากเกินไปก็ไม่ดีนะจ๊ะ 😁


ที่มา: Huffingtonpost.com


วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

การกลายพันธุ์ในมนุษย์ยุคโบราณอาจทำให้เราเป็นโรคข้ออักเสบ


          ในปัจจุบัน นักวิชาการค้นพบหลักฐานจากการวิเคราะห์หัวกะโหลกว่ามนุษย์สายพันธุ์โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปแอฟริกา หลังจากนั้นมนุษย์ก็เดินทางออกจากทวีปแอฟริกากระจายไปทั่วโลกจนกลายมาเป็นมนุษย์ยุคปัจจุบันที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ผิวพรรณ วัฒนธรรมประเพณี ฯลฯ

          เมื่อประมาณ 100,000 ปีก่อน บรรพบุรุษของเราที่เริ่มอพยพออกเดินทางจากทวีปแอฟริกาต้องพบเจอกับสภาพอากาศอันโหดร้าย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ายีนของมนุษย์ในยุคนั้นได้เกิดการกลายพันธุ์เพื่อช่วยให้บรรพบุรุษเรารอดพ้นจากโรคความเย็นกัด แต่ผลจากการกลายพันธุ์นั้นกลับเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะทำให้เราเป็นโรคข้ออักเสบ

          นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford และมหาวิทยาลัย Harvard พบว่ายีนที่เกิดการกลายพันธุ์คือยีน GDF5 ซึ่งเป็นยีนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของกระดูกและการสร้างข้อต่อ ผลลัพธ์ทำให้ความยาวของกระดูกลดลงและเพิ่มโอกาสเป็นโรคข้อเสื่อมถึงสองเท่า

          ในการเดินทางออกสู่โลกภายนอกนั้น กระดูกที่สั้นลงทำให้ร่างกายของบรรพบุรุษเรามีขนาดกระทัดรัดขึ้นซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการกระดูกหัก ลดการสูญเสียความร้อน และลดพื้นที่ผิวสัมผัสกับอากาศหนาวเย็น ถือเป็นประโยชน์มากกว่าโรคข้อเสื่อมซึ่งเป็นผลที่มาพร้อมกัน และเป็นไปตาม Allen's rule ที่กล่าวว่า "ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตอากาศหนาวเย็นจะมีแขนขาสั้นกว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตอบอุ่น"

          การกลายพันธุ์ของยีนคือการปรับตัวให้สามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย แม้จะมีผลเสียตามมาด้วย แต่ถ้าผลดีมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตมากกว่า การกลายพันธุ์นั้นก็จะถูกธรรมชาติคัดเลือกให้ส่งต่อไปยังลูกหลานสืบต่อไป


ที่มา: Sciencealert


วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน


          หนึ่งในกระแสนิยมตอนนี้คือกระแสรักสุขภาพ เห็นได้จากการจัดงานวิ่งที่มีทุกอาทิตย์ (สมัยก่อนก็พอมีบ้างแต่ไม่เยอะเท่าปัจจุบัน แถมยังไม่ต้องแย่งสมัครกับคนอื่นอีก เดี๋ยวนี้พอสมัครช้าหน่อยก็คนเต็มปิดรับสมัครไปซะแล้ว แถมค่าสมัครก็แพงขึ้นอีก) เพจที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ฯลฯ ซึ่งในการลดน้ำหนักและดูแลรักษาสุขภาพนั้นจำเป็นต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในระดับหนึ่ง ถ้าคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของร่างกายก็จะเข้าใจว่าให้กินไขมันน้อย ๆ พอร่างกายไม่มีไขมัน น้ำหนักก็จะลดลงเอง แต่จากงานวิจัยพบว่าการดื่มนมหรือโยเกิร์ตที่มีไขมันต่ำกลับเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

          ดอกเตอร์ Dariush Mozaffarian และทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์เลือดของคนที่มีอายุอยู่ในช่วง 30 - 75 ปี และใช้เวลาวิจัยถึง 15 ปี ค้นพบว่าผู้ที่รับประทานผลิตภัณฑ์จากนมที่มีระดับไขมันสูงจะมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่าผู้ที่บริโกคแต่อาหารที่มีไขมันต่ำถึง 46 เปอร์เซนต์

          การศึกษาพบว่าผู้ที่ลดปริมาณไขมันจากอาหารที่กินเข้าไปมักจะแทนที่ด้วยน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ส่งผลร้ายต่ออินซูลินและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังมีอีกงานวิจัยที่วิเคราะห์ผลกระทบของผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันสูงและไขมันต่ำต่อโรคอ้วน ซึ่งพบว่าผู้หญิงจำนวน 18,438 คนใน Women's Health Study ซึ่งบริโภคนมที่มีไขมันสูงลดความเสี่ยงที่จะมีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนได้ถึง 8 เปอร์เซนต์

          แม้ไม่ชัดเจนว่าไขมันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้ แต่คนที่กินผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันสูงจะมีแคลอรี่เพียงพอและจะไม่รู้สึกหิวจนต้องการแคลอรี่เพิ่มเติมจากของหวาน นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่าไขมันในนมอาจเพิ่มความสามารถในการย่อยสลายน้ำตาลจากอาหาร นอกจากนี้จุลินทรีย์จากชีสที่มีไขมันสูงอาจช่วยปรับระดับการตอบสนองต่ออินซูลินและลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

          อย่างไรก็ตาม ผลจากการวิจัยยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นและไม่ควรใช้เป็นแนวทางในการรับประทานอาหาร แต่เราควรรับประทานอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่พอดี


ที่มา: Time

การนอนดึกตื่นสายในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นอันตรายต่อหัวใจ


          เพื่อน ๆ เป็นกันหรือเปล่าครับ เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์เราก็จะออกไปลัลลายามค่ำคืน ลืมเรื่องการนอนตั้งแต่หัวค่ำซะ เพราะวันรุ่งขึ้นก็คือวันหยุดที่จะนอนตื่นสายแค่ไหนก็ได้ คิดว่าเพื่อน ๆ หลายคนก็น่าจะเป็นแบบนี้ ซึ่งก็ถือเป็นข่าวร้ายหน่อยที่มีงานวิจัยค้นพบว่าพฤติกรรมนอนดึกตื่นสายในช่วงวันหยุดแบบที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ

          ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนเรียกรูปแบบการนอนดึกตื่นสายเฉพาะช่วงวันหยุดว่า "Social Jet Lag" หรือก็คือการที่นาฬิกาในร่างกายไม่ตรงกับรูปแบบการนอนเป็นประจำอันเป็นผลมาจากกิจกรรมทางสังคม

          จากการสอบถามคนในช่วงอายุ 22 - 60 ปีประมาณ 1,000 คน เกี่ยวกับระยะเวลาการนอนในวันธรรมดากับวันหยุดสุดสัปดาห์และสุขภาพโดยรวม นักวิจัยพบว่ารูปแบบการนอนดังกล่าวเชื่อมโยงกับโรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะซึมเศร้า และปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ โดยเมื่อเราเลื่อนการนอนออกไปหนึ่งชั่วโมงจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 11 เปอร์เซ็นต์
 
          คุณ Sierra Forbush ผู้ช่วยวิจัยจากมหาวิทยาลัย University of Arizona กล่าวว่า Social Jet Lag ส่งผลให้มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ รู้สึกอ่อนล้า และอารมณ์ไม่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิจัยได้ยังได้พบว่า Social Jet Lag ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
 
          ด็อกเตอร์ Alon Avidan ผู้อำนวยการของ UCLA Sleep Disorders Center ให้ความเห็นจากงานวิจัยชิ้นนี้ว่าไม่ใช่แค่การนอนหลับที่มีความสำคัญต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องไปถึงการนอนให้ตรงตามเวลาในร่างกายอีกด้วย
 
 
ที่มา: Cbsnews
 
 

วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เคล็ดลับในการดูแลรักษาไตให้แข็งแรง


          ไตมีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วดำอยู่บริเวณในช่องท้อง ทำหน้าที่สำคัญ ๆ หลายอย่าง เช่น รักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย, ควบคุมน้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ ในเลือด, กำจัดของเสียออกจากเลือด, กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย เป็นต้น ถือเป็นอวัยวะสำคัญต่อร่างกายที่เราต้องดูแลให้ดี เพราะถ้าเป็นโรคไตแล้วละก็ ไตก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปกติ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายหลายประการเลยทีเดียว

          ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคไตมีหลายอย่าง เช่น โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, อายุมาก, น้ำหนักเกิน, สูบบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งโรคไตจะมีอาการแย่ลงทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว ทำให้กว่าจะรู้ตัวว่าตนเองป่วยเป็นโรคไต ไตก็เสียหายไปมากเสียแล้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดโรคร้ายแรงดังกล่าว เรามาดูเคล็ดลับวิธีรักษาไตให้อยู่กับเรานาน ๆ กันเถอะ

  1. ดื่มน้ำ: การดื่มน้ำเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรดื่มอย่างพอดี 4 - 6 แก้วต่อวัน นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไตกล่าวว่า "ไม่มีงานวิจัยพิสูจน์ว่าการดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยให้ไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
  2. กินอาหารเพื่อสุขภาพ: สาเหตุของโรคไตเกิดจากความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ดังนั้นเราจึงควรกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวาน
  3. ออกกำลังกายเป็นประจำ: การออกกำลังกายเป็นประจำควบคู่กับการกินอาหารที่ดีสามารถป้องกันไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ แต่การหักโหมออกกำลังกายทั้ง ๆ ที่ร่างกายไม่พร้อม โดยเฉพาะการออกกำลังแบบเวทที่เป็นการทำลายกล้ามเนื้ออาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร จนเป็นการสร้างภาระให้กับไตแทน
  4. ระมัดระวังในการใช้อาหารเสริมและยาสมุนไพร: วิตามินเสริมและสารสกัดจากสมุนไพรบางชนิด ถ้าใช้ในปริมาณมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อไตได้
  5. เลิกสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดเสียหายส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดในไตลดลง เมื่อไตมีเลือดไม่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง รวมไปถึงโรคมะเร็งไต
  6. อย่ากินยาที่แพทย์ไม่ได้สั่งเป็นจำนวนมาก: ยาสามัญทั่วไป เช่น ยาไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) และยานาพรอกเซน (Naproxen) ที่เป็นยาในกลุ่มยาเอ็นเสด (NSAIDs) มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดอาจจะทำให้ไตเสียหายได้ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  7. หมั่นตรวจการทำงานของไตเป็นประจำ: ยิ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงยิ่งจำเป็นต้องตรวจความผิดปกติของไต
          สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลรักษาไตก็คือการดูแลร่างกาย กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนัก ซึ่งผลลัพธ์นอกจากจะทำให้ไตแข็งแรงแล้ว ร่างกายของเราก็จะฟิตปั๋งพร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อไป


ที่มา: Cleveland Clinic


วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การผันแปรทางพันธุกรรมของเซลล์เม็ดเลือดแดงช่วยลดความเสี่ยงของโรคมาลาเรีย


          นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าการผันแปรทางพันธุกรรม (Gene Variant) ของเซลล์เม็ดเลือดแดงสามารถลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมาลาเรียได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าร่างกายของเรามีการวิวัฒนาการเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายแรงที่อยู่คู่กับเรามาเป็นพัน ๆ ปี

          โรคมาลาเรียเกิดจากเชื้อปรสิตโปรโตซัว (สัตว์เซลล์เดียว) ในสกุลพลาสโมเดียม (Plasmodium) ที่แพร่กระจายผ่านยุง ซึ่งโปรโตซัวในสกุลพลาสโมเดียมมีมากกว่า 100 ชนิด แต่เจ้าตัวที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรียมีอยู่ 5 ชนิดเท่านั้น และพลาสโมเดียมฟัลซิพารัม (Plasmodium Falciparum) ก็เป็นชนิดที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรียที่มีอาการรุนแรงที่สุด โดยปรสิตจะเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดแดงผ่านยีนส์ GYPA และ GYPB ที่อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง เพื่อสืบพันธุ์และทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้มีไข้สูง เหงื่อออก หนาว ปวดเมื่อยหรือถึงแก่ความตาย

          จาก ข้อมูลที่บันทึกโดย World Health Organization (WHO) พบว่า ในปี 2558 ทั่วโลกมีผู้ป่วยเป็นโรคมาลาเรียมากถึง 212 ล้านคน และกว่า 429,000 คนของผู้ป่วยเสียชีวิต โดยส่วนมากของผู้ที่เสียชีวิต (ประมาณ 303,000 คน) คือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงพอ

          นักวิจัยได้ศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมมากกว่า 12,000 คน และพบว่าคนที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดเรียงยีนส์ Glycophorin (GYP) บนโครโมโซมที่สี่ (หรือที่เรียกว่า DUP4) จะมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อมาลาเรียซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่จะติดโรคประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์

          แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าการผันแปรทางพันธุกรรมนี้ส่งผลให้ปรสิตเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดแดงยากขึ้นได้อย่างไร แต่งานวิจัยนี้ก็จะเป็นแนวทางในการศึกษาถึงวิธีที่ปรสิตเข้าไปภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงต่อไปในอนาคต

          มนุษย์เราอยู่ร่วมกับโรคมาลาเรียมาเป็นเวลานาน จึงไม่น่าแปลกใจที่เซลล์ของเราจะหาหนทางวิวัฒนาการตัวเองเพื่อป้องกันการจู่โจมจากโรคมาลาเรีย ซึ่งทางฝั่งโรคมาลาเรียเองก็คงจะหาวิธีใหม่ ๆ ที่จะเจาะการป้องกันของร่างกายเรา แต่อย่างไรก็ตามในสงครามครั้งนี้มนุษย์เราก็ดูจะได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากเรารู้จักกางมุ้งหรือจุดยากันยุงเพื่อป้องกันไม่ให้โดนยุงกัด เพียงเท่านี้ปรสิตน้อยก็จะไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายเราผ่านทางยุงได้แล้ว .....เอวังด้วยประการฉะนี้ เย้!


ที่มา: Sciencealert


วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การอดนอนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน


          การนอนหลับคือสภาวะที่ร่างกายตัดการรับรู้ต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งระหว่างที่นอนหลับอยู่ร่างกายจะไม่มีการเคลื่อนที่ ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอและปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกายอีกด้วย แต่การใช้ชีวิตในโลกสมัยใหม่ที่มีแต่การเร่งรีบทำให้เกิดความเครียดในด้านต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้คุณภาพของการนอนหลับลดลง

          จากงานวิจัยพบว่าการนอนน้อยส่งผลต่อเผาผลาญพลังงานทำให้เราเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน โดยการนอนไม่พอนั้นจะมีผลต่อความอยากอาหารและการออกกำลังกาย

          ด็อกเตอร์ Christian Benedict จากมหาวิทยาลัย Uppsala University ประเทศสวีเดนและกลุ่มของเขาได้ทำการศึกษาว่าการอดนอนมีผลต่อการเผาผลาญพลังงานอย่างไร โดยการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าการอดนอนจะไปเปลี่ยนแปลงสมดุลของฮอร์โมนตั้งแต่ฮอร์โมนที่ทำให้อิ่ม เช่น ฮอร์โมน GLP-1 (glucagon-like Peptide-1) ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ไปจนถึงฮอร์โมนที่ทำให้หิว เช่น ฮอร์โมน Ghrelin

          นอกจากนี้การอดนอนยังไปเพิ่มระดับของ Endocannabinoids ที่ส่งผลให้รู้สึกอยากอาหารมากขึ้น ลดการตอบสนองของอินซูลิน และรบกวนสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบเผาผลาญอาหาร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดดังที่ได้กล่าวมานั้นคือสาเหตุที่ทำให้เราเป็นโรคอ้วน ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคอ้วน เรามาพักผ่อนให้เพียงพอกันเถอะ (บอกตัวเอง ฮา)


ที่มา: Alphagalileo

แบคทีเรียในลำไส้สามารถสั่งสมองสัตว์ให้เลือกกินได้


          แบคทีเรียมีอยู่ทุกที่บนร่างกายของเรา มีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ถ้าลองนับจำนวนเซลล์ของแบคทีเรียในร่างกายแล้วจะพบว่ามีเซลล์แบคทีเรียมากถึง 100 ล้านล้านเซลล์เลยทีเดียว ในขณะที่มนุษย์เรามีจำนวนเซลล์เพียง 10 - 30 ล้านล้านเซลล์เท่านั้น ซึ่งแบคทีเรียจำนวนมากมายมหาศาลนั้นก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในร่างกายเราอย่างเปล่าประโยชน์ อย่างสำนวนที่ว่า "อยู่บ้านท่านอย่างนิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น" แบคทีเรียเองก็มีปฏิสัมพันธ์และก่อให้เกิดส่งผลกระทบต่อร่างกายในระดับที่สามารถทำให้เราป่วยได้เลยทีเดียว (เช่น ทำให้เราติดเชื้อ)

          นักประสาทวิทยาได้ค้นพบว่าแบคทีเรียในลำไส้สามารถสื่อสารกับกับสมองเพื่อควบคุมสัตว์ในการเลือกอาหารได้ โดยนักวิจัยระบุว่ามีแบคทีเรียสองชนิดที่มีผลต่อการตัดสินใจบริโภคอาหารของสัตว์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้นำโดยคุณ Carlos Ribeiro วิจัยร่วมกับเพื่อนร่วมงานจาก Champalimaud Centre for the Unknown ใน Lisbon ประเทศโปรตุเกสและมหาวิทยาลัย Monash University ประเทศออสเตรเลีย

          จากงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาแมลงหวี่ (Drosophila melanogaster) ทำให้นักวิจัยสามารถจำแนกปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของอาหารและจุลินทรีย์ซึ่งส่งผลต่อความต้องการอาหารของแมลงได้ โดยแมลงหวี่ที่ขาดกรดอะมิโนจะมีสืบพันธุ์น้อยลงและมีความต้องการอาหารจำพวกโปรตีนมากขึ้น

          นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้ทดสอบผลกระทบต่อการเลือกอาหารของแบคทีเรีย 5 ชนิดที่อยู่ในลำไส้ของแมลงหวี่ป่า แล้วพบว่ามีแบคทีเรียพิเศษสองชนิดที่สามารถลดความอยากอาหารจำพวกโปรตีนในแมลงหวี่ที่ขาดกรดอะมิโนได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะแบคทีเรียเหล่านี้ทำการเผาผลาญอาหารแล้วได้พลังงานคล้ายกับที่ได้จากการเผาผลาญโปรตีน สมองกับร่างกายจึงเข้าใจว่าได้รับโปรตีนเพียงพอแล้วเลยทำให้ลดความอยากอาหารจำพวกโปรตีนลง

          ผลจากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าแบคทีเรียในลำไส้มีผลต่อสมองในการเปลี่ยนแปลงอาหารที่สัตว์ต้องการจะกิน และเนื่องจากในแมลงหวี่มีแบคทีเรียหลัก ๆ อยู่ 5 สายพันธุ์ แต่ในมนุษย์มีแบคทีเรียอยู่หลายร้อยสายพันธุ์ ดังนั้นในร่างกายของมนุษย์เราก็อาจจะมีกลไกแบบเดียวกันด้วย


ที่มา: Neurosciencenews


วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราหยุดออกกำลังกายไป 2 สัปดาห์


          การกินอาหารที่ดีจะส่งเสริมให้เรามีสุขภาพที่ดี ดั่งเช่นคำกล่าวที่ว่า You are what you eat (เรากินอย่างไร เราก็เป็นอย่างนั้น) แต่ถ้าเราต้องการมีร่างกายที่แข็งแรงก็จำเป็นต้องออกกำลังกาย กลไกการสร้างให้ร่างกายแข็งแรง อันดับแรกเราต้องออกกำลังกายเพื่อทำลายกล้ามเนื้อก่อน พอเรานอนหลับ ร่างกายก็จะนำสารอาหารที่เรากินเข้าไปมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งร่างกายของเราฉลาด เพราะไม่ใช่แค่ซ่อมแซมให้กลับมาดีเหมือนเดิม แต่ยังเสริมสร้างให้แข็งแรงมากขึ้นกว่าเก่า

          คำถามสำคัญคือเราต้องออกกำลังกายบ่อยแค่ไหนถึงจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรง ซึ่งก็โชคร้ายหน่อยที่คำตอบคือตลอดชีวิตครับ เพราะจากงานวิจัยพบว่าเพียงแค่เราหยุดออกกำลังกายไปสองสัปดาห์ ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อและระบบเผาผลาญอาหารซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ

          ในการศึกษาของมหาวิทยาลัย University of Liverpool ที่เกี่ยวกับผลกระทบของคนที่หยุดออกกำลังกายสองสัปดาห์ นักวิจัยได้คัดเลือกผู้ชายและผู้หญิงจำนวน 28 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ​​ปี และไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่เดินประมาณ 10,000 ก้าวต่อวัน โดยผู้เข้าร่วมมีดัชนีมวลกายเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ซึ่งถือเป็นเส้นแบ่งระหว่างคนน้ำหนักปกติกับคนน้ำหนักเกิน

          นักวิจัยได้วัดมวลไขมัน, มวลกล้ามเนื้อ, ความสามารถในการผลิตพลังงานของไมโทคอนเดรีย และสมรรถภาพทางกาย จากนั้นก็ให้ผู้เข้าร่วมสวม Activity Trackers เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และให้ลดกิจกรรมประจำวันลงกว่า 80% (หรือประมาณ 1,500 ก้าวต่อวัน) โดยที่ยังให้กินอาหารเหมือนปกติ

          หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ก็วัดร่างกายผู้ทดสอบอีกครั้งแล้วพบว่าน้ำหนักของผู้ทดสอบเพิ่มขึ้น มวลกล้ามเนื้อลดลง มีไขมันเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะบริเวณช่องท้องซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ อีกเล็กน้อย เช่น วิ่งได้นานน้อยลง, การตอบสนองของอินซูลินลดลง (ทำให้นำพาน้ำตาลออกจากกระแสเลือดได้น้อยลง), มีไขมันสะสมในตับมากขึ้น และไตรกลีเซอไรด์ (ไขมันในเส้นเลือด) เพิ่มขึ้น

          แม้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเรายังคงดำเนินกิจกรรมแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้สะสมมากขึ้นและก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานประเภท 2 ตามมา นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงในร่างกายดังกล่าวเกิดขึ้นในวัยรุ่นที่มีสุขภาพแข็งแรง แล้วถ้าไปเกิดในผู้สูงวัยที่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงละ..... ผลที่ตามคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่

           หลังจากการศึกษา เมื่อผู้เข้าร่วมกลับไปทำกิจกรรมตามปกติหลัง สุขภาพร่างกายของพวกเขาก็กลับสู่ภาวะปกติภายใน 2 สัปดาห์ต่อมา แสดงให้เห็นว่าร่างกายของมนุษย์เรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อให้ร่างกายซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยเพียงหนึ่งเดียวของเรายังคงแข็งแรงต่อไป


ที่มา: Time


การเดิน 15,000 ก้าวต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ


          การเดินถือเป็นการออกกำลังกายอย่างง่ายที่สุดที่ทุกคนสามารถทำได้ทุกวัน ซึ่งทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่ถูกคิดค้นออกมาอำนวยความสะดวกทำให้เราก้าวเดินน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นบันไดเลื่อน ลิฟต์ ทางเดินเลื่อน ฯลฯ แต่จากการงานวิจัยพบว่าการเดิน 10,000 ก้าวต่อวันยังไม่เพียงพอ ต้องก้าวเดินมากถึง 15,000 ก้าวในหนึ่งวันถึงจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ

          นักวิจัยในสหราชอาณาจักรได้คัดเลือกพนักงานไปรษณีย์ชาวสกอตแลนด์จำนวน 111 คนที่มีการออกกำลังกายแตกต่างกัน บางคนทำงานนั่งโต๊ะในออฟฟิศ บางคนก็ออกไปเดินส่งจดหมาย โดยอาสาสมัครทุกคนจะได้รับการประเมินปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการวัดระดับน้ำตาลในเลือด, คอเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, ความดันโลหิต, รอบเอว และค่าดัชนีมวลกาย จากนั้นก็ให้ผู้เข้าร่วมสวมใส่ Activity Trackers ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 7 วัน

          ผลจากการศึกษาพบว่าพนักงานไปรษณีย์ที่นั่งอยู่กับโต๊ะตลอดทั้งวันส่วนใหญ่จะมีรอบเอวขนาดใหญ่, ไตรกลีเซอไรด์สูง (มีไขมันในเลือด) และ HDL (ไขมันดี) ต่ำ ในทางกลับกันพนักงานไปรษณีย์ที่ออกไปส่งจดหมายซึ่งใช้เวลาในการเดินมากจะมีขนาดรอบเอวเล็ก, ไตรกลีเซอไรด์น้อย และ HDL (ไขมันดี) สูง ซึ่งพนักงานที่เดิน 15,000 ก้าวต่อวัน (หรือเดินมากกว่า 7 ชั่วโมงในหนึ่งวัน) จะมีผลการตรวจที่ดีที่สุดคือมีการเผาผลาญเป็นปกติและไม่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

          ในอดีต มนุษย์เราถือว่าเป็นนักล่า (ถึงแม้จะอ่อนแอ แต่ก็รู้จักใช้อาวุธเป็นเขี้ยวเล็บ) ที่จะต้องก้าวเดินเป็นจำนวนมากในแต่ละวันเพื่อออกล่าสัตว์หรือเก็บของป่ามาทำเป็นอาหาร แต่พอวิถีชีวิตเปลี่ยนไป การเดิน 15,000 ก้าวต่อวันก็อาจจะทำได้ยากในชีวิตประจำวันของพนักงานบริษัทอย่างเรา ๆ ซึ่งเราก็ยังสามารถเพิ่มจำนวนก้าวเดินได้จากการลดการใช้บันไดเลื่อนหรือลิฟต์ (ในกรณีที่ไม่ต้องขึ้นชั้นสูง ๆ หน่ะนะ) หรือเดินออกไปกินอาหารกลางวันให้ไกลกว่าเดิม .....ขยับกายวันละนิด ชีวิตห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นะฮ้าฟ



ที่มา: Health


วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การกินขี้มูกดีต่อฟันและสุขภาพ


          บางครั้งเราจะเห็นเด็ก ๆ แคะขี้มูกออกมาแล้วก็กินมันเข้าไป (หรือแม้กระทั่งตัวเราในวัยเด็กเองก็อาจจะทำเช่นนั้นเหมือนกัน) ตอนนั้นเราคงจะรู้สึกว่า "อี๋ กินของสกปรกเข้าไปได้ไง คายออกมาเดี๋ยวนี้นะ" นั่นเป็นเพราะเราคิดว่าขี้มูกเป็นแหล่งที่อยู่ของแบคทีเรีย เลยทึกทักเอาว่าเป็นของสกปรก จริงอยู่ที่ขี้มูกเป็นแหล่งที่อยู่ของแบคทีเรีย แต่นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยหลายสถาบันรวมถึงมหาวิทยาลัย Harvard และมหาวิทยาลัย University of Saskatchewan ค้นพบว่าแบคทีเรียที่อยู่ในขี้มูกนั้นเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพของเรา

          จากงานวิจัยพบว่าขี้มูกสามารถช่วยไม่ให้แบคทีเรียเกาะติดตามฟัน ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินหายใจ แผลในกระเพาะอาหาร หรือแม้แต่เชื้อ HIV อีกด้วย นอกจากนี้คนที่แคะขี้มูกแบบแห้งมากินจะมีสุขภาพดี ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพราะจมูกเป็นตัวคัดกรองแบคทีเรียที่จะเข้าสู่ร่างกาย เมื่อแบคทีเรียจากขี้มูกที่กินเข้าไปลงไปถึงลำไส้ก็จะแสดงประสิทธิภาพคล้ายกับยา

          ปัจจุบันนักวิจัยกำลังค้นคว้ายาสีฟันและหมากฝรั่งที่มีส่วนประกอบที่สังเคราะห์มาจากขี้มูก เพื่อนำประโยชน์ของขี้มูกมาใช้ในทางทันตกรรม และในอนาคตอาจจะมีตัวยาที่ผลิตจากขี้มูกด้วยก็เป็นได้


ที่มา: Telegraph.co.uk


วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สมองจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อเราทำอะไรทีละอย่าง


          จากการวิจัยพบว่าสมองจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อเราจดจ่ออยู่ในงาน ๆ เดียว ซึ่งการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันจะลดประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้มากถึง 40% โดยนักวิจัยได้ทำการถ่ายภาพสมองแล้วพบว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเกินไปจะรบกวนการทำงานของสมอง

          สมองกลีบขมับส่วนหลัง (Posterior Temporal), กลีบสมองส่วนหน้า (Dorsomedial Prefrontal Cortex), เซรีเบลลัม (Cerebellum) และสมอง Precuneus ส่วนหลัง (Dorsal Precuneus) เป็นสมองส่วนสำคัญที่สุดในการรวบรวมเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ที่เรียงเป็นลำดับเข้าด้วยกัน ซึ่งพื้นที่สมองเหล่านี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเรากำลังจดจ่ออยู่กับงานหนึ่ง ๆ ตลอดเวลา

          นักวิจัยกล่าวว่าการทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กันจะทำให้สมาธิลดลงซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด และความเครียดก็จะเป็นอุปสรรคขัดขวางความคิดและความจำ นอกจากนี้สื่อสังคมออนไลน์ก็ยังเป็นสิ่งที่เพิ่มภาระให้กับสมองอีกด้วย


ที่มา: Medicalnewstoday.com


วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

นักวิจัยค้นพบตัวการที่ทำให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองชนิดร้ายแรง


          ปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากการจู่โจมของศัตรูภายนอก เช่น แบคทีเรีย เชื้อโรค หรือสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่เราน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้วคือเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของเรา เปรียบดั่งกับทหารที่ทำหน้าที่เป็นรั้วของชาติคอยปกป้องประชาชนและทำลายข้าศึกที่บุกรุกเข้ามาในประเทศ

          แม้ว่าระบบภูมิคุ้มกันจะช่วยให้ร่างกายของเราปลอดภัยจากสิ่งแปลกปลอม แต่ทุกอย่างในโลกล้วนไม่สมบูรณ์แบบ เพราะดันมีโรคร้ายโรคหนึ่งซึ่งทำให้ทหารที่คอยปกป้องประชาชนกลับหันปืนเข้าหาประชาชน บิดเบือนความคิดไม่ให้สามารถแยกแยะเซลล์ของตัวเองออกจากสิ่งแปลกปลอม จนหลงผิดเข้าจู่โจมทำร้ายเซลล์ของตนเอง ซึ่งโรคที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีตัวเองนี้ก็คือ "โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Disease)" หรือเรียกอีกอย่างว่า "โรคแพ้ภูมิตนเอง"

          "โรคแพ้ภูมิตนเอง" ถือเป็นกลุ่มโรค ซึ่งปัจจุบันพบว่าโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเองนั้นมีมากกว่า 100 ชนิด และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสาเหตุของโรคเกิดมาจากอะไร แต่นักวิจัยได้ค้นพบว่ามีโมเลกุลบางตัวในร่างกายสามารถก่อให้เกิดโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดหนึ่งได้ จากการศึกษาโรค Goodpasture syndrome ในหนูทดลอง ซึ่งโรค Goodpasture syndrome ถือเป็นหนึ่งในโรคแพ้ภูมิตนเอง โดยระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างภูมิคุ้มกันออกมาทำลายปอดและไตทั้งสองข้าง

          Human leukocyte antigen (HLA) เป็นไกลโคโปรตีนที่พบได้บนเซลล์เม็ดเลือดขาวมีส่วนช่วยระบบภูมิคุ้มกันในการระบุสิ่งแปลกปลอม โดยโมเลกุลของ HLA จะทำการจับแอนติเจนของสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคต่าง ๆ ทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงาน แต่มีบางโมเลกุลของ HLA ที่เรียกว่า HLA-DR1 และ HLA-DR15 ซึ่งเป็นส่วนนึงที่ทำให้เกิดโรคแพ้ภูมิตนเอง โดยโมเลกุล HLA-DR15 จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรค Goodpasture syndrome และเส้นโลหิตตีบ

          นักวิจัยได้นำหนูมาทดลองโดยการฉีดโมเลกุล HLA-DR1 หรือ HLA-DR15 ของคนเข้าไป และพบว่าหนูทดลองที่มีโมเลกุล HLA-DR15 ป่วยเป็นโรค Goodpasture syndrome ส่วนหนูที่มีโมเลกุล HLA-DR1 หรือมีทั้ง 2 โมเลกุลกลับไม่ได้ป่วย

          คุณ Richard Kitching หนึ่งในนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Monash University ประเทศออสเตรเลียกล่าวว่า "สำหรับผู้ป่วยโรค Goodpasture syndrome โมเลกุล HLA-DR15 จะสั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันจู่โจมเซลล์ของร่างกาย แต่ถ้าผู้ป่วยมีโมเลกุล HLA-DR1 ก็จะช่วยยับยั้งไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันจู่โจมเซลล์ของร่างกายได้"

          จากการศึกษาทำให้เรารู้ว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรค Goodpasture syndrome โมเลกุล HLA-DR15 จะถูกล้างสมองและสั่งการให้ทหาร (ระบบภูมิคุ้มกัน) ทำการจู่โจมประชาชน (เซลล์ร่างกาย) แต่โมเลกุล HLA-DR1 สามารถช่วยคานอำนาจและยับยั้งคำสั่งโจมตีได้ แต่ยังมีงานวิจัยอีกมากที่ต้องศึกษาเพื่อให้เข้าใจสาเหตุว่าทำไมระบบภูมิคุ้มกันถึงโจมตีร่างกายของตัวเอง ก่อนที่จะหาวิธีเพิ่มโมเลกุล HLA-DR1 ในร่างกายคน


ที่มา: Sciencealert.com


วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

DeepEye แอปพลิเคชันตรวจโรคเบาหวานขึ้นตาฝีมือคนไทยคว้ารางวัล Grand Prix จากเจนีวา


          นับเป็นข่าวดีสำหรับชาวไทย เมื่อทีมจักษุแพทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พัฒนานวัตกรรมตรวจโรคเบาหวานขึ้นตาในผู้สูงอายุด้วยโปรแกรมมือถือ "DeepEye Application" และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์ ถ้วยรางวัลเกียรติยศอันดับ 1 ผลงานสิ่งประดิษฐ์ระดับโลก ในงาน 45th International Exhibition of Inventions ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มีนาคม - 2 เมษายน พ.ศ. 2560 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

          ทีมพัฒนาประกอบด้วย รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์, รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต และผศ.นพ.ณวพล กาญจนารัณย์ โดย DeepEye จะใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในการประมวลผลภาพถ่ายจอตาของผู้ป่วยและประเมินความเสี่ยงที่จะตาบอด


          นวัตกรรมดังกล่าวจะใช้การทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ 3 อย่าง ได้แก่ กล้องถ่ายรูปจอประสาทตาแบบพกพา, โทรศัพท์มือถือ (ที่ติดตั้งแอปพลิเคชัน DeepEye) และเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เมื่อมีการถ่ายภาพจอตาจะทำการอัพโหลดรูปเข้าไปในมือถือโดยอัตโนมัติ จากนั้นแอปพลิเคชันจะส่งรูปไปที่เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ก็จะทำการประมวลผลและแจ้งผลกลับมาที่แอปพลิเคชัน สามารถตรวจคัดกรองและจำแนกภาพถ่ายจอตาได้ 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่
  • ปกติ (Normal)
  • มีเบาหวานขึ้นจอตา ( Diabeticretinopathy: DR)
  • เป็นโรคอื่น (Other Diseases)
ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีเบาหวานขึ้นตาหรือ DR ก็สามารถระบุระดับความรุนแรงของโรคออกเป็น 4 ระดับไล่เรียงตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงระดับรุนแรงถึงขั้นมีเส้นเลือดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นระยะอันตรายที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงตาบอดได้มากที่สุด


          ปัจจุบันแอปพลิเคชัน DeepEye มีความแม่นยำอยู่ที่ 95% หากมีการเก็บข้อมูลภาพถ่ายจอตามากขึ้น จะสามารถเพิ่มความแม่นยำให้อยู่ที่ 99% ซึ่งเป็นระดับที่มาตรฐานสากลยอมรับ โดยคาดว่าจะใช้เวลาอีก 6 เดือน หลังจากนั้นก็จะเสนอ สปสช. ให้ใช้ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วไทย

          นวัตกรรมชิ้นนี้สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันภาวะตาบอดจากโรคเบาหวานขึ้นตาในผู้สูงอายุ โดยข้อมูลล่าสุดประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานจำนวนกว่า 7 ล้านคน ในจำนวนนี้มีปัญหาโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา 10% ซึ่งจักษุแพทย์มีน้อย ทำให้การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขึ้นตาทำได้ยาก กว่าผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ก็อยู่ในระยะรุนแรงที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะตาบอดแล้ว นอกจากนี้แอปพลิเคชัน DeepEye ยังได้รับความสนใจจากแพทย์สวิสและ Google อีกด้วย

          ถือเป็นบทความแรกที่เขียนข่าวคนไทยเลยนะเนี่ย ยังไงก็ขอแสดงความยินดีกับทีมที่ชนะด้วยนะครับ หวังว่านวัตกรรมนี้จะช่วยคัดกรองผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงให้ได้รับการรักษาทันท่วงที ส่วน (หนึ่งใน) วิธีป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวาน เพื่อน ๆ สามารถอ่านได้ที่บทความ ปัจจัยที่ทำให้รู้สึกอยากขนมหวาน กับบทความ วิธีต่อสู้กับความอยากขนมกินเล่น


ที่มา: Bangkokbiznews.com


วิธีต่อสู้กับความอยากขนมกินเล่น


          ในบทความที่แล้วได้กล่าวถึง ปัจจัยที่ทำให้รู้สึกอยากกินขนม ไปแล้ว ซึ่งก็น่าจะทำให้เพื่อน ๆ เข้าใจสาเหตุที่ทำให้เราอยากกินขนมแล้วล่ะ พอเรารู้สาเหตุก็จะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลีกเลี่ยงไม่ทำให้ร่างกายร้องเรียกหาขนมได้ แต่ในความเป็นจริงแค่หลีกเลี่ยงอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ ตามตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า "แค่หลบหนีอย่างเดียวไม่ทำให้เราเอาชนะศัตรูได้" (มีกล่าวแบบนี้จริงเร้อ ฮะฮะ) นอกจากหลีกเลี่ยงแล้วเราต้องสู้กลับให้เป็น เพราะงั้นเรามาดูวิธีต่อสู้เพื่อลดความอยากขนมกินเล่นกันเถอะ

1. ให้ร่างกายได้รับเชื้อเพลิงดีตลอดทั้งวัน

          หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดความอยากของหวานก็คือการอดอาหาร เพราะงั้นเราก็อย่าอดอาหารซะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกินอะไรก็ได้นะ ถ้ากินพวกข้าวขาหมู, ข้าวมันไก่บ่อย ๆ มีหวังแคลอรี่พุ่งสูงจนร่างกายเก็บไปเป็นไขมันแน่นอน ให้เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายพวกสลัดผักหรืออาหารที่มีการปรุงแต่งน้อยเพื่อไม่ให้ได้รับแคลอรี่มากจนเกินไป นอกจากนี้ก็ไม่ควรทิ้งระยะห่างระหว่างมื้อนานเกินไป แบ่งกินเป็นมื้อย่อย ๆ หลายมื้อต่อวันจะทำให้ท้องอิ่มอยู่เรื่อย ๆ และการเพิ่มโปรตีนลงไปในแต่ละมื้อก็จะทำให้อิ่มท้องได้นานช่วยลดความอยากขนมหวานได้

          ถ้ารู้สึกอยากขนมกินเล่นถึงขั้นอดใจไม่ไหว ให้เลือกกินขนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการแทน เช่น แครกเกอร์ธัญพืช, ถั่ว, ผลไม้สด, โยเกิร์ตรสธรรมชาติราดด้วยผลไม้ หรือดาร์กช็อกโกแลตที่มีโกโก้ 70% ขึ้นไป เป็นต้น ถึงสิ่งสำคัญจะเป็นการเลือกกินของที่มีประโยชน์ แต่ก็อย่าเข้มงวดกับตัวเองมากเกินไป ควรปล่อยให้ร่างกายได้สัมผัสของหวานบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อไม่ให้อดทนไม่ไหวตบะแตกไปซะก่อน (ฮา)

2. อย่าพึ่งพาเครื่องดื่มลดน้ำหนัก

          เครื่องดื่มส่วนใหญ่จะใส่น้ำตาลเป็นจำนวนมากเพื่อเพิ่มความหวาน แต่พอกระแสรักสุขภาพเริ่มมา ก็เริ่มมีการรณรงค์ให้กินน้ำตาลน้อยลง บริษัทเครื่องดื่มจึงผลิตเครื่องดื่มที่ไม่ใส่น้ำตาล แต่ใช้สารให้ความหวานแทน แต่เพื่อน ๆ ทราบหรือเปล่าว่าเจ้าสารให้ความหวานเนี่ยตัวอันตรายเลย ทำให้เรากินมากเกินไปส่งผลให้อ้วนลงพุง นอกจากนี้สารให้ความหวานยังทำให้ร่างกายของเราต่อต้านฮอร์โมนอินซูลินที่ช่วยนำพาน้ำตาลรวมทั้งสารให้พลังงานอื่น ๆ ออกจากในกระแสเลือด พอเราขาดฮอร์โมนอินซูลินก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง สุดท้ายก็เอวังกลายเป็นโรคเบาหวาน เพราะฉะนั้นเวลาที่หิวน้ำก็เลือกเครื่องดื่มให้ดี ๆ หน่อยนะจ๊ะ

3. ปรับเปลี่ยนรสชาติใหม่

          การปรับเปลี่ยนรสชาติให้เสพติดขนมหวานน้อยลงทำได้โดยการเปลี่ยนมากินของจากธรรมชาติให้มากขึ้น เช่น เปลี่ยนการกินขนมหวานมากินผลเบอร์รี่ราดด้วยดาร์กช็อกโกแลตที่เพิ่มโปรตีนและไขมันดีด้วยเนยถั่ว เป็นต้น หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเปลี่ยนการกินของที่ผ่านการปรุงแต่งมากินของที่มาจากธรรมชาติแทน วิธีนี้จำเป็นต้องใช้ความอดทนและความมีวินัย แต่ถ้าทำเป็นประจำได้ เพื่อน ๆ ก็จะมีความอยากขนมกินเล่นน้อยลง

4. หาผู้สนับสนุน

          การใช้ชีวิตในสังคมแน่นอนว่าจะต้องพบปะข้องเกี่ยวกับคนอื่น ๆ เช่น ครอบครัว, เพื่อน หรือคนรัก หนึ่งในวิธีควบคุมความอยากขนมกินเล่นก็คือการได้รับแรงสนับสนุนหรือแนวร่วมจากบุคคลรอบตัวเหล่านี้นั่นเอง ในวัยทำงานมักจะหาแรงสนับสนุนได้จากเพื่อนร่วมงาน (อันนี้ประสบการณ์ตรงเลย ที่ผมเริ่มออกกำลังกายเริ่มวิ่งก็เพราะมีพี่ที่ทำงานกำลังจะลดน้ำหนัก เลยมีคนให้คุยเรื่องเดียวกันแล้วก็ออกกำลังกายไปด้วยกัน) ส่วนในเด็ก ๆ ก็อยู่ในความดูแลของผู้ปกครองแล้วล่ะ (ฮา)

5. กินมังสวิรัติบ้าง

          การกินอาหารมังสวิรัติช่วยลดความหิวและความอยากขนมกินเล่นได้ เพราะอาหารมังสวิรัติส่วนใหญ่ปรุงจากผักและผลไม้ซึ่งก็เป็นกการกินอาหารที่มาจากธรรมชาตินั่นเอง นอกจากนี้กินอาหารมังสวิรัติก็ยังช่วยลดน้ำหนักและเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีอีกวิธีหนึ่งด้วย

6. ให้ความสนใจกับร่างกายของตัวเอง

          ความเครียดเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้อยากกินขนมหวาน เพราะงั้นก็ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียดจนเกินไป (ยิ่งเครียดยิ่งกิน) ให้ลองนั่งสมาธิหรือออกกำลังกาย ทั้งสองวิธีนี้ช่วยลดความเครียดแล้วยังทำให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมา ซึ่งนอกจากจะช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้แล้ว (ออกกำลังกายบ่อย ๆ แล้วหน้าจะดูเด็กนะจ๊ะ อันนี้ก็ประสบการณ์ตรงเหมือนกัน ถูกทักว่าหน้าเด็ก ฮะฮะ) โกรทฮอร์โมนยังช่วยในการนอนหลับทำให้ร่างกายได้พักผ่อน เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะพร้อมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยความสดชื่น แต่อย่าหักโหมออกกำลังกายมากนัก เดี๋ยวจะอยากกินของหวานชดเชย (ยิ่งเหนื่อยยิ่งอยากกินของหวาน)


          เป็นยังไงกันบ้างครับ วิธีเหล่านี้ทำได้ไม่ยากเลย...มั้ง แต่เอาเข้าจริงจะให้ตัดขาดขนมหวานไปเลยก็คงยากไปหน่อย (ชีวิตต้องการความหวาน) เอาเป็นว่ากินบ้างแต่พอควรดีกว่าเนอะ ฮะฮะ


ที่มา: Clevelandclinic.org


วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

3 ปัจจัยที่ทำให้เราอยากกินขนม


          เพื่อน ๆ เคยเป็นกันหรือเปล่าครับ กับอาการอยากกินของกินเล่น ไม่ว่าจะเป็น ขนมหวาน มันฝรั่งทอด ฯลฯ ซึ่งก็รู้อยู่ว่าไม่ควรกิน แต่ใจเจ้ากรรมก็ดั๊นอยากกินเสียเหลือเกิน ไม่รู้ว่าความอยากมันมาจากไหน พอรู้ตัวอีกทีมือก็คว้าหมับไปที่ขนมแล้ว สุดท้ายก็มาสำนึกเสียใจเอาตอนที่ขึ้นชั่งน้ำหนักแล้วพบว่าตัวเลขพุ่งขึ้นสูงกว่าครั้งที่แล้ว ถ้าเพื่อน ๆ ไม่อยากเป็นอย่างในข้อความข้างต้น เรามาดูกันดีกว่าว่าปัจจัยที่ทำให้เรากระหายอยากกินขนมมีอะไรกันบ้าง

1. การปล่อยให้ตัวเองหิว

          หากให้เปรียบเทียบร่างกายของมนุษย์ก็คงเปรียบได้กับรถยนต์ เพราะร่างกายของเราต้องการเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนทำกิจกรรมต่าง ๆ แล้วเชื้อเพลิงที่ว่านั่นคืออะไรกันล่ะ? เชื้อเพลิงที่ร่างกายของเราต้องการก็ได้แก่ คาร์โบไฮเดรตที่มีเส้นใยสูง, โปรตีนไขมันต่ำ และไขมันดีเป็นต้น นอกจากนี้ร่างกายเรายังต้องการสมดุลในพลัง เอ๊ยไม่ใช่ สมดุลของพลังงานที่รับเข้าไปกับพลังงานที่ใช้ออกมา ซึ่งถ้าเรากินพลังงานเข้าไปมากแต่ใช้ออกมาน้อย พลังงานที่เหลือก็จะถูกเก็บอยู่ในรูปของไขมัน

          ถ้าเพื่อน ๆ กำลังไดเอทด้วยวิธีงดอาหาร, กินให้น้อย หรือเว้นช่วงระหว่างมื้ออาหารนานเกินไป ร่างกายของเราที่เริ่มขาดพลังงานก็จะส่งสัญญาณความหิวออกมา กระตุ้นให้เพื่อน ๆ กระหายเชื้อเพลิงที่สามารถย่อยให้เกิดพลังงานได้อย่างรวดเร็วอันได้แก่ธัญพืชขัดสีหรือของหวาน ซึ่งก็หมายถึงการปล่อยให้ตัวเองหิวจะทำให้เกิดความรู้สึกอยากขนมกินเล่นนั่นเอง (....."อย่าให้ความหิว ทำให้คุณเปลี่ยนไป ถึงเวลารองท้อง ถึงเวลา Snickers" เอ๊ยไม่ใช่สิ นี่มันขนมกินเล่น)

2. ไม่รู้ว่าของกินเล่นทำให้เสพติดได้อย่างไร

          สมองของมนุษย์เราชอบที่จะเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ซึ่งการกินขนมหวานเองก็ทำให้เรามีความสุข แต่คำถามคือทำไมการกินขนมหวานถึงทำให้เรามีความสุขได้ล่ะ ถ้าตอบง่าย ๆ เลยก็คือขนมหวานมีรสชาติดี แต่ถ้าตอบให้ลึกลงไปอีกหน่อยก็เป็นเพราะน้ำตาลที่อยู่ในขนมหวานจะไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีนที่ทำให้เรารู้สึกดี ส่งผลให้เราต้องการที่จะสัมผัสความรู้สึกดีแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

          ยิ่งเราต้องการรู้สึกดีเรื่อย ๆ เราก็จะยิ่งกินมากขึ้น เมื่อเรากินมากขึ้นก็จะทำให้อ้วนขึ้น ซึ่งจากการศึกษาพบว่าผู้ที่อ้วนจะมีตัวรับโดพามีนน้อยลง ถ้าตัวรับโดพามีนน้อยก็หมายความว่าเราจะได้รับความสุขน้อยลง เราก็จะยิ่งกิน กิน กิน กิน เพื่อที่จะได้สัมผัสความสุข สุดท้ายก็กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่วนต่อไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ

3. ไม่ฟังร่างกายของตัวเอง

          การไม่ฟังร่างกายของตัวเองหมายถึงการที่เราทำให้ร่างกายของเราอยู่นอกเหนือจากสภาวะปกติ เช่น เมื่อเรารู้สึกเหนื่อยเกินไป ก็จะมีแนวโน้มที่เราจะหันไปหาของหวานหรือของที่ทำให้เราได้รับพลังงานมากขึ้น หรือเมื่อเรารู้สึกเครียดมากเกินไป ต่อมหมวกไตของเราก็จะทำงานหนักเพื่อสร้างฮอร์โมนออกมาต่อสู้กับความเครียด ซึ่งจะส่งผลให้เรามีอาการอยากกินของหวานหรืออาหารเค็ม ๆ ได้

          สุดท้ายก็คือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งเรามาดูที่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำกันก่อนดีกว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดจากการกินอาหารร้อยและออกกำลังกายมากไป ซึ่งจะทำให้ร่างกายรู้สึกเครียด หิว ซึมเศร้า เหนื่อยล้าแล้วก็ส่งผลต่อต่อมหมวกไตเหมือนอย่างที่ได้อธิบายไปเมื่อสักครู่ ส่วนภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเกิดจากการกินอาหารมากและออกกำลังกายน้อยไป ก็จะทำให้รู้สึกเหนื่อย อ่อนล้า อยากอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ส่งผลเหมือนเวลาที่เราเหนื่อยมากเกินไป


          เมื่อเพื่อน ๆ เข้าใจปัจจัยที่ทำให้รู้สึกอยากกินขนมแล้ว เพื่อน ๆ ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตเพื่อให้ห่างไกลจากการเสพติดของหวาน เลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายให้พอดี แล้วเราก็จะมีร่างกายแข็งแรงใช้ชีวิตยืนยาวไปจนถึงวันที่มนุษยชาติเดินทางไปถึงดาวอังคารได้ (ฮา)


ที่มา: Clevelandclinic.org


วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

อะโวคาโดช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด


          นักวิจัยทำการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของอะโวคาโดพบว่า อะโวคาโดอาจช่วยในรักษาโรคในกลุ่ม Metabolic Syndrome หรือก็คือกลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน, โรคหัวใจและโรคหลอดเลือด ได้แก่ โรคอ้วน, High-Density Lipoprotein (HDL) Cholesterol (หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าไขมันดี) ระดับต่ำ, ไขมันในเลือดสูง, น้ำตาลในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูง เป็นต้น ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ คนไหนมีความผิดปกติเหล่านี้สัก 3 ข้อก็ขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะคุณไม่ได้ไปต่อ เอ๊ยไม่ใช่ เพราะนั่นหมายถึงเพื่อน ๆ ได้เป็นโรคในกลุ่ม Metabolic Syndrome เรียบร้อยแล้ว

          วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันหรือรักษาโรคในกลุ่ม Metabolic Syndrome ก็คือการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต หรือพูดง่าย ๆ ก็คือกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งบทความนี้พูดถึงอะโวคาโดนั่นก็หมายถึงเจ้าผลไม้ตัวนี้สามารถช่วยลดความผิดปกติที่กล่าวมาแล้วได้นั่นเอง

          ในการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 67 คน โดย 30 คนมีสุขภาพที่แข็งแรงและอีก 37 คนมีภาวะไขมันในเลือดสูง หลังจากรับประทานอาหารเสริมที่สกัดจากอะโวคาโดเป็นเวลา 1 สัปดาห์พบว่าไขมันเลว (LDL-Cholesterol) และไขมันในเส้นเลือดของทั้งสองกลุ่มมีการลดลง จึงสรุปได้ว่าอะโวคาโดเป็นผลไม้มีผลต่อระดับไขมันดี (HDL-Cholesterol), ไขมันเลว (LDL-Cholesterol) และไขมันในเส้นเลือด

          จากการศึกษาหนึ่งพบว่าอะโวคาโดเป็นประโยชน์ในการลดน้ำหนัก โดยผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ถ้ากินอะโวคาโดวันละ 1 ลูกเป็นเวลา 6 สัปดาห์ น้ำหนักตัว, ดัชนีมวลกาย (BMI) และเปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกายจะลดลงอย่างมาก

          นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการกินอะโวคาโดเพื่อลดความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอะโวคาโดอาจช่วยลดการอุดตันหรือการแข็งของหลอดเลือดแดงได้

          สรุปว่าอะโวคาโดมีสรรพคุณที่ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด ลดระดับไขมันเลว เพิ่มระดับไขมันดี ลดเปอร์เซ็นต์ไขมัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมานั้นช่วยป้องกันความเสี่ยงของโรคในกลุ่ม Metabolic Syndrome ได้อย่างดีเลย .....ประโยชน์มากมายขนาดนี้ สงสัยต้องกินบ้างแล้วล่ะ


ที่มา: Medicalnewstoday.com


วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2560

นักประสาทวิทยาค้นพบว่าพื้นที่ "Hot Zone" ในสมองมีการทำงานในขณะที่เราฝัน


          เรามีความเชื่อกันว่าการนอนหลับคือการปิดการทำงานของสมองเพื่อพักผ่อน สมองจะไม่ทำอะไรเลยตอนที่เรานอนหลับ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะสมองไม่ได้มีการทำงานแบบกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องหยุดพักเมื่อเกิดอาการเมื่อยล้า สมองคนเราทำงานด้วยไฟฟ้าเคมี ซึ่งแม้กระทั่งเวลานอน สมองของเราก็ยังคงทำงานอยู่

          จากงานศึกษาล่าสุด นักประสาทวิทยาเรียกพื้นที่ของสมองส่วนหลังที่มีการทำงานในขณะที่เรากำลังฝันอยู่ว่า "Hot Zone" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความฝันของเราก็เกิดขึ้นนอกระยะ Rapid Eye Movement Sleep (หรือเรียกว่า REM Sleep กินระยะเวลาประมาณ 20 - 25 % ของเวลานอนทั้งหมด ซึ่งเป็นระยะที่มีการทำงานของสมองสูงมาก มีการกรอกลูกตา และเกิดความฝัน) ด้วย แม้ว่าเราจะจำความฝันไม่ได้ก็ตาม

          ในการศึกษาได้มีการทำการทดสอบ 3 ครั้งกับอาสาสมัครทั้งหมด 46 คน ซึ่งจะต้องติดขั้วไฟฟ้า 256 ชิ้นทั่วทั้งหนังศรีษะและบางส่วนของใบหน้าเพื่อวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง โดยอาสาสมัครจะถูกปลุกขึ้นมาตอบคำถามที่นักวิจัยถาม

          ในการทดสอบครั้งแรก อาสาสมัครที่หลับแล้วเกิดความฝันคืออาสาสมัครคนที่สมองในส่วน "Hot Zone" มีการทำงานไม่ว่าจะเป็นการนอนในระยะ Rapid Eye Movement หรือในระยะ Non Rapid Eye Movement (หรือเรียกว่า NREM Sleep เป็นระยะที่ร่างกายจะอยู่ในความเงียบสงบ กล้ามเนื้อคลายตัว การตอบสนองต่อสิ่งเร้าจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ) ก็ตาม แสดงให้เห็นว่าการจะเกิดความฝันนั้นขึ้นอยู่กับว่าสมองบริเวณ "Hot Zone" นี้มีการใช้งานอยู่หรือไม่ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับระยะของการนอน

          การทดสอบครั้งที่สอง ให้อาสาสมัครรายงานเนื้อหาในความฝัน โดยเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าสมองแสดงความถี่สูงในสมองบริเวณที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ทำอยู่ในความฝัน เช่น ความฝันที่เกี่ยวข้องกับการพูดก็จะไปกระตุ้นให้สมองบริเวณเวอร์นิเก (Wernicke's area) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับรู้ภาษาและความเข้าใจทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความฝันจะใช้งานสมองแบบเดียวกับตอนตื่น ดังนั้นความฝันจึงมีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในขณะที่กำลังตื่น

          การทดสอบครั้งที่สามจะทำการทดสอบสลับกัน โดยเป็นการทดสอบให้นักวิจัยทำนายว่าอาสาสมัครฝันหรือไม่ฝันโดยอาศัยผลจากการอ่านเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง ผลปรากฎว่านักวิจัยสามารถตอบได้ว่าอาสาสมัครฝันถูกถึง 91% และตอบว่าอาสาสมัครไม่ได้ฝันถูกถึง 81% จากจำนวนครั้งที่ตอบ

          จากการทดสอบทำให้เห็นว่าสมองของเรามีการทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลาเรานอน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการนอนจะไม่มีประโยชน์นะ เวลาเรานอน ร่างกายจะนำสารอาหารที่ได้รับมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพราะงั้น "ห้ามอดนอน" กันนะจ๊ะ


ที่มา: Wisc.edu


วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีทำให้เซลล์มะเร็งทำลายตัวเอง


          มะเร็ง หนึ่งในโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างมากมาย สาเหตุเกิดจากเซลล์เด็กดื้อที่ละเลยหน้าที่ของตัวเองแล้วเอาแต่แบ่งตัวกระจายไปรุกรานเซลล์อื่น ๆ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะรอบ ๆ จนในที่สุดก็นำความตายมาสู่ร่างกายที่มันอาศัยอยู่และตัวมันเอง ถือว่าเป็นโรคที่มีความอันตรายอย่างมาก แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบอีกวิธีที่จะใช้กำจัดเซลล์มะเร็งแล้ว

          ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University ในอิสราเอลพบว่าสารประกอบในเซลล์มะเร็งสามารถป้องกันไม่ให้โครโมโซมแยกตัวออกและหยุดยั้งการแบ่งเซลล์ได้ โดยใช้วิธีการปรับเปลี่ยนโปรตีนที่มีผลต่อโครงสร้างและเสถียรภาพภายในเนื้อเยื่อ ซึ่งจะยับยั้งการแพร่กระจายและทำให้เซลล์มะเร็งตาย

          กระบวนการที่ค้นพบใหม่นี้สามารถทำให้เซลล์มะเร็งฆ่าตัวเองได้ ซึ่งแตกต่างจากการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันตรงที่วิธีดังกล่าวจะพุ่งเป้าหมายไปยังเซลล์เจ้าปัญหาโดยตรง ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเซลล์ปกติ และถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่กำลังศึกษาค้นคว้าเพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็งโดยที่สร้างความเสียหายให้กับร่างกายน้อยที่สุด เหมือนกับงานวิจัยเมื่อปีที่แล้ว ที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Georgia State University ได้ระบุว่าโปรตีน ProAgio อาจจะกระตุ้นกระบวนการอะพอพโทซิส (Apoptosis กระบวนการที่ร่างกายใช้ในการกำจัดเซลล์เก่า) ในเซลล์มะเร็งได้ และวิจัยก่อนหน้านี้ที่จะเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งได้รับน้ำตาลกลูโคส, การปิดกั้นโปรตีน MCL1 ซึ่งทำให้เซลล์มะเร็งสามารถต่อต้านกระบวนการอะพอพโทซิส

          จากการทดสอบกับมะเร็งหลาย ๆ ประเภท (เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งเลือด มะเร็งสมอง เป็นต้น) ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นบวก สามารถหยุดการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมระยะ 3 ที่ทนต่อการรักษาในหนูได้ ซึ่งทีมนักวิจัยจะศึกษาเพิ่มเติมว่าโปรตีนสามารถต่อสู้กับมะเร็งเต้านมในระยะ 3 และมะเร็งตับอ่อนได้อย่างไร เพื่อนำไปพัฒนายาต้านมะเร็ง

          เห็นข่าวงานวิจัยแบบนี้ก็หวังว่าในอนาคตจะสามารถผลิตยารักษาโรคมะเร็งออกมาได้นะ เอาแบบกินปุบหายปับเลย (ฮา) แต่ว่า...การที่มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วร่างกายและเบียดเบียนอวัยวะอื่น ๆ เนี่ย ก็เหมือนกับที่มนุษย์เราขยายพื้นที่อยู่อาศัยออกไปแล้วก็ทำลายสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ไปด้วยเลยนี่เนอะ


ที่มา: Sciencealert.com


วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560

ความเหงาส่งผลให้อาการป่วยแย่ลง


          เพื่อน ๆ ทราบหรือเปล่าว่าอาการป่วยสามารถรุนแรงขึ้นได้ในยามที่เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหงา จากการวิจัยที่ตีพิมพ์โดย American Psychological Association (APS) หรือสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกากล่าวว่าหากคนเหงาเป็นไข้หวัด จะมีอาการรุนแรงมากกว่าคนที่ไม่เหงา

          นักวิจัยศึกษาอาสาสมัคร 159 คน มีอายุตั้งแต่ 18 ถึง 55 ปี และเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ชาย ทุกคนได้รับการประเมินเพื่อสุขภาพทางด้านร่างกายและจิตใจ ก่อนจะให้อยู่ในห้องพักโรงแรมเป็นเวลา 5 วัน จากการศึกษานักวิจัยพบว่าผู้ที่รู้สึกเหงาไม่มีแนวโน้มที่จะป่วยมากกว่าผู้ที่ไม่รู้สึกเหงา แต่ในบรรดาผู้ที่ป่วยอยู่แล้ว (75 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่าง) คนที่เหงาจะรายงานอาการหวัดรุนแรงกว่า โดยที่จำนวนเพื่อนของอาสาสมัครไม่มีผลต่อความเจ็บป่วยที่พวกเขารู้สึก

          "การวิจัยชี้ให้เห็นว่าความเหงาทำให้คนที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและความเจ็บป่วยทางกาย" Angie LeRoy นักศึกษาบัณฑิตศึกษาด้านจิตวิทยาของ Rice University กล่าว "เรามองไปที่คุณภาพของความสัมพันธ์ของคนไม่ใช่ปริมาณ ถึงจะอยู่ในห้องที่มีผู้คนมากมายก็สามารถรู้สึกเหงาได้ ซึ่งการรับรู้เป็นเรื่องสำคัญในขณะที่เราไม่สบาย" .....ความเหงาที่ใจช่างส่งผลรุนแรงต่อร่างกายนัก (ฮา)

          ดอกเตอร์ Chris Fagundes ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Rice University ผู้ร่วมทำการศึกษากล่าวว่า "แพทย์ควรคำนึงถึงปัจจัยทางด้านจิตวิทยาในการวินิจฉัยโรค ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์เมื่อผู้คนล้มป่วย"


ที่มา: Apa.org