แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Research แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Research แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561

สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายเมื่อเรานอนไม่พอ


          หลังจากเขียนบทความด้านการเขียนโปรแกรมไปหลายบทความแล้ว บทความนี้ขอเปลี่ยนแนวมาพักสมอง (?) กับบทความด้านสุขภาพกันบ้าง ในปีที่แล้วผมได้เขียนบทความเรื่อง การอดนอนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน และ การนอนดึกตื่นสายในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นอันตรายต่อหัวใจ แต่ดูเหมือนว่าการนอนไม่เพียงพอจะสร้างปัญหาให้กับร่างกายของเรามากกว่านั้น จากงานวิจัยที่ศึกษาตัวอย่างเลือดพบว่าการนอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนติดต่อกัน 1 สัปดาห์ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับยีนส์มากกว่า 700 จุด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเป็นสาเหตุของโรคอ้วน โรคหัวใจและโรคเบาหวาน


          จาก Infographic แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายนอนหลับไม่เพียงพอ และผลกระทบจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากเรายังนอนไม่เพียงพอติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นหลังจากนอนไม่พอ 1 คืนประกอบด้วย

  • รู้สึกหิวและกินอาหารมากขึ้น: จากการศึกษาพบว่าการอดนอนทำให้เรารู้สึกอยากอาหารที่มีแคลอรี่สูง และมีแนวโน้มที่จะกินอาหารทำลายสุขภาพมากขึ้น
  • มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้น: การพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้เราซุ่มซ่ามมากขึ้น และความง่วงก็จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
  • หน้าโทรม: ผู้ที่นอนน้อยจะมีสเน่ห์ลดลง ดูเหน็ดเหนื่อยและเศร้าหมอง ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งส่งผลต่อผิว เช่น ก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า (หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า "ตีนกา" นั่นเอง)
  • เป็นหวัดได้ง่ายขึ้น: ประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันน้อยลง เมื่อแอนติบอดีที่ต่อสู้กับการติดเชื้อลดลงก็ส่งผลให้เราเป็นหวัดได้ง่ายขึ้น
  • เนื้อเยื่อสมองลดลง
  • อารมณ์มาเต็ม: การอดนอนส่งผลให้ศูนย์อารมณ์ของสมองมีการปฏิกิริยามากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ทำให้เราหัวร้อนได้ง่ายเนื่องจากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้นั่นเอง
  • สมาธิน้อยลงและมีปัญหาเกี่ยวกับหน่วยความจำ
และถ้ายังนอนไม่พอติดต่อกันไปเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งปรากฏอาการเหล่านี้

  • เสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง: วัยกลางคนและผู้สูงอายุที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนที่นอน 7-8 ชั่วโมงสูงถึง 4 เท่า
  • เสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน: การนอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนความอยากอาหาร ทำให้มีความอยากอาหารมากขึ้น นอกจากนี้การนอนดึกทำให้เราต้องผจญกับความหิวที่ชอบมาตอนมืด ๆ ของว่างยามดึกก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ้วนด้วย
  • เสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งบางชนิด: จากการศึกษาพบว่าผู้ที่นอนน้อยเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านม
  • เสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน: การนอนหลับน้อยเกินไปจะลดการตอบสนองของอินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน
  • เสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ: ผู้ที่นอนไม่เพียงพอเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจถึงร้อยละ 48 และมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้นถึงร้อยละ 15 นอกจากนี้ยังเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง คลอเรสเตอรอลอุดตันในหลอดเลือด ภาวะหัวใจล้มเหลวและหัวใจวาย
  • จำนวนอสุจิลดลง: จากการศึกษาวัยรุ่นหนุ่มในเดนมาร์กพบว่าคนที่นอนน้อยจะมีความเข้มข้นของอสุจิลดลง 29 เปอร์เซ็นต์ในน้ำอสุจิ
  • ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงขึ้น: ในการศึกษาชายและหญิง 1,741 คน พบว่าคนที่หลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากแม้ว่าจะตัดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และปัจจัยอื่น ๆ ออกไปแล้ว 
          นอกจากอาการเหล่านี้แล้ว การอดนอนยังเป็นการขัดขวางความสามารถในการสร้างความทรงจำใหม่ ๆ และยังนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของโปรตีนที่เป็นพิษในสมองที่เรียกว่า Beta-Amyloid ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย ซึ่งวิธีลดจำนวนเจ้าโปรตีนพิษนี้ก็คือการนอนให้เพียงพอนั่นเอง .....แต่นอนมากเกินไปก็ไม่ดีนะจ๊ะ 😁


ที่มา: Huffingtonpost.com


วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

การกลายพันธุ์ในมนุษย์ยุคโบราณอาจทำให้เราเป็นโรคข้ออักเสบ


          ในปัจจุบัน นักวิชาการค้นพบหลักฐานจากการวิเคราะห์หัวกะโหลกว่ามนุษย์สายพันธุ์โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปแอฟริกา หลังจากนั้นมนุษย์ก็เดินทางออกจากทวีปแอฟริกากระจายไปทั่วโลกจนกลายมาเป็นมนุษย์ยุคปัจจุบันที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ผิวพรรณ วัฒนธรรมประเพณี ฯลฯ

          เมื่อประมาณ 100,000 ปีก่อน บรรพบุรุษของเราที่เริ่มอพยพออกเดินทางจากทวีปแอฟริกาต้องพบเจอกับสภาพอากาศอันโหดร้าย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ายีนของมนุษย์ในยุคนั้นได้เกิดการกลายพันธุ์เพื่อช่วยให้บรรพบุรุษเรารอดพ้นจากโรคความเย็นกัด แต่ผลจากการกลายพันธุ์นั้นกลับเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะทำให้เราเป็นโรคข้ออักเสบ

          นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford และมหาวิทยาลัย Harvard พบว่ายีนที่เกิดการกลายพันธุ์คือยีน GDF5 ซึ่งเป็นยีนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของกระดูกและการสร้างข้อต่อ ผลลัพธ์ทำให้ความยาวของกระดูกลดลงและเพิ่มโอกาสเป็นโรคข้อเสื่อมถึงสองเท่า

          ในการเดินทางออกสู่โลกภายนอกนั้น กระดูกที่สั้นลงทำให้ร่างกายของบรรพบุรุษเรามีขนาดกระทัดรัดขึ้นซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการกระดูกหัก ลดการสูญเสียความร้อน และลดพื้นที่ผิวสัมผัสกับอากาศหนาวเย็น ถือเป็นประโยชน์มากกว่าโรคข้อเสื่อมซึ่งเป็นผลที่มาพร้อมกัน และเป็นไปตาม Allen's rule ที่กล่าวว่า "ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตอากาศหนาวเย็นจะมีแขนขาสั้นกว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตอบอุ่น"

          การกลายพันธุ์ของยีนคือการปรับตัวให้สามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย แม้จะมีผลเสียตามมาด้วย แต่ถ้าผลดีมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตมากกว่า การกลายพันธุ์นั้นก็จะถูกธรรมชาติคัดเลือกให้ส่งต่อไปยังลูกหลานสืบต่อไป


ที่มา: Sciencealert


วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน


          หนึ่งในกระแสนิยมตอนนี้คือกระแสรักสุขภาพ เห็นได้จากการจัดงานวิ่งที่มีทุกอาทิตย์ (สมัยก่อนก็พอมีบ้างแต่ไม่เยอะเท่าปัจจุบัน แถมยังไม่ต้องแย่งสมัครกับคนอื่นอีก เดี๋ยวนี้พอสมัครช้าหน่อยก็คนเต็มปิดรับสมัครไปซะแล้ว แถมค่าสมัครก็แพงขึ้นอีก) เพจที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ฯลฯ ซึ่งในการลดน้ำหนักและดูแลรักษาสุขภาพนั้นจำเป็นต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในระดับหนึ่ง ถ้าคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของร่างกายก็จะเข้าใจว่าให้กินไขมันน้อย ๆ พอร่างกายไม่มีไขมัน น้ำหนักก็จะลดลงเอง แต่จากงานวิจัยพบว่าการดื่มนมหรือโยเกิร์ตที่มีไขมันต่ำกลับเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

          ดอกเตอร์ Dariush Mozaffarian และทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์เลือดของคนที่มีอายุอยู่ในช่วง 30 - 75 ปี และใช้เวลาวิจัยถึง 15 ปี ค้นพบว่าผู้ที่รับประทานผลิตภัณฑ์จากนมที่มีระดับไขมันสูงจะมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่าผู้ที่บริโกคแต่อาหารที่มีไขมันต่ำถึง 46 เปอร์เซนต์

          การศึกษาพบว่าผู้ที่ลดปริมาณไขมันจากอาหารที่กินเข้าไปมักจะแทนที่ด้วยน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ส่งผลร้ายต่ออินซูลินและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังมีอีกงานวิจัยที่วิเคราะห์ผลกระทบของผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันสูงและไขมันต่ำต่อโรคอ้วน ซึ่งพบว่าผู้หญิงจำนวน 18,438 คนใน Women's Health Study ซึ่งบริโภคนมที่มีไขมันสูงลดความเสี่ยงที่จะมีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนได้ถึง 8 เปอร์เซนต์

          แม้ไม่ชัดเจนว่าไขมันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้ แต่คนที่กินผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันสูงจะมีแคลอรี่เพียงพอและจะไม่รู้สึกหิวจนต้องการแคลอรี่เพิ่มเติมจากของหวาน นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่าไขมันในนมอาจเพิ่มความสามารถในการย่อยสลายน้ำตาลจากอาหาร นอกจากนี้จุลินทรีย์จากชีสที่มีไขมันสูงอาจช่วยปรับระดับการตอบสนองต่ออินซูลินและลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

          อย่างไรก็ตาม ผลจากการวิจัยยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นและไม่ควรใช้เป็นแนวทางในการรับประทานอาหาร แต่เราควรรับประทานอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่พอดี


ที่มา: Time

การนอนดึกตื่นสายในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นอันตรายต่อหัวใจ


          เพื่อน ๆ เป็นกันหรือเปล่าครับ เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์เราก็จะออกไปลัลลายามค่ำคืน ลืมเรื่องการนอนตั้งแต่หัวค่ำซะ เพราะวันรุ่งขึ้นก็คือวันหยุดที่จะนอนตื่นสายแค่ไหนก็ได้ คิดว่าเพื่อน ๆ หลายคนก็น่าจะเป็นแบบนี้ ซึ่งก็ถือเป็นข่าวร้ายหน่อยที่มีงานวิจัยค้นพบว่าพฤติกรรมนอนดึกตื่นสายในช่วงวันหยุดแบบที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ

          ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนเรียกรูปแบบการนอนดึกตื่นสายเฉพาะช่วงวันหยุดว่า "Social Jet Lag" หรือก็คือการที่นาฬิกาในร่างกายไม่ตรงกับรูปแบบการนอนเป็นประจำอันเป็นผลมาจากกิจกรรมทางสังคม

          จากการสอบถามคนในช่วงอายุ 22 - 60 ปีประมาณ 1,000 คน เกี่ยวกับระยะเวลาการนอนในวันธรรมดากับวันหยุดสุดสัปดาห์และสุขภาพโดยรวม นักวิจัยพบว่ารูปแบบการนอนดังกล่าวเชื่อมโยงกับโรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะซึมเศร้า และปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ โดยเมื่อเราเลื่อนการนอนออกไปหนึ่งชั่วโมงจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 11 เปอร์เซ็นต์
 
          คุณ Sierra Forbush ผู้ช่วยวิจัยจากมหาวิทยาลัย University of Arizona กล่าวว่า Social Jet Lag ส่งผลให้มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ รู้สึกอ่อนล้า และอารมณ์ไม่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิจัยได้ยังได้พบว่า Social Jet Lag ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
 
          ด็อกเตอร์ Alon Avidan ผู้อำนวยการของ UCLA Sleep Disorders Center ให้ความเห็นจากงานวิจัยชิ้นนี้ว่าไม่ใช่แค่การนอนหลับที่มีความสำคัญต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องไปถึงการนอนให้ตรงตามเวลาในร่างกายอีกด้วย
 
 
ที่มา: Cbsnews
 
 

วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การผันแปรทางพันธุกรรมของเซลล์เม็ดเลือดแดงช่วยลดความเสี่ยงของโรคมาลาเรีย


          นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าการผันแปรทางพันธุกรรม (Gene Variant) ของเซลล์เม็ดเลือดแดงสามารถลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมาลาเรียได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าร่างกายของเรามีการวิวัฒนาการเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายแรงที่อยู่คู่กับเรามาเป็นพัน ๆ ปี

          โรคมาลาเรียเกิดจากเชื้อปรสิตโปรโตซัว (สัตว์เซลล์เดียว) ในสกุลพลาสโมเดียม (Plasmodium) ที่แพร่กระจายผ่านยุง ซึ่งโปรโตซัวในสกุลพลาสโมเดียมมีมากกว่า 100 ชนิด แต่เจ้าตัวที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรียมีอยู่ 5 ชนิดเท่านั้น และพลาสโมเดียมฟัลซิพารัม (Plasmodium Falciparum) ก็เป็นชนิดที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรียที่มีอาการรุนแรงที่สุด โดยปรสิตจะเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดแดงผ่านยีนส์ GYPA และ GYPB ที่อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง เพื่อสืบพันธุ์และทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้มีไข้สูง เหงื่อออก หนาว ปวดเมื่อยหรือถึงแก่ความตาย

          จาก ข้อมูลที่บันทึกโดย World Health Organization (WHO) พบว่า ในปี 2558 ทั่วโลกมีผู้ป่วยเป็นโรคมาลาเรียมากถึง 212 ล้านคน และกว่า 429,000 คนของผู้ป่วยเสียชีวิต โดยส่วนมากของผู้ที่เสียชีวิต (ประมาณ 303,000 คน) คือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงพอ

          นักวิจัยได้ศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมมากกว่า 12,000 คน และพบว่าคนที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดเรียงยีนส์ Glycophorin (GYP) บนโครโมโซมที่สี่ (หรือที่เรียกว่า DUP4) จะมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อมาลาเรียซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่จะติดโรคประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์

          แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าการผันแปรทางพันธุกรรมนี้ส่งผลให้ปรสิตเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดแดงยากขึ้นได้อย่างไร แต่งานวิจัยนี้ก็จะเป็นแนวทางในการศึกษาถึงวิธีที่ปรสิตเข้าไปภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงต่อไปในอนาคต

          มนุษย์เราอยู่ร่วมกับโรคมาลาเรียมาเป็นเวลานาน จึงไม่น่าแปลกใจที่เซลล์ของเราจะหาหนทางวิวัฒนาการตัวเองเพื่อป้องกันการจู่โจมจากโรคมาลาเรีย ซึ่งทางฝั่งโรคมาลาเรียเองก็คงจะหาวิธีใหม่ ๆ ที่จะเจาะการป้องกันของร่างกายเรา แต่อย่างไรก็ตามในสงครามครั้งนี้มนุษย์เราก็ดูจะได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากเรารู้จักกางมุ้งหรือจุดยากันยุงเพื่อป้องกันไม่ให้โดนยุงกัด เพียงเท่านี้ปรสิตน้อยก็จะไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายเราผ่านทางยุงได้แล้ว .....เอวังด้วยประการฉะนี้ เย้!


ที่มา: Sciencealert


นักวิทยาศาสตร์สร้างโฮโลแกรมที่บางที่สุดในโลก


          ดูเหมือนว่าความฝันที่เราจะได้ใช้งานโฮโลแกรมอย่างในภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ชื่อดังเรื่องต่าง ๆ ใกล้จะเป็นจริงแล้ว เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาโฮโลแกรมที่บางที่สุดในโลก ซึ่งบางกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 1,000 เท่า

          โฮโลแกรมเป็นภาพสามมิติที่สร้างขึ้นโดยการปฏิสัมพันธ์ของแสงเลเซอร์จากแหล่งกำเนิดแสง และมีความลึกมากกว่าภาพที่เกิดขึ้นจากเลนส์ โดยแสงจะต้องถูกจัดการให้สามารถสร้างภาพลวงตาของวัตถุสามมิติออกมาได้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้วัสดุที่ใช้ในการทำโฮโลแกรมก็มีความหนาพอ ๆ กับความยาวคลื่นของแสงที่ต้องจัดการ

          "โฮโลแกรมแบบเก่าที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์มีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่โฮโลแกรมบางเฉียบของเราสามารถแก้ไขปัญหาในด้านขนาดได้" คุณ Min Gu หัวหน้าทีมวิจัยจากสถาบัน Royal Melbourne Institute of Technology (RMIT) ในออสเตรเลียกล่าว

          เพื่อลดขนาดของโฮโลแกรมให้บางลง คุณ Gu และทีมจึงได้ใช้แผ่นฟิล์มบาง ๆ ของฉนวนโทโพโลจิคอล (Topological Insulator) ที่เรียกว่า Antimony Telluride (Sb2Te3) ในการสร้างโฮโลแกรมที่มีขนาด 25 นาโนเมตร ซึ่งเจ้าฉนวนโทโพโลจิคอลเป็นวัสดุควอนตัมที่มีคุณสมบัติพิเศษ นั่นคือมีดัชนีการหักเหของแสงต่ำที่พื้นผิว แต่ตรงกลางกลับมีดัชนีการหักเหของแสงสูง

          แผ่นฟิล์ม Antimony Telluride จะถูกยิงด้วยแสงเลเซอร์แบบเดียวกับที่ใช้ตอนเขียนข้อมูลลงแผ่นซีดี ซึ้งพื้นผิวที่หักเหแสงได้มากจะทำให้แสงกระเด็นไปรอบ ๆ ภายใน โดยแสงที่สะท้อนอยู่ภายในหลาย ๆ ครั้งจะทำให้เกิดเป็นภาพโฮโลแกรมสามมิติ และขั้นตอนต่อไปของงานวิจัยชิ้นนี้ก็คือการพัฒนาฟิล์มบางอย่างแข็งที่จะนำไปวางลงบนหน้าจอ LCD เพื่อแสดงภาพสามมิติ ซึ่งจำเป็นต้องลดขนาดพิกเซลลงไปอย่างน้อยอีกสิบเท่า


          เทคโนโลยีนาโนโฮโลแกรมนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้ระบบเลเซอร์แบบเดียวกับการเขียนข้อมูลลงแผ่นซีดีซึ่งรวดเร็วและไม่ซับซ้อน จึงเหมาะสมกับการนำไปใช้งานและง่ายต่อการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ด้วยขนาดที่บางกว่าเส้นผมก็จะทำให้ผู้ผลิตสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใส่ไว้ในสมาร์ทโฟนได้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นสมาร์ทโฟนแสดงผลเป็นภาพโฮโลแกรมในเร็ว ๆ นี้ก็เป็นได้


ที่มา: Sciencealert


วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การอดนอนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน


          การนอนหลับคือสภาวะที่ร่างกายตัดการรับรู้ต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งระหว่างที่นอนหลับอยู่ร่างกายจะไม่มีการเคลื่อนที่ ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอและปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกายอีกด้วย แต่การใช้ชีวิตในโลกสมัยใหม่ที่มีแต่การเร่งรีบทำให้เกิดความเครียดในด้านต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้คุณภาพของการนอนหลับลดลง

          จากงานวิจัยพบว่าการนอนน้อยส่งผลต่อเผาผลาญพลังงานทำให้เราเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน โดยการนอนไม่พอนั้นจะมีผลต่อความอยากอาหารและการออกกำลังกาย

          ด็อกเตอร์ Christian Benedict จากมหาวิทยาลัย Uppsala University ประเทศสวีเดนและกลุ่มของเขาได้ทำการศึกษาว่าการอดนอนมีผลต่อการเผาผลาญพลังงานอย่างไร โดยการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าการอดนอนจะไปเปลี่ยนแปลงสมดุลของฮอร์โมนตั้งแต่ฮอร์โมนที่ทำให้อิ่ม เช่น ฮอร์โมน GLP-1 (glucagon-like Peptide-1) ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ไปจนถึงฮอร์โมนที่ทำให้หิว เช่น ฮอร์โมน Ghrelin

          นอกจากนี้การอดนอนยังไปเพิ่มระดับของ Endocannabinoids ที่ส่งผลให้รู้สึกอยากอาหารมากขึ้น ลดการตอบสนองของอินซูลิน และรบกวนสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบเผาผลาญอาหาร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดดังที่ได้กล่าวมานั้นคือสาเหตุที่ทำให้เราเป็นโรคอ้วน ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคอ้วน เรามาพักผ่อนให้เพียงพอกันเถอะ (บอกตัวเอง ฮา)


ที่มา: Alphagalileo

แบคทีเรียในลำไส้สามารถสั่งสมองสัตว์ให้เลือกกินได้


          แบคทีเรียมีอยู่ทุกที่บนร่างกายของเรา มีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ถ้าลองนับจำนวนเซลล์ของแบคทีเรียในร่างกายแล้วจะพบว่ามีเซลล์แบคทีเรียมากถึง 100 ล้านล้านเซลล์เลยทีเดียว ในขณะที่มนุษย์เรามีจำนวนเซลล์เพียง 10 - 30 ล้านล้านเซลล์เท่านั้น ซึ่งแบคทีเรียจำนวนมากมายมหาศาลนั้นก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในร่างกายเราอย่างเปล่าประโยชน์ อย่างสำนวนที่ว่า "อยู่บ้านท่านอย่างนิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น" แบคทีเรียเองก็มีปฏิสัมพันธ์และก่อให้เกิดส่งผลกระทบต่อร่างกายในระดับที่สามารถทำให้เราป่วยได้เลยทีเดียว (เช่น ทำให้เราติดเชื้อ)

          นักประสาทวิทยาได้ค้นพบว่าแบคทีเรียในลำไส้สามารถสื่อสารกับกับสมองเพื่อควบคุมสัตว์ในการเลือกอาหารได้ โดยนักวิจัยระบุว่ามีแบคทีเรียสองชนิดที่มีผลต่อการตัดสินใจบริโภคอาหารของสัตว์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้นำโดยคุณ Carlos Ribeiro วิจัยร่วมกับเพื่อนร่วมงานจาก Champalimaud Centre for the Unknown ใน Lisbon ประเทศโปรตุเกสและมหาวิทยาลัย Monash University ประเทศออสเตรเลีย

          จากงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาแมลงหวี่ (Drosophila melanogaster) ทำให้นักวิจัยสามารถจำแนกปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของอาหารและจุลินทรีย์ซึ่งส่งผลต่อความต้องการอาหารของแมลงได้ โดยแมลงหวี่ที่ขาดกรดอะมิโนจะมีสืบพันธุ์น้อยลงและมีความต้องการอาหารจำพวกโปรตีนมากขึ้น

          นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้ทดสอบผลกระทบต่อการเลือกอาหารของแบคทีเรีย 5 ชนิดที่อยู่ในลำไส้ของแมลงหวี่ป่า แล้วพบว่ามีแบคทีเรียพิเศษสองชนิดที่สามารถลดความอยากอาหารจำพวกโปรตีนในแมลงหวี่ที่ขาดกรดอะมิโนได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะแบคทีเรียเหล่านี้ทำการเผาผลาญอาหารแล้วได้พลังงานคล้ายกับที่ได้จากการเผาผลาญโปรตีน สมองกับร่างกายจึงเข้าใจว่าได้รับโปรตีนเพียงพอแล้วเลยทำให้ลดความอยากอาหารจำพวกโปรตีนลง

          ผลจากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าแบคทีเรียในลำไส้มีผลต่อสมองในการเปลี่ยนแปลงอาหารที่สัตว์ต้องการจะกิน และเนื่องจากในแมลงหวี่มีแบคทีเรียหลัก ๆ อยู่ 5 สายพันธุ์ แต่ในมนุษย์มีแบคทีเรียอยู่หลายร้อยสายพันธุ์ ดังนั้นในร่างกายของมนุษย์เราก็อาจจะมีกลไกแบบเดียวกันด้วย


ที่มา: Neurosciencenews


วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ประโยชน์ของความเศร้า


          มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย แต่ในบรรดาอารมณ์ทั้งหมด ความรู้สึกเชิงลบกลับมีมากกว่าความรู้สึกเชิงบวกเสียอีก ซึ่งเราก็คงไม่ค่อยอยากจะรู้สึกถึงอารมณ์ด้านลบกันสักเท่าไหร่ งั้นทำไมอารมณ์เหล่านั้นถึงได้ผ่านการคัดเลือกให้อยู่คู่กับมนุษย์เราล่ะ ธรรมชาติจะคัดเลือกสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ดังนั้นความรู้สึกเชิงลบก็น่าจะมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตเหมือนกัน

          มีการค้นพบว่าอารมณ์ไม่ดีแบบชั่วคราวที่ไม่รุนแรงอาจเป็นประโยชน์ในการปรับตัวให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายในชีวิตประจำวัน หรือช่วยให้ตัวเองหลุดจากสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ (เมื่อเรารู้สึกเศร้าหรือมีอารมณ์ไม่ดี คนรอบข้างก็จะเป็นกังวลและมีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือเรา) นอกจากนี้ความเศร้าและความคิดถึงยังอาจเป็นแรงจูงใจให้ก้าวไปยังอนาคต หรือเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอีกด้วย

          จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า อารมณ์ในเชิงบวก (เช่น รู้สึกมีความสุข) เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่คุ้นเคยและปลอดภัย ซึ่งจะทำให้เราใส่ใจรายละเอียดน้อยลง ในทางตรงกันข้ามอารมณ์ในเชิงลบแบบไม่รุนแรงจะช่วยให้เรามีสมาธิในสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้น และยังมีประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • จำได้ดีขึ้น: อารมณ์ไม่ดีช่วยลดผลกระทบจากการรบกวนต่าง ๆ เช่น การหลุดจากประเด็น ข้อมูลที่ผิดพลาด ทำให้ผู้คนจดจำรายละเอียดได้ดีขึ้น
  • ตัดสินได้ถูกต้องมากขึ้น: อารมณ์ไม่ดีที่ไม่รุนแรงช่วยลดความอคติในตัวผู้คน ลดความกระปรี้กระเปร่า และเพิ่มความสงสัย ทำให้ตรวจจับการโกหกได้ดีขึ้น
  • มีแรงจูงใจ: เมื่อถูกขอให้ทำภารกิจยากลำบาก ผู้ที่อารมณ์ไม่ดีจะพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง
  • การสื่อสารดีขึ้น: การคิดที่ใส่ใจรายละเอียดจะช่วยปรับปรุงการสื่อสาร โดยคนที่มีอารมณ์เศร้าสามารถพูดให้ผู้อื่นเข้าใจข้อความประโยคที่คลุมเครือได้ดีขึ้น

          แม้ว่าความรู้สึกเศร้าหรืออารมณ์ที่ไม่ดีจะช่วยให้เราสามารถมุ่งความสนใจไปยังสถานการณ์ที่พบได้ดีขึ้น เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบและตอบสนองต่อสถานการณ์ให้มากขึ้น แต่อารมณ์ในด้านลบที่มากเกินไปก็ยังจะส่งผลเสียต่อร่างกายอีกด้วย เช่น ความเศร้าที่รุนแรงและยั่งยืนของสภาวะซึมเศร้าจะทำให้ร่างกายทรุดโทรม เป็นต้น



ที่มา: Sciencealert


วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราหยุดออกกำลังกายไป 2 สัปดาห์


          การกินอาหารที่ดีจะส่งเสริมให้เรามีสุขภาพที่ดี ดั่งเช่นคำกล่าวที่ว่า You are what you eat (เรากินอย่างไร เราก็เป็นอย่างนั้น) แต่ถ้าเราต้องการมีร่างกายที่แข็งแรงก็จำเป็นต้องออกกำลังกาย กลไกการสร้างให้ร่างกายแข็งแรง อันดับแรกเราต้องออกกำลังกายเพื่อทำลายกล้ามเนื้อก่อน พอเรานอนหลับ ร่างกายก็จะนำสารอาหารที่เรากินเข้าไปมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งร่างกายของเราฉลาด เพราะไม่ใช่แค่ซ่อมแซมให้กลับมาดีเหมือนเดิม แต่ยังเสริมสร้างให้แข็งแรงมากขึ้นกว่าเก่า

          คำถามสำคัญคือเราต้องออกกำลังกายบ่อยแค่ไหนถึงจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรง ซึ่งก็โชคร้ายหน่อยที่คำตอบคือตลอดชีวิตครับ เพราะจากงานวิจัยพบว่าเพียงแค่เราหยุดออกกำลังกายไปสองสัปดาห์ ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อและระบบเผาผลาญอาหารซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ

          ในการศึกษาของมหาวิทยาลัย University of Liverpool ที่เกี่ยวกับผลกระทบของคนที่หยุดออกกำลังกายสองสัปดาห์ นักวิจัยได้คัดเลือกผู้ชายและผู้หญิงจำนวน 28 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ​​ปี และไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่เดินประมาณ 10,000 ก้าวต่อวัน โดยผู้เข้าร่วมมีดัชนีมวลกายเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ซึ่งถือเป็นเส้นแบ่งระหว่างคนน้ำหนักปกติกับคนน้ำหนักเกิน

          นักวิจัยได้วัดมวลไขมัน, มวลกล้ามเนื้อ, ความสามารถในการผลิตพลังงานของไมโทคอนเดรีย และสมรรถภาพทางกาย จากนั้นก็ให้ผู้เข้าร่วมสวม Activity Trackers เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และให้ลดกิจกรรมประจำวันลงกว่า 80% (หรือประมาณ 1,500 ก้าวต่อวัน) โดยที่ยังให้กินอาหารเหมือนปกติ

          หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ก็วัดร่างกายผู้ทดสอบอีกครั้งแล้วพบว่าน้ำหนักของผู้ทดสอบเพิ่มขึ้น มวลกล้ามเนื้อลดลง มีไขมันเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะบริเวณช่องท้องซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ อีกเล็กน้อย เช่น วิ่งได้นานน้อยลง, การตอบสนองของอินซูลินลดลง (ทำให้นำพาน้ำตาลออกจากกระแสเลือดได้น้อยลง), มีไขมันสะสมในตับมากขึ้น และไตรกลีเซอไรด์ (ไขมันในเส้นเลือด) เพิ่มขึ้น

          แม้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเรายังคงดำเนินกิจกรรมแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้สะสมมากขึ้นและก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานประเภท 2 ตามมา นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงในร่างกายดังกล่าวเกิดขึ้นในวัยรุ่นที่มีสุขภาพแข็งแรง แล้วถ้าไปเกิดในผู้สูงวัยที่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงละ..... ผลที่ตามคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่

           หลังจากการศึกษา เมื่อผู้เข้าร่วมกลับไปทำกิจกรรมตามปกติหลัง สุขภาพร่างกายของพวกเขาก็กลับสู่ภาวะปกติภายใน 2 สัปดาห์ต่อมา แสดงให้เห็นว่าร่างกายของมนุษย์เรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อให้ร่างกายซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยเพียงหนึ่งเดียวของเรายังคงแข็งแรงต่อไป


ที่มา: Time


การเดิน 15,000 ก้าวต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ


          การเดินถือเป็นการออกกำลังกายอย่างง่ายที่สุดที่ทุกคนสามารถทำได้ทุกวัน ซึ่งทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่ถูกคิดค้นออกมาอำนวยความสะดวกทำให้เราก้าวเดินน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นบันไดเลื่อน ลิฟต์ ทางเดินเลื่อน ฯลฯ แต่จากการงานวิจัยพบว่าการเดิน 10,000 ก้าวต่อวันยังไม่เพียงพอ ต้องก้าวเดินมากถึง 15,000 ก้าวในหนึ่งวันถึงจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ

          นักวิจัยในสหราชอาณาจักรได้คัดเลือกพนักงานไปรษณีย์ชาวสกอตแลนด์จำนวน 111 คนที่มีการออกกำลังกายแตกต่างกัน บางคนทำงานนั่งโต๊ะในออฟฟิศ บางคนก็ออกไปเดินส่งจดหมาย โดยอาสาสมัครทุกคนจะได้รับการประเมินปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการวัดระดับน้ำตาลในเลือด, คอเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, ความดันโลหิต, รอบเอว และค่าดัชนีมวลกาย จากนั้นก็ให้ผู้เข้าร่วมสวมใส่ Activity Trackers ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 7 วัน

          ผลจากการศึกษาพบว่าพนักงานไปรษณีย์ที่นั่งอยู่กับโต๊ะตลอดทั้งวันส่วนใหญ่จะมีรอบเอวขนาดใหญ่, ไตรกลีเซอไรด์สูง (มีไขมันในเลือด) และ HDL (ไขมันดี) ต่ำ ในทางกลับกันพนักงานไปรษณีย์ที่ออกไปส่งจดหมายซึ่งใช้เวลาในการเดินมากจะมีขนาดรอบเอวเล็ก, ไตรกลีเซอไรด์น้อย และ HDL (ไขมันดี) สูง ซึ่งพนักงานที่เดิน 15,000 ก้าวต่อวัน (หรือเดินมากกว่า 7 ชั่วโมงในหนึ่งวัน) จะมีผลการตรวจที่ดีที่สุดคือมีการเผาผลาญเป็นปกติและไม่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

          ในอดีต มนุษย์เราถือว่าเป็นนักล่า (ถึงแม้จะอ่อนแอ แต่ก็รู้จักใช้อาวุธเป็นเขี้ยวเล็บ) ที่จะต้องก้าวเดินเป็นจำนวนมากในแต่ละวันเพื่อออกล่าสัตว์หรือเก็บของป่ามาทำเป็นอาหาร แต่พอวิถีชีวิตเปลี่ยนไป การเดิน 15,000 ก้าวต่อวันก็อาจจะทำได้ยากในชีวิตประจำวันของพนักงานบริษัทอย่างเรา ๆ ซึ่งเราก็ยังสามารถเพิ่มจำนวนก้าวเดินได้จากการลดการใช้บันไดเลื่อนหรือลิฟต์ (ในกรณีที่ไม่ต้องขึ้นชั้นสูง ๆ หน่ะนะ) หรือเดินออกไปกินอาหารกลางวันให้ไกลกว่าเดิม .....ขยับกายวันละนิด ชีวิตห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นะฮ้าฟ



ที่มา: Health


วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การกินขี้มูกดีต่อฟันและสุขภาพ


          บางครั้งเราจะเห็นเด็ก ๆ แคะขี้มูกออกมาแล้วก็กินมันเข้าไป (หรือแม้กระทั่งตัวเราในวัยเด็กเองก็อาจจะทำเช่นนั้นเหมือนกัน) ตอนนั้นเราคงจะรู้สึกว่า "อี๋ กินของสกปรกเข้าไปได้ไง คายออกมาเดี๋ยวนี้นะ" นั่นเป็นเพราะเราคิดว่าขี้มูกเป็นแหล่งที่อยู่ของแบคทีเรีย เลยทึกทักเอาว่าเป็นของสกปรก จริงอยู่ที่ขี้มูกเป็นแหล่งที่อยู่ของแบคทีเรีย แต่นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยหลายสถาบันรวมถึงมหาวิทยาลัย Harvard และมหาวิทยาลัย University of Saskatchewan ค้นพบว่าแบคทีเรียที่อยู่ในขี้มูกนั้นเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพของเรา

          จากงานวิจัยพบว่าขี้มูกสามารถช่วยไม่ให้แบคทีเรียเกาะติดตามฟัน ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินหายใจ แผลในกระเพาะอาหาร หรือแม้แต่เชื้อ HIV อีกด้วย นอกจากนี้คนที่แคะขี้มูกแบบแห้งมากินจะมีสุขภาพดี ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพราะจมูกเป็นตัวคัดกรองแบคทีเรียที่จะเข้าสู่ร่างกาย เมื่อแบคทีเรียจากขี้มูกที่กินเข้าไปลงไปถึงลำไส้ก็จะแสดงประสิทธิภาพคล้ายกับยา

          ปัจจุบันนักวิจัยกำลังค้นคว้ายาสีฟันและหมากฝรั่งที่มีส่วนประกอบที่สังเคราะห์มาจากขี้มูก เพื่อนำประโยชน์ของขี้มูกมาใช้ในทางทันตกรรม และในอนาคตอาจจะมีตัวยาที่ผลิตจากขี้มูกด้วยก็เป็นได้


ที่มา: Telegraph.co.uk


วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สมองจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อเราทำอะไรทีละอย่าง


          จากการวิจัยพบว่าสมองจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อเราจดจ่ออยู่ในงาน ๆ เดียว ซึ่งการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันจะลดประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้มากถึง 40% โดยนักวิจัยได้ทำการถ่ายภาพสมองแล้วพบว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเกินไปจะรบกวนการทำงานของสมอง

          สมองกลีบขมับส่วนหลัง (Posterior Temporal), กลีบสมองส่วนหน้า (Dorsomedial Prefrontal Cortex), เซรีเบลลัม (Cerebellum) และสมอง Precuneus ส่วนหลัง (Dorsal Precuneus) เป็นสมองส่วนสำคัญที่สุดในการรวบรวมเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ที่เรียงเป็นลำดับเข้าด้วยกัน ซึ่งพื้นที่สมองเหล่านี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเรากำลังจดจ่ออยู่กับงานหนึ่ง ๆ ตลอดเวลา

          นักวิจัยกล่าวว่าการทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กันจะทำให้สมาธิลดลงซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด และความเครียดก็จะเป็นอุปสรรคขัดขวางความคิดและความจำ นอกจากนี้สื่อสังคมออนไลน์ก็ยังเป็นสิ่งที่เพิ่มภาระให้กับสมองอีกด้วย


ที่มา: Medicalnewstoday.com


วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

นักวิจัยค้นพบตัวการที่ทำให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองชนิดร้ายแรง


          ปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากการจู่โจมของศัตรูภายนอก เช่น แบคทีเรีย เชื้อโรค หรือสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่เราน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้วคือเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของเรา เปรียบดั่งกับทหารที่ทำหน้าที่เป็นรั้วของชาติคอยปกป้องประชาชนและทำลายข้าศึกที่บุกรุกเข้ามาในประเทศ

          แม้ว่าระบบภูมิคุ้มกันจะช่วยให้ร่างกายของเราปลอดภัยจากสิ่งแปลกปลอม แต่ทุกอย่างในโลกล้วนไม่สมบูรณ์แบบ เพราะดันมีโรคร้ายโรคหนึ่งซึ่งทำให้ทหารที่คอยปกป้องประชาชนกลับหันปืนเข้าหาประชาชน บิดเบือนความคิดไม่ให้สามารถแยกแยะเซลล์ของตัวเองออกจากสิ่งแปลกปลอม จนหลงผิดเข้าจู่โจมทำร้ายเซลล์ของตนเอง ซึ่งโรคที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีตัวเองนี้ก็คือ "โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Disease)" หรือเรียกอีกอย่างว่า "โรคแพ้ภูมิตนเอง"

          "โรคแพ้ภูมิตนเอง" ถือเป็นกลุ่มโรค ซึ่งปัจจุบันพบว่าโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเองนั้นมีมากกว่า 100 ชนิด และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสาเหตุของโรคเกิดมาจากอะไร แต่นักวิจัยได้ค้นพบว่ามีโมเลกุลบางตัวในร่างกายสามารถก่อให้เกิดโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดหนึ่งได้ จากการศึกษาโรค Goodpasture syndrome ในหนูทดลอง ซึ่งโรค Goodpasture syndrome ถือเป็นหนึ่งในโรคแพ้ภูมิตนเอง โดยระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างภูมิคุ้มกันออกมาทำลายปอดและไตทั้งสองข้าง

          Human leukocyte antigen (HLA) เป็นไกลโคโปรตีนที่พบได้บนเซลล์เม็ดเลือดขาวมีส่วนช่วยระบบภูมิคุ้มกันในการระบุสิ่งแปลกปลอม โดยโมเลกุลของ HLA จะทำการจับแอนติเจนของสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคต่าง ๆ ทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงาน แต่มีบางโมเลกุลของ HLA ที่เรียกว่า HLA-DR1 และ HLA-DR15 ซึ่งเป็นส่วนนึงที่ทำให้เกิดโรคแพ้ภูมิตนเอง โดยโมเลกุล HLA-DR15 จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรค Goodpasture syndrome และเส้นโลหิตตีบ

          นักวิจัยได้นำหนูมาทดลองโดยการฉีดโมเลกุล HLA-DR1 หรือ HLA-DR15 ของคนเข้าไป และพบว่าหนูทดลองที่มีโมเลกุล HLA-DR15 ป่วยเป็นโรค Goodpasture syndrome ส่วนหนูที่มีโมเลกุล HLA-DR1 หรือมีทั้ง 2 โมเลกุลกลับไม่ได้ป่วย

          คุณ Richard Kitching หนึ่งในนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Monash University ประเทศออสเตรเลียกล่าวว่า "สำหรับผู้ป่วยโรค Goodpasture syndrome โมเลกุล HLA-DR15 จะสั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันจู่โจมเซลล์ของร่างกาย แต่ถ้าผู้ป่วยมีโมเลกุล HLA-DR1 ก็จะช่วยยับยั้งไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันจู่โจมเซลล์ของร่างกายได้"

          จากการศึกษาทำให้เรารู้ว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรค Goodpasture syndrome โมเลกุล HLA-DR15 จะถูกล้างสมองและสั่งการให้ทหาร (ระบบภูมิคุ้มกัน) ทำการจู่โจมประชาชน (เซลล์ร่างกาย) แต่โมเลกุล HLA-DR1 สามารถช่วยคานอำนาจและยับยั้งคำสั่งโจมตีได้ แต่ยังมีงานวิจัยอีกมากที่ต้องศึกษาเพื่อให้เข้าใจสาเหตุว่าทำไมระบบภูมิคุ้มกันถึงโจมตีร่างกายของตัวเอง ก่อนที่จะหาวิธีเพิ่มโมเลกุล HLA-DR1 ในร่างกายคน


ที่มา: Sciencealert.com


วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การอ่านหนังสืออาจทำให้เราเป็นคนจิตใจดีมากขึ้น


          ถ้าเพื่อน ๆ อยากเป็นคนมีจิตใจดี บางทีเพื่อน ๆ อาจจะต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านกันแล้วล่ะ เพราะจากการศึกษาพบว่าการอ่านหนังสือมีโอกาสทำให้เรารู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น

          มหาวิทยาลัย Kingston University ในลอนดอนทำการศึกษาคน 123 คน โดยการสอบถามความชื่นชอบว่าชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างหนังสือ โทรทัศน์ หรือละครเวที จากนั้นก็ทำการทดสอบทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น รวมไปถึงความมีน้ำใจอยากช่วยเหลือ ซึ่งผลปรากฏว่าผู้ชอบอ่านหนังสือมีแนวโน้มที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่า ส่วนผู้ที่ชอบดูโทรทัศน์จะไม่ค่อยเป็นมิตรและไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น นอกจากนี้ประเภทของหนังสือที่อ่านยังส่งผลต่อการแสดงออกอีกด้วย

          จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ชอบอ่านนิยายจะมีพฤติกรรมทางสังคมในเชิงบวกมากขึ้น หรือก็คือจะมองโลกในแง่บวก โดยผู้ที่อ่านหนังสือนิยายแนวดราม่าและแนวโรแมนติกจะมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากที่สุด ส่วนผู้ที่ชอบอ่านหนังสือแนวทดลองจะมีความสามารถในการมองภาพรวมที่แตกต่างออกไป หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีความคิดแหวกแนวแตกต่างจากผู้อื่น และผู้ที่ชอบอ่านหนังสือแนวตลกจะเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย

          นักวิจัยกล่าวว่า "การอ่านนิยายมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และนิยายกับหนังสือแนวตลกอาจจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเพิ่มความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น"

          แม้ว่าการศึกษานี้จะไม่ได้พิสูจน์ว่าการอ่านหนังสือส่งผลกระทบต่อความเห็นอกเห็นใจ บางทีคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่แล้วอาจจะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่การอ่านหนังสือก็เป็นการฝึกสมาธิซึ่งอาจจะทำให้เราจิตใจอ่อนโยนก็เป็นได้


ที่มา: Independent.co.uk


วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

นักวิจัยค้นพบหนอนที่สามารถกินพลาสติกได้!!


          ในปัจจุบันเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างก้าวไกลได้สร้างสรรค์สิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตของมนุษย์เราอย่างมากมาย หนึ่งในสิ่งของเหล่านั้นก็คือ "พลาสติก" แต่เพื่อน ๆ รู้หรือเปล่าว่าพลาสติกนั้นใช้เวลาเป็นร้อย ๆ ปีในการย่อยสลาย ถ้าอยากกำจัดอย่างรวดเร็วด้วยวิธีการเผา ก็จะก่อมลพิษทางอากาศและสาเหตุของภาวะโลกร้อน ซึ่งตอนนี้ที่ประเทศไทยเองก็ร้อนตับแตกอยู่แล้วก็เถอะ แต่ท่ามกลางความมืดมิดในการกำจัดพลาสติก ได้มีแสงเล็ก ๆ เปล่งประกายขึ้นมา เมื่อนักวิจัยได้ค้นพบสิ่งที่อาจเป็นกุญแจในการกำจัดพลาสติกหรือก็คือเจ้าหนอนน้อยตัวเล็ก ๆ นั่นเอง

          นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Institute of Biomedicine and Biotechnology of Cantabria (IBBTEC) ของสเปนและมหาวิทยาลัย Cambridge ของสหราชอาณาจักรได้ค้นพบว่าเจ้าหนอนน้อยตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืน Galleria mellonella มีความสามารถในการย่อยสลายโพลิเอธิลีนซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในถุงพลาสติก โดยเจ้าหนอนน้อยสามารถเจาะถุงพลาสติกเป็นรูได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าแบคทีเรียย่อยพลาสติกที่ค้นพบเมื่อเดือนมีนาคมของปีที่แล้ว

          เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าหนอนผีเสื้อสามารถย่อยสลายพลาสติกได้ นักวิทยาศาสตร์ได้ให้หนอนผีเสื้อกินถุงพลาสติกเข้าไปแล้วก็จัดการตัดฉับ (!) ผ่าหนอนออกมาดู (โหดชะมัด) แล้วก็พบว่าสายโพลิเมอร์ในพลาสติกถูกย่อยสลายไป จึงสรุปได้ว่าหนอนผีเสื้อสามารถย่อยพลาสติกได้จริง

          แต่เดี๋ยวก่อน ปัจจุบันนี้เราผลิตถุงพลาสติกออกมาประมาณ 80 ล้านตันทั่วโลก ครั้นจะเพาะพันธุ์ตัวหนอนให้มากินถุงพลาสติกก็คงจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก (ลองจินตนาการถึงหนอนน้อยเป็นล้าน ๆ ตัวเติบโตเป็นผีเสื้อบินว่อนทั่วโลกดูสิ ฮา) นักวิจัยจึงได้วางแผนค้นหาความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในหนอน ซึ่งความสามารถในการย่อยพลาสติกของหนอนอาจจะมาจากสารในน้ำลายหรือแบคทีเรียบางชนิดก็เป็นได้

          หวังว่านักวิทยาศาสตร์หัวใสของโลกจะสามารถไขปริศนาตัวต่อพันปี เอ๊ยไม่ใช่ ไขปริศนาตัวหนอนนี้ได้นะ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ลดขยะของโลกให้น้อยลง


ที่มา: Cnet.com


วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

อะโวคาโดช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด


          นักวิจัยทำการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของอะโวคาโดพบว่า อะโวคาโดอาจช่วยในรักษาโรคในกลุ่ม Metabolic Syndrome หรือก็คือกลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน, โรคหัวใจและโรคหลอดเลือด ได้แก่ โรคอ้วน, High-Density Lipoprotein (HDL) Cholesterol (หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าไขมันดี) ระดับต่ำ, ไขมันในเลือดสูง, น้ำตาลในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูง เป็นต้น ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ คนไหนมีความผิดปกติเหล่านี้สัก 3 ข้อก็ขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะคุณไม่ได้ไปต่อ เอ๊ยไม่ใช่ เพราะนั่นหมายถึงเพื่อน ๆ ได้เป็นโรคในกลุ่ม Metabolic Syndrome เรียบร้อยแล้ว

          วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันหรือรักษาโรคในกลุ่ม Metabolic Syndrome ก็คือการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต หรือพูดง่าย ๆ ก็คือกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งบทความนี้พูดถึงอะโวคาโดนั่นก็หมายถึงเจ้าผลไม้ตัวนี้สามารถช่วยลดความผิดปกติที่กล่าวมาแล้วได้นั่นเอง

          ในการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 67 คน โดย 30 คนมีสุขภาพที่แข็งแรงและอีก 37 คนมีภาวะไขมันในเลือดสูง หลังจากรับประทานอาหารเสริมที่สกัดจากอะโวคาโดเป็นเวลา 1 สัปดาห์พบว่าไขมันเลว (LDL-Cholesterol) และไขมันในเส้นเลือดของทั้งสองกลุ่มมีการลดลง จึงสรุปได้ว่าอะโวคาโดเป็นผลไม้มีผลต่อระดับไขมันดี (HDL-Cholesterol), ไขมันเลว (LDL-Cholesterol) และไขมันในเส้นเลือด

          จากการศึกษาหนึ่งพบว่าอะโวคาโดเป็นประโยชน์ในการลดน้ำหนัก โดยผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ถ้ากินอะโวคาโดวันละ 1 ลูกเป็นเวลา 6 สัปดาห์ น้ำหนักตัว, ดัชนีมวลกาย (BMI) และเปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกายจะลดลงอย่างมาก

          นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการกินอะโวคาโดเพื่อลดความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอะโวคาโดอาจช่วยลดการอุดตันหรือการแข็งของหลอดเลือดแดงได้

          สรุปว่าอะโวคาโดมีสรรพคุณที่ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด ลดระดับไขมันเลว เพิ่มระดับไขมันดี ลดเปอร์เซ็นต์ไขมัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมานั้นช่วยป้องกันความเสี่ยงของโรคในกลุ่ม Metabolic Syndrome ได้อย่างดีเลย .....ประโยชน์มากมายขนาดนี้ สงสัยต้องกินบ้างแล้วล่ะ


ที่มา: Medicalnewstoday.com


วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2560

นักประสาทวิทยาค้นพบว่าพื้นที่ "Hot Zone" ในสมองมีการทำงานในขณะที่เราฝัน


          เรามีความเชื่อกันว่าการนอนหลับคือการปิดการทำงานของสมองเพื่อพักผ่อน สมองจะไม่ทำอะไรเลยตอนที่เรานอนหลับ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะสมองไม่ได้มีการทำงานแบบกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องหยุดพักเมื่อเกิดอาการเมื่อยล้า สมองคนเราทำงานด้วยไฟฟ้าเคมี ซึ่งแม้กระทั่งเวลานอน สมองของเราก็ยังคงทำงานอยู่

          จากงานศึกษาล่าสุด นักประสาทวิทยาเรียกพื้นที่ของสมองส่วนหลังที่มีการทำงานในขณะที่เรากำลังฝันอยู่ว่า "Hot Zone" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความฝันของเราก็เกิดขึ้นนอกระยะ Rapid Eye Movement Sleep (หรือเรียกว่า REM Sleep กินระยะเวลาประมาณ 20 - 25 % ของเวลานอนทั้งหมด ซึ่งเป็นระยะที่มีการทำงานของสมองสูงมาก มีการกรอกลูกตา และเกิดความฝัน) ด้วย แม้ว่าเราจะจำความฝันไม่ได้ก็ตาม

          ในการศึกษาได้มีการทำการทดสอบ 3 ครั้งกับอาสาสมัครทั้งหมด 46 คน ซึ่งจะต้องติดขั้วไฟฟ้า 256 ชิ้นทั่วทั้งหนังศรีษะและบางส่วนของใบหน้าเพื่อวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง โดยอาสาสมัครจะถูกปลุกขึ้นมาตอบคำถามที่นักวิจัยถาม

          ในการทดสอบครั้งแรก อาสาสมัครที่หลับแล้วเกิดความฝันคืออาสาสมัครคนที่สมองในส่วน "Hot Zone" มีการทำงานไม่ว่าจะเป็นการนอนในระยะ Rapid Eye Movement หรือในระยะ Non Rapid Eye Movement (หรือเรียกว่า NREM Sleep เป็นระยะที่ร่างกายจะอยู่ในความเงียบสงบ กล้ามเนื้อคลายตัว การตอบสนองต่อสิ่งเร้าจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ) ก็ตาม แสดงให้เห็นว่าการจะเกิดความฝันนั้นขึ้นอยู่กับว่าสมองบริเวณ "Hot Zone" นี้มีการใช้งานอยู่หรือไม่ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับระยะของการนอน

          การทดสอบครั้งที่สอง ให้อาสาสมัครรายงานเนื้อหาในความฝัน โดยเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าสมองแสดงความถี่สูงในสมองบริเวณที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ทำอยู่ในความฝัน เช่น ความฝันที่เกี่ยวข้องกับการพูดก็จะไปกระตุ้นให้สมองบริเวณเวอร์นิเก (Wernicke's area) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับรู้ภาษาและความเข้าใจทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความฝันจะใช้งานสมองแบบเดียวกับตอนตื่น ดังนั้นความฝันจึงมีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในขณะที่กำลังตื่น

          การทดสอบครั้งที่สามจะทำการทดสอบสลับกัน โดยเป็นการทดสอบให้นักวิจัยทำนายว่าอาสาสมัครฝันหรือไม่ฝันโดยอาศัยผลจากการอ่านเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง ผลปรากฎว่านักวิจัยสามารถตอบได้ว่าอาสาสมัครฝันถูกถึง 91% และตอบว่าอาสาสมัครไม่ได้ฝันถูกถึง 81% จากจำนวนครั้งที่ตอบ

          จากการทดสอบทำให้เห็นว่าสมองของเรามีการทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลาเรานอน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการนอนจะไม่มีประโยชน์นะ เวลาเรานอน ร่างกายจะนำสารอาหารที่ได้รับมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพราะงั้น "ห้ามอดนอน" กันนะจ๊ะ


ที่มา: Wisc.edu


วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีทำให้เซลล์มะเร็งทำลายตัวเอง


          มะเร็ง หนึ่งในโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างมากมาย สาเหตุเกิดจากเซลล์เด็กดื้อที่ละเลยหน้าที่ของตัวเองแล้วเอาแต่แบ่งตัวกระจายไปรุกรานเซลล์อื่น ๆ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะรอบ ๆ จนในที่สุดก็นำความตายมาสู่ร่างกายที่มันอาศัยอยู่และตัวมันเอง ถือว่าเป็นโรคที่มีความอันตรายอย่างมาก แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบอีกวิธีที่จะใช้กำจัดเซลล์มะเร็งแล้ว

          ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University ในอิสราเอลพบว่าสารประกอบในเซลล์มะเร็งสามารถป้องกันไม่ให้โครโมโซมแยกตัวออกและหยุดยั้งการแบ่งเซลล์ได้ โดยใช้วิธีการปรับเปลี่ยนโปรตีนที่มีผลต่อโครงสร้างและเสถียรภาพภายในเนื้อเยื่อ ซึ่งจะยับยั้งการแพร่กระจายและทำให้เซลล์มะเร็งตาย

          กระบวนการที่ค้นพบใหม่นี้สามารถทำให้เซลล์มะเร็งฆ่าตัวเองได้ ซึ่งแตกต่างจากการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันตรงที่วิธีดังกล่าวจะพุ่งเป้าหมายไปยังเซลล์เจ้าปัญหาโดยตรง ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเซลล์ปกติ และถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่กำลังศึกษาค้นคว้าเพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็งโดยที่สร้างความเสียหายให้กับร่างกายน้อยที่สุด เหมือนกับงานวิจัยเมื่อปีที่แล้ว ที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Georgia State University ได้ระบุว่าโปรตีน ProAgio อาจจะกระตุ้นกระบวนการอะพอพโทซิส (Apoptosis กระบวนการที่ร่างกายใช้ในการกำจัดเซลล์เก่า) ในเซลล์มะเร็งได้ และวิจัยก่อนหน้านี้ที่จะเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งได้รับน้ำตาลกลูโคส, การปิดกั้นโปรตีน MCL1 ซึ่งทำให้เซลล์มะเร็งสามารถต่อต้านกระบวนการอะพอพโทซิส

          จากการทดสอบกับมะเร็งหลาย ๆ ประเภท (เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งเลือด มะเร็งสมอง เป็นต้น) ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นบวก สามารถหยุดการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมระยะ 3 ที่ทนต่อการรักษาในหนูได้ ซึ่งทีมนักวิจัยจะศึกษาเพิ่มเติมว่าโปรตีนสามารถต่อสู้กับมะเร็งเต้านมในระยะ 3 และมะเร็งตับอ่อนได้อย่างไร เพื่อนำไปพัฒนายาต้านมะเร็ง

          เห็นข่าวงานวิจัยแบบนี้ก็หวังว่าในอนาคตจะสามารถผลิตยารักษาโรคมะเร็งออกมาได้นะ เอาแบบกินปุบหายปับเลย (ฮา) แต่ว่า...การที่มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วร่างกายและเบียดเบียนอวัยวะอื่น ๆ เนี่ย ก็เหมือนกับที่มนุษย์เราขยายพื้นที่อยู่อาศัยออกไปแล้วก็ทำลายสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ไปด้วยเลยนี่เนอะ


ที่มา: Sciencealert.com


วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560

ความเหงาส่งผลให้อาการป่วยแย่ลง


          เพื่อน ๆ ทราบหรือเปล่าว่าอาการป่วยสามารถรุนแรงขึ้นได้ในยามที่เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหงา จากการวิจัยที่ตีพิมพ์โดย American Psychological Association (APS) หรือสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกากล่าวว่าหากคนเหงาเป็นไข้หวัด จะมีอาการรุนแรงมากกว่าคนที่ไม่เหงา

          นักวิจัยศึกษาอาสาสมัคร 159 คน มีอายุตั้งแต่ 18 ถึง 55 ปี และเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ชาย ทุกคนได้รับการประเมินเพื่อสุขภาพทางด้านร่างกายและจิตใจ ก่อนจะให้อยู่ในห้องพักโรงแรมเป็นเวลา 5 วัน จากการศึกษานักวิจัยพบว่าผู้ที่รู้สึกเหงาไม่มีแนวโน้มที่จะป่วยมากกว่าผู้ที่ไม่รู้สึกเหงา แต่ในบรรดาผู้ที่ป่วยอยู่แล้ว (75 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่าง) คนที่เหงาจะรายงานอาการหวัดรุนแรงกว่า โดยที่จำนวนเพื่อนของอาสาสมัครไม่มีผลต่อความเจ็บป่วยที่พวกเขารู้สึก

          "การวิจัยชี้ให้เห็นว่าความเหงาทำให้คนที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและความเจ็บป่วยทางกาย" Angie LeRoy นักศึกษาบัณฑิตศึกษาด้านจิตวิทยาของ Rice University กล่าว "เรามองไปที่คุณภาพของความสัมพันธ์ของคนไม่ใช่ปริมาณ ถึงจะอยู่ในห้องที่มีผู้คนมากมายก็สามารถรู้สึกเหงาได้ ซึ่งการรับรู้เป็นเรื่องสำคัญในขณะที่เราไม่สบาย" .....ความเหงาที่ใจช่างส่งผลรุนแรงต่อร่างกายนัก (ฮา)

          ดอกเตอร์ Chris Fagundes ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Rice University ผู้ร่วมทำการศึกษากล่าวว่า "แพทย์ควรคำนึงถึงปัจจัยทางด้านจิตวิทยาในการวินิจฉัยโรค ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์เมื่อผู้คนล้มป่วย"


ที่มา: Apa.org