แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Device แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Device แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สรุป Keynote ของงาน WWDC 2017 (Apple Special Event) ในวันที่ 5 มิถุนายน 2560


          หลังจากงาน Google I/O 2017 ที่จัดตั้งแต่วันที่ 17 - 19 พฤษภาคม 2560 (อ่านสรุปการเปิดตัวในงาน Google I/O 2017) ก็ถึงคราวที่คู่แข่งอย่าง Apple จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์บ้างแล้ว โดยทาง Apple ใช้ชื่องานว่า WWDC 2017 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 - 9 มิถุนายน 2560 (ถ้าตามเวลาของบ้านเราก็เริ่มคืนวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมานั่นเอง)

          เริ่มต้นด้วยการที่ CEO ของ Apple คุณ Tim Cook ขึ้นมากล่าวเปิดงานบนเวที ตามด้วยสถิติจำนวนนักฒนาที่พัฒนาแอปพลิเคชันของ Apple ที่มีมากถึง 16 ล้านคน หนึ่งในนั้นคือเด็กอายุสิบปีที่เริ่มเขียนโค้ดตอนอายุหกขวบ (ตอนนั้นตูทำอะไรอยู่ฟ่ะเนี่ย) ซึ่งปัจจุบันเด็กคนนี้มีแอปพลิเคชันอยู่ใน App Store มากถึงห้าแอปพลิเคชันเลย และนักพัฒนาอีกคนที่ถูกกล่าวถึงคือคุณยายวัย 82 ปี ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าอายุไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการพัฒนาแอปพลิเคชัน หลังจากฟังคุณ Tim Cook กล่าวเปิดตัวไปแล้ว เราก็มาดูกันว่าในงานนี้มีอะไรใหม่ ๆ มาแสดงบ้าง

tvOS



          Apple ประกาศว่า Apple TV รวมไปถึงแอปพลิเคชัน iOS TV บนอุปกรณ์พกพาจะรองรับ Amazon Prime Video

Apple Watch



          watchOS เดินทางมาถึงรุ่นที่ 4 แล้ว มีการเพิมฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากมาย เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงหน้าปัดของตัวนาฬิกาที่เรียกว่า Siri watch face ซึ่งเป็นการรวม Siri เข้าไปเพื่อแสดงข้อมูลตามเวลา, สถานที่, กิจกรรมในปฏิทิน และอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มตัวการ์ตูนจาก Toy Story ได้แก่ Woody, Jesse และ Buzz เข้าไปอีกด้วย

          ในส่วนของแอปพลิเคชัน Workout ได้มีการปรับการเคลื่อนไหวของ UI เพิ่มโหมดท้าทายและ การฝึกแบบ HIIT (High-Intensity Interval Training) ที่สำคัญยังสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องออกกำลังกายในฟิตเนสผ่านเทคโนโลยี NFC และแสดงค่าเผาผลาญพลังงานในการออกกำลังกายได้

          watchOS 4 ยังมีการอัปเดตแอปพลิเคชัน Music ซึ่งจะสร้างเพลย์ลิสต์ตามความชอบและประวัติการฟังของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ ยิ่งกว่านั้นเพลงจะเล่นเองเมื่อผู้ใช้เริ่มออกกำลังกาย โดย watchOS 4 สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เปิดให้นักพัฒนานำไปใช้แล้ว แต่รุ่นสำหรับบุคคลทั่วไปจะออกวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

macOS



          macOS รุ่นใหม่ได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมมาจากรุ่น Sierra ในปัจจุบันและเรียก macOS 10.13 ในชื่อใหม่ว่า High Sierra (เล่นแบบนี้เลยเร้อ!) ซึ่งเพิ่มความสามารถให้กับเว็บเบราว์เซอร์ประจำเครื่องอย่าง Safari ให้เป็นเบราว์เซอร์ที่เร็วที่สุด และสามารถการบล็อกการเล่นวิดีโอแบบอัตโนมัติในหน้าเว็บ รวมไปถึงป้องกันการติดตามที่จะบันทึกการท่องเว็บของผู้ใช้งาน


          แอปพลิเคชัน Mail เพิ่มฟีเจอร์ Split View ที่จะช่วยให้เราตอบกลับ mail ได้ง่ายขึ้น ในส่วนของแอปพลิเคชัน Photo ได้มีการแก้ไขแถบด้านข้างซึ่งจะช่วยในการค้นหารูปภาพ ปรับปรุงระบบการจดจำใบหน้า และซิงค์อัลบั้มผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ

          macOS รุ่นนี้จะใช้ Apple File System เป็นระบบจัดการไฟล์พื้นฐานซึ่งจะประกอบไปด้วย ระบบป้องกันความผิดพลาด, การเก็บเอกสารอย่างปลอดภัย, ความเสถียรของระบบ และการเข้ารหัสแบบเฉพาะตัว เป็นต้น ทางด้านวิดีโอได้มีการใช้ตัวเข้ารหัสวิดีโอใหม่ H.265/HVEC เป็นตัวพื้นฐาน ซึ่งจะรองรับวิดีโอที่มีความคมระดับ 4K นอกจากนี้ยังมีการเพิ่ม Metal 2 และ Metal for VR ซึ่งจะปรับปรุงคุณภาพในด้านกราฟิกให้ดียิ่งขึ้น และรองรับการใช้งานเทคโนโลยี VR อีกด้วย
          High Sierra สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เปิดให้ใช้งานแล้ว ส่วนเวอร์ชันเบต้าจะเปิดใช้งานในปลายเดือนมิถุนายน และเวอร์ชันสมบูรณ์จะเปิดใช้ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ โดย OS นี้จะใช้งานได้กับ Mac ทุกเครื่องที่สามารถใช้งานเวอร์ชัน Sierra ได้

iMac



          iMac รุ่นใหม่นี้จะใช้ Core processors รุ่นที่เจ็ดของ Intel หรือที่เรียกว่า "Kaby Lake" รองรับ RAM ขนาด 32GB (21.5 นิ้ว) หรือ 64GB (27 นิ้ว) มีพอร์ต USB-C สองพอร์ต ใช้ Intel Iris Plus graphics ที่เร็วกว่ารุ่นที่แล้วถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เราสามารถสนุกไปกับเทคโนโลยี VR ได้อย่างไม่กระตุก (สเปกเพิ่มเติมสามารถดูได้ ที่นี่) โดย iMac รุ่นจอ 21.5 นิ้วราคาเริ่มต้น $1,099, รุ่นจอ 21.5 นิ้วแบบ 4K ราคาเริ่มต้น $1,299 และรุ่นจอ 27 นิ้วราคาเริ่มต้น $1,799 ซึ่งทั้งหมดนี้พร้อมวางจำหน่ายแล้ว



MacBook และ MacBook Pro



          MacBook และ MacBook Pro จะใช้ Core processors รุ่นที่เจ็ดของ Intel (Kaby Lake) และ SSD ที่มีความเร็วในการเขียนข้อมูลเพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,299 และพร้อมวางจำหน่ายแล้ว

iMac Pro



          iMac ที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา มีจอภาพความคมชัดระดับ 5K (จะคมชัดบาดตาไปถึงไหนเนี่ย) โปรเซสเซอร์ซีออน 18 คอร์ (18-core Xeon processor) และกราฟิก AMD Radeon Vega ที่มี VRAM สูงสุด 16GB นอกจากนี้ยังมีหน่วยความจำ ECC ขนาด 128GB และที่เก็บข้อมูล SSD มากถึง 4TB ราคาเริ่มต้นที่ $4,999 (เกือบสองแสนบาท!!!) และจะเริ่มจำหน่ายในเดือนธันวาคม



iOS 11



          OS บนอุปกรณ์ iPhone ซึ่งพัฒนามาถึงเวอร์ชันที่ 11 โดยเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากมาย
  • iMessage: มีการปรับปรุงหน้าตาและรองรับการเก็บข้อความไว้ใน iCloud
  • Apple Pay: รองรับการใช้งานในรูปแบบข้อความ ผู้ใช้จะสามารถรับและส่งเงินผ่าน iMessage ได้
  • Siri: เพิ่มเสียงให้มากขึ้น, ปรับปรุงหน้าตาใหม่, แปลภาษาได้ ฉลาดขึ้นสามารถเรียนรู้ความต้องการและนำเสนอข้อมูลให้กับผู้ใช้ได้ดีขึ้น
  • Camera: เปลี่ยนการเข้ารหัสวิดีโอไปใช้ HEVC และรองรับ HDR ทำให้คุณภาพการถ่ายภาพดีขึ้น
  • Control Center: ออกแบบใหม่ให้การปรับแต่งทุกอย่างอยู่ในหน้าเดียวและรองรับ 3D Touch
  • Lock Screen: นำ Lock Screen และ Notification มารวมกัน ลดความยุ่งยากในการใช้งานลง
  • Photo: เพิ่มฟีเจอร์ฟิลเตอร์แต่งรูปใหม่ และสามารถทำ Loop Video ได้
  • Maps: เพิ่มแผนที่ในร่มเช่น ห้างสรรพสินค้าและสนามบิน เป็นต้น และเพิ่มฟีเจอร์แสดงเลนไกด์ในขณะที่ใช้นำทาง
  • CarPlay: ระบบจะเข้าสู่โหมด Do Not Disturb While Driving ในขณะที่ขับรถโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะไม่แสดงการแจ้งเตือน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน
  • HomeKit: เพิ่มระบบควบคุมลำโพงได้หลายตัว และ AirPlay 2
  • Apple Music: สามารถตั้งค่าเป็นสาธารณะเพื่อเปิดให้คนอื่นเข้ามาดูประวัติการฟังเพลงของเราได้ และเพิ่ม API ให้นักพัฒนาสามารถเชื่อมต่อกับ Apple Music ได้
  • App Store: ออกแบบใหม่ เพิ่มแท็ป (เช่น Today tab, Games tab, Apps tab เป็นต้น) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาแอปพลิเคชันได้ง่ายขึ้น
  • Augmented Reality: ARKit ช่วยให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับ AR ได้
นอกจากนี้ยังเพิ่มความสามารถอันหลากหลายให้กับ iPad เช่น เพิ่มฟีเจอร์ของ apps dock ใน iPad, เพิ่มฟีเจอร์ Split View ให้สามารถเปิดหลายแอปพลิเคชันได้พร้อมกัน, รองรับ Drag and drop ในการ copy ข้อมูล (ข้อความ, รูปภาพ) ไปมาระหว่างแอปพลิเคชัน, เพิ่มแอปพลิเคชัน Files ไว้จัดการข้อมูลใน iPad

          iOS 11 (เบต้า 1) สำหรับนักพัฒนาเปิดให้นักพัฒนาโหลดไปใช้งานแล้ว ส่วนรุ่นเบต้าจะปล่อยปลายเดือนนี้ และรุ่นสมบูรณ์แบบจะปล่อยช่วงเดือนกันยายนพร้อมกับเปิดตัว iPhone 8 และ iPhone 7s

iPad Pro



          Apple เปิดตัว iPad Pro รุ่นใหม่มีขนาด 10.5 นิ้ว (ที่จะมาแทนที่ iPad Pro 9.7 นิ้ว) พร้อมกับอุปกรณ์เสริม Smart Keyboard แป้นคีย์บอร์ดที่ช่วยทำให้เราสามารถพิมพ์ข้อความได้ง่ายขึ้น โดย iPad Pro รุ่นใหม่จะใช้เทคโนโลยี True Tone (เทคโนโลยีที่ทำให้หน้าจอสามารถปรับสภาพไปตามแสงในสภาพแวดล้อมของผู้ใช้), รองรับวิดีโอ HDR, มีฟีเจอร์ ProMotion ที่ปรับความถี่การกระพริบเป็น 120Hz ทำให้การเคลื่อนไหวดูลื่นขึ้น


          iPad Pro ใช้ชิพ CPU A10X 6 คอร์ส่งผลให้ความเร็วเพิ่มขึ้น 30% และ GPU 12 คอร์ทำให้ประมวลผลด้านกราฟิกได้เร็วขึ้นถึง 40% กล้องเดียวกับใน iPhone 7 ซึ่งประกอบด้วยกล้องหลัก 12 ล้านพิกเซลและกล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล ใช้พอร์ต USB-C ในการชาร์จ มีรุ่นหน่วยความจำ 64GB, 256GB และ 512 GB แต่ iOS ของ iPad Pro รุ่นนี้ยังเป็น iOS 10 อยู่ ซึ่งต้องรออับเดตเป็น iOS 11 เพื่อเพิ่มความสามารถต่าง ๆ ในหัวข้อ iOS 11



HomePod



          Apple เปิดตัว HomePod ลำโพงที่ให้เสียงคุณภาพสูงผสมผสานกับคุณสมบัติของ Siri กลายมาเป็นลำโพงอัจฉริยะขนาด 7 นิ้ว ใช้ชิพ A8 ของ Apple ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ส่งผลให้สามารถตรวจจับสภาพแวดล้อมและปรับการสร้างเสียงเพื่อกระจายเสียงไปยังรอบ ๆ ห้อง และด้วยพลังของ Siri ทำให้ลำโพงนี้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่บ้านอีกด้วย โดย HomePod จะมีราคา $349 (ในขณะที่ Amazon Echo มีราคา $180 และ Google Home มีราคา $129) และจะเริ่มขายในเดือนธันวาคม


          ตามความเห็นส่วนตัวคิดว่ายุคสมัยถัดจากนี้ไปน่าจะเป็นยุคสมัยของ AI แล้ว ซึ่งเห็นได้จากการที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AlphaGo ที่สามารถเอาชนะแชมป์โกะโลกได้ หรือการที่เอา AI มาทำงานแทนคน ซึ่งในงาน Google I/O ที่ผ่านมา ทาง Google พูดถึงทิศทางการพัฒนาว่าจะให้ความสำคัญกับ AI แล้วก็ได้จับปัญญาประดิษฐ์มาทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ของตัวเองหลาย ๆ ตัว ในทางกลับกัน Apple ยังไม่ค่อยพูดถึงเรื่องปัญญาประดิษฐ์สักเท่าไหร่ ซึ่งเราก็ต้องมารอดูกันต่อไปว่า Apple จะพัฒนา AI ออกมาสู้กับ Google หรือเปล่า .....เพื่อน ๆ สามารถดูวิดีโอการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ภายในงาน WWDC 2017 แบบเต็ม ๆ ได้จากลิงค์ที่มา


ที่มา: Apple Events


วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สรุป Keynote ของงาน Google I/O 2017 ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560


          จบไปแล้วนะครับสำหรับงานวันแรกของ Google I/O 2017 งานประชุมสำหรับนักพัฒนาประจำปีของ Google ที่จัดกัน 3 วันติด ตั้งแต่วันที่ 17 - 19 พฤษภาคม 2560 ขึ้นชื่อว่าเป็นงานที่เหล่านักพัฒนามาประชุมกันแบบนี้ แน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรม โดยภายในงานจะแบ่งเป็นห้อง ๆ ให้นักพัฒนาเข้าร่วมฟังหัวข้อการพัฒนาที่ตนเองสนใจ ซึ่งผมคงจะไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาสักเท่าไหร่ แต่จะสรุป Keynote หรือหัวข้อสำคัญของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ Google นำมาเปิดตัวในงานนี้


          เริ่มต้นด้วยคุณซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) CEO ของ Google ขึ้นมากล่าวเปิดงาน Google I/O 2017 บนเวที ตามด้วยตัวเลขสถิติผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ของ Google ซึ่งมีมากกว่า 1 พันล้านคน ผู้คนดูวิดีโอบน Youtube มากกว่า 1 พันล้านชั่วโมงต่อวัน มีการใช้งาน Google Maps ในการนำทางมากกว่า 1 พันล้านกิโลเมตรต่อวัน มีผู้ใช้งาน Google Drive มากกว่า 800 ล้านคนและมีไฟล์ในระบบมากกว่า 3 พันล้านไฟล์ มีผู้ใช้งาน Google Photos มากกว่า 500 ล้านคนและมีการอัพโหลดรูป 1.2 พันล้านรูปต่อวัน ส่วนอุปกรณ์แอนดรอยด์มีการใช้งานมากกว่า 2 พันล้านเครื่อง

          นอกจากนี้คุณพิชัยยังกล่าวว่า Google จะเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญมือถือเป็นอันดับแรกมาให้ความสำคัญด้านปัญญาประดิษฐ์ (Mobile first to AI first) ซึ่งจะมีการรวมปัญญาประดิษฐ์เข้าไปในผลิตภัณฑ์ของ Google เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน .....เอาล่ะ เรามาดูฟีเจอร์หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ Google นำมาเปิดตัวกัน

Smart Reply



          เนื่องจากการอ่านอีเมลในขณะที่เรากำลังเดินทางอยู่เป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าต้องการตอบอีเมลฉบับนั้นกลับทันทีเลยจะใช้เวลาค่อนข้างมาก ดังนั้น Google จึงจับเอา Machine Learning ไปใส่ใน Gmail ให้ช่วยแนะนำข้อความตอบกลับอย่างรวดเร็วเพื่อประหยัดเวลา โดยเมื่อเลือกข้อความแล้วเราสามารถส่งข้อความได้ทันทีหรือจะแก้ไขข้อความก่อนตอบกลับก็ได้ ซึ่งฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้บน Android และ iOS ในภาษาอังกฤษก่อน ภาษาสเปนจะเปิดให้ใช้บริการภายในไม่กี่สัปดาห์ ส่วนภาษาอื่น ๆ จะทยอยตามมาทีหลัง

Google Lens



          ด้วยการผนวกความฉลาดของ Google Assistant ลงไปในกล้องของสมาร์โฟน บังเกิดเป็นกล้องอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์และแสดงเนื้อหาของสิ่งที่ถูกกล้องเล็งอยู่ได้ เช่น เมื่อเล็งกล้องไปที่ดอกไม้ก็จะแสดงข้อมูลประเภทของดอกไม้ขึ้นมา หรือเมื่อเราเล็งกล้องไปยังร้านอาหารก็จะเห็นรีวิวของร้าน นอกจากนี้หากเราเล็งกล้องไปยังข้อมูลการล็อกอิน Wi-Fi สมาร์ทโฟนก็จะทำการเชื่อมต่อ Wifi ให้เองโดยอัตโนมัติ

          ฟีเจอร์นี้ถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถอีกขั้นให้กับกล้องสมาร์ทโฟน จากเดิมที่ Google Translate สามารถแปลข้อความได้เพียงแค่ยกกล้องไปส่องที่ข้อความ แต่เมื่อเพิ่ม Google Assistant ลงไปก็ไม่ใช่แค่ทำให้เราเห็นได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เราเข้าใจในสิ่งที่เห็นได้อีกด้วย

Cloud TPUs



          Machine Learning ได้พัฒนาเป็นอย่างมากในช่วงเวลาไม่กี่ปี ซึ่งเครือข่ายประสาทเทียมนี้ได้ช่วยปรับปรุงคุณภาพการแปลภาษาของ Google Translate ช่วยในการจัดอันดับผลการค้นหาของ Google Search และช่วยให้สามารถค้นหารูปภาพที่ต้องการได้ง่ายขึ้นด้วย Google Photos แต่เทคโนโลยีนี้จำเป็นต้องใช้การคำนวณจำนวนมหาศาลเพื่อฝึกแบบจำลองให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ Google จึงได้ออกแบบและสร้าง Tensor Processing Units (TPU) รุ่นที่สองเพื่อรองรับการคำนวณจำนวนมหาศาลนั้น

          TPU รุ่นที่สองนี้มีพลังประมวลผล 180 TFLOPS ซึ่งทาง Google ออกแบบระบบเป็นตู้  ดดยแต่ละตู้จะบรรจุ TPU ไว้ 64 ชุด รวมพลังประมวลผล 11.5 PFLOPS เพื่อช่วยให้ Machine Learning เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว .....อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Google.ai


          โครงการนี้ Google ได้พยายามนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ประโยชน์เพื่อทุกคน แต่การจะสร้าง AI นั้นค่อนข้างยาก Google จึงได้ออกแบบ AI ที่สามารถ "เรียนรู้ที่จะเรียนรู้ได้" และแนวทางนี้เรียกว่า AutoML ซึ่งมีแนวคิดว่า แทนที่จะใช้แรงงานมนุษย์ในการออกแบบโมเดล Machine Learning ใหม่ เปลี่ยนเป็นให้ Machine Learning ที่สร้างขึ้นแล้วทำหน้าที่ออกแบบแทน ซึ่งจะทำให้การสร้าง AI มีความยากน้อยลง

          ด้วยความก้าวหน้าของ AutoML สามารถใช้ในการดูแลสุขภาพ โดยสร้างเครื่องมือในการตรวจหาและศึกษาวิธีการทำงานของโรค เช่น ปรับปรุงวิธีการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม จัดลำดับดีเอ็นเอซึ่งจะทำให้นักวิจัยสามารถระบุตัวแปรทางพันธุกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หรือแม้แต่ทำนายคุณสมบัติของโมเลกุลใหม่ที่ใช้ในการค้นคว้ายา เป็นต้น

          นอกจากนี้ Google ยังได้นำ AI มาใช้ใน AutoDraw เว็บไซต์ช่วยวาดรูปที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนที่แล้ว (อ่านข่าวการเปิดตัวเว็บไซต์ AutoDraw) และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมายที่จะพูดถึงในหัวข้อถัดไป

Google Assistant



          Google เพิ่มความสามารถ Google Assistant ให้รองรับการสนทนาจากการพิมพ์ ทำให้เราสามารถพิมพ์สั่ง Google Assistant แทนได้ .....อ้าว ปกติก็สั่งการด้วยเสียงได้สะดวกสบายกว่าอยู่แล้วนี่นา จะทำให้พิมพ์สั่งได้ด้วยไปทำไม จริงอยู่ที่ฟังก์ชันนี้อาจจะไม่ล้ำสมัยสักเล็กน้อย แต่ก็เป็นประโยชน์เวลาเราใช้งาน Google Assistant ในที่สาธารณะ เราคงไม่อยากถูกคนอื่นมองเวลาคุยกับสมาร์ทโฟนใช่ม่ะ แถมยังเป็นฟังก์ชันที่ช่วยคนที่ออกสำเนียงภาษาอังกฤษไม่เก่งได้เป็นอย่างดี (ฮา)

          นอกจากนี้ Google ยังปล่อยแอปพลิเคชัน Google Assistant ให้ใช้งานบน iPhone แล้ว พร้อมทั้งเปิดชุดเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของ Google Assistant (Google Assistant SDK) ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถจับ Google Assistant มาใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์ของตนเองได้

Google Home



          สิ่งใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามาใน Google Home มีหลายอย่าง อันดับแรกก็คือ Google Assistant ซึ่งจะทำให้บ้านของเราฉลาดขึ้นอีกขั้น สามารถให้ข้อมูลได้ด้วยตัวเองโดยที่เราไม่ต้องร้องขอ เช่น ถ้ามีรถติดในเส้นทางที่เรากำลังจะไป Google Home ก็จะแจ้งเตือนให้อัตโนมัติ อันดับถัดไปก็คือความสามารถในการโทรออกหรือ Hands-Free Calling ซึ่งเราสามารถโทรออกไปหาใครก็ได้ (ในสหรัฐฯ) เพียงแค่ใช้เสียงออกคำสั่งกับ Google Home เท่านั้น ที่สำคัญคือฟรี!

          นอกจากนี้ยังมีบริการสตรีมเพลงจากเว็บให้เช่าเพลงเช่น Spotify และจะรองรับการสตรีมเพลงจากเว็บ Soundcloud และ Deezer , การสตรีมจากอุปกรณ์อื่นผ่าน Bluetooth หลังจากการอัปเดตในอนาคต และสิ่งสุดท้ายที่เพิ่มเข้ามาคือความสามารถในการเลือกอุปกรณ์แสดงผล ปกติ Google Home ไม่มีหน้าจอสำหรับแสดงผลอยู่แล้ว เวลาที่ผู้ใช้งานสั่งค้นหาเส้นทาง Google Home ก็จะส่งแผนที่เส้นทางไปแสดงผลในสมาร์ทโฟน

Google Photos



          Google Photos เองก็ไม่รอด ถูกจับเจ้า Google Assistant เข้าไปใช้งานด้วย เพิ่มฟีเจอร์ในการแชร์ขึ้นมาอีก 3 ฟีเจอร์ ฟีเจอร์แรกก็คือ Suggested Sharing ซึ่งจะใช้ Machine Learning ค้นหาใบหน้าในรูปจากนั้นก็จะเตือนให้เราแชร์รูปถ่ายกับคนที่ปรากฏอยู่ในรูปด้วย เช่น เมื่อเราถ่ายรูปกับแฟน Google Photos ก็จะแจ้งเตือนขึ้นมาให้เราแชร์รูปถ่ายให้แฟนเราด้วย


          ฟีเจอร์ที่สองคือ Shared libraries ที่จะช่วยให้เราสามารถตั้งค่าสมาร์ทโฟนเพื่อ Sync ภาพถ่ายไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ เช่น เราสามารถตั้งค่าสมาร์ทโฟนของเราให้ Sync ภาพถ่ายคู่กับแฟนไปยังสมาร์ทโฟนของแฟนได้โดยอัตโนมัติ เมื่อเราถ่ายรูปคู่ด้วยสมาร์ทโฟนของเรา รูปก็จะปรากฏในสมาร์ทโฟนของแฟนให้ทันที


          ฟีเจอร์ที่สามคือ Photo Books ที่จะใช้ Machine Learning ช่วยในการเลือกภาพต่าง ๆ มารวมเป็นอัลบั้มที่เราสามารถพิมพ์ออกมาเป็นหนังสืออัลบั้มภาพมีให้เลือกทั้งปกอ่อนและปกแข็ง ราคาเริ่มต้นที่ $9.99 หรือประมาณ 350 บาท และก็แน่นอนว่าตอนนี้ฟีเจอร์ดั่งกล่าวเปิดให้ใช้ในสหรัฐอเมริกาแล้ว ส่วนประเทศไทยไม่รู้จะได้ใช้ฟีเจอร์นี้เมื่อไหร่


          ในอนาคต ด้วยพลังแห่ง Machine Learning จะทำให้ Google Photos สามารถลบสิ่งไม่พึงประสงค์ในรูปออกไปได้โดยอัตโนมัติ

YouTube



          YouTube จะรองรับวิดีโอแบบ 360 องศาในแอปพลิเคชันบนสมาร์ททีวี ซึ่งสามารถใช้รีโมทในการควบคุมการหมุนวิดีโอ 360 องศาบนหน้าจอได้ และยังมีฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า Super Chat ซึ่งจะทำให้เราสามารถจ่ายเงินในขณะดูสตรีมสดบน YouTube ได้เลย โดยข้อความที่จ่ายเงินจะถูกเน้นให้โดดเด่นขึ้น ทำให้ผู้สตรีมสามารถเห็นข้อความดังกล่าวได้ง่าย ฟีเจอร์นี้ยังเป็นการสร้างรายให้กับผู้สตรีมอีกด้วย

Android


 

          ปัจจุบันนี้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ โทรทัศน์ รถยนต์ นาฬิกา โน้ตบุ๊ก ฯลฯ โดยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชันล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็คือ Android O ถึงแม้จะยังไม่ใช่ตัวเต็ม แต่ก็มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากมาย (ข่าวการเปิดตัว Android O)


          เริ่มกันที่ฟีเจอร์ Picture-in-Picture ในโหมดนี้เราจะสามารถย่อขนาดวิดีโอ (รวมไปถึงวิดีโอคอล) ลงไปไว้ที่มุมของหน้าจอ ทำให้เราใช้งานแอปพลิเคชันอื่นได้ในขณะที่กำลังเล่นวิดีโออยู่


          ฟีเจอร์ Notification Dots จะเป็นการแสดงจุดแจ้งเตือนบนไอคอนแอปพลิเคชัน ซึ่งจะบ่งบอกให้เรารู้ว่าแอปพลิเคชันไหนมีการแจ้งเตือนอะไรใหม่ ๆ บ้าง โดยเมือเราแตะค้างบนไอคอนแอปพลิเคชันที่มีจุดแจ้งเตือน เราก็จะเห็น

          ฟีเจอร์ Autofill with Google จะช่วยในการเติมข้อมูลให้อัตโนมัติ โดยเป็นข้อมูลที่ Sync มาจาก Google Chrome ซึ่งใครที่ใช้ Google Chrome ในการท่องเว็บอยู่แล้วจะรู้ถึงความสะดวกสบายของฟีเจอร์นี้เลย


          ฟีเจอร์ Smart Text Selection ที่ช่วยให้การเลือกคำทำได้ง่ายขึ้น โดย Machine Learning จะเรียนรู้คำและทำให้เราสามารถเลือกประโยคยาว ๆ ได้ตามความเหมาะสม เช่น เลือกข้อความที่อยู่ในการคลิกเพียงแค่ครั้งเดียว เป็นต้น นอกจากนี้ระบบยังฉลาดพอที่จะรู้ว่าข้อความที่เราเลือกอยู่เป็นอะไร ถ้าเป็นที่อยู่ก็จะมีตัวเลือกให้เปิดในแผนที่ หรือถ้าเป็นเบอร์โทรศัพท์ก็จะมีตัวเลือกให้โทรออก


          นอกจากจะเพิ่มลูกเล่นใหม่ให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกมากขึ้นแล้ว ยังมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้งานของ Android O ให้ดียิ่งขึ้น เช่น ความปลอดภัย อายุของแบตเตอรี่ เป็นต้น โดย Google เรียกการปรับปรุงในด้านประสิทธิภาพนี้ว่า Vitals นอกจากนี้เพื่อเป็นการเฝ้าระวังแอปพลิเคชันน่าสงสัย ทาง Google ยังได้สแกนแอปพลิเคชันที่ติดตั้งในเครื่องมากถึง 5 หมื่นล้านแอปพลิเคชันต่อวัน

          เพื่อเป็นการปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น Google เปิดตัว Google Play Protect ซึ่งเป็นตัวตรวจหาไวรัสที่จะคอยสแกนแอปพลิเคชันเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโค้ดที่น่าสงสัยหรือมีอันตราย นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบปฏิบัติการให้สามารถเปิดเครื่องและแอปพลิเคชันได้เร็วขึ้นถึง 2 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพให้แอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลังใช้ทรัพยากรและกินแบตเตอรี่น้อยลง

          ในด้านการพัฒนา Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ให้ Play Console Dashboards เพื่อที่จะวิเคราะห์แอปพลิเคชันของนักพัฒนาว่าใช้ทรัพยากรหรือกินแบตเตอรี่มากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ แล้วยังมีส่วนเสริมของ Android Studio ที่ช่วยแสดงประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันที่กำลังพัฒนา ว่าใช้หน่วยความจำเท่าไหร่ กินแบตเตอรี่มากแค่ไหน และสิ่งใหม่สุดท้ายที่เพิ่มเติมเข้ามาในด้านการพัฒนานั่นก็คือการประกาศรองรับภาษา Kotlin เป็นภาษาที่สองสำหรับการเขียนโปรแกรมนั่นเอง

Android Go


          Google เปิดตัวโครงการใหม่ที่เรียกว่า Android Go ซึ่งเป็นการปรับแอนดรอยด์ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์สเปคต่ำที่มีแรมน้อยกว่า 1 GB ไม่ว่าจะเป็นลดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยโหมดประหยัดดาต้าของ Google Chrome ซึ่งสามารถลดการใช้ดาต้าได้ 750 TB ต่อวัน ปรับปรุงบางแอปพลิเคชันให้กินทรัพยากรน้อยลง (ซึ่งนั่นหมายถึงคุณภาพของแอปพลิเคชันนั้นจะลดลงด้วย) รองรับหลายภาษา เพื่อทำให้สมาร์ทโฟนที่ใช้งาน Android Go มีราคาถูกจนทุกคนสามารถซื้อมาใช้งานได้

VR และ AR





          Google เปิดตัว Daydream เมื่อปีที่แล้วเพื่อนำเสนอประสบการณ์เสมือนจริงที่มีคุณภาพสูงเข้าสู่สมาร์ทโฟน ซึ่งในงานครั้งนี้ Google ประกาศเพิ่มชุดหูฟัง Daydream VR แบบสแตนด์อโลน ซึ่งสามารถทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สมาร์ทโฟนหรือเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งตอนนี้ Google กำลังทำงานร่วมกับ HTC Vive และ Lenovo เพื่อสร้างและเปิดตัวชุดหูฟังใหม่ในปลายปีนี้ โดยตัวแว่นใหม่จะมีเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหวได้อย่างละเอียดที่เรียกว่า WorldSense เพิ่มเข้ามา


          ในส่วนของ AR มีการเปิดตัว Visual Positioning Service (VPS) ที่ช่วยจับตำแหน่งภายในอาคารได้อย่างแม่นยำจากการจับภาพและลักษณะพื้นที่รอบ ๆ นอกจากนี้ Google ยังรวมเทคโนโลยี AR เข้าไปใน Google Expeditions (โครงการที่ใช้แว่น VR พาเด็ก ๆ ไปสำรวจและเรียนในสถานที่แปลกใหม่) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้

Google for Jobs


          Google for Jobs คือผลิตภัณฑ์ของ Google ที่จะช่วยค้นหางาน ตั้งแต่งานขายปลีกจนถึงตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งจะใช้ Machine Learning ในการกรองตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับผู้ใช้ รวมไปถึงความสะดวกในการเดินทาง สามารถค้นหาได้ทันทีในช่องค้นหาของ Google โดย Google for Jobs จะเปิดตัวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าและจะให้บริการในสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรกก่อน และจะทยอยให้บริการในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก


          ในปีนี้ Google ให้ความสำคัญกับ AI และได้นำ AI มาทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากมาย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน แต่นี่เป็นเพียงแค่ Keynote เท่านั้น ซึ่งผมจะทยอยนำเทคโนโลยีที่ Google พูดถึงในงาน Google I/O วันอื่น ๆ มาเขียนให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน แต่บทความอาจจะมาช้านิดนึงนะ แหะ ๆ


วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560

แอนดรอยด์กลายเป็นระบบปฎิบัติการยอดนิยมที่สุด


          จากข้อมูลส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกที่บันทึกโดยบริษัทด้านการจัดเก็บสถิติ Statcounter.com ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์กลายมาเป็นระบบปฎิบัติการที่มีผู้นิยมใช้งานมากที่สุด แซงหน้าระบบปฎิบัติการวินโดว์ไปแล้ว


          จากกราฟจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ใช้งานอุปกรณ์ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์เพิ่มขึ้นทุกปี สวนทางกับจำนวนผู้ใช้งานระบบปฎิบัติการวินโดว์ที่ค่อย ๆ ลดลง และเป็นครั้งแรกที่ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์เอาชนะระบบปฎิบัติการวินโดว์ได้ (แม้จะนิดหน่อยก็เถอะ ฮา) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้ที่สนใจใช้งาน mobile platform สูงขึ้นเรื่อย ๆ

          ถ้าเปรียบเทียบกับเดือนมีนาคมของเมื่อ 5 ปีก่อน ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์มีผู้ใช้งานเพียง 2.4% ในขณะที่ระบบปฎิบัติการวินโดว์มีผู้ใช้งานมากถึง 81.4% แต่ปัจจุบันสถานะการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้ใช้งานระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์เพิ่มขึ้นเป็น 37.93% ส่วนผู้ใช่งานระบบปฎิบัติการวินโดว์ลดลงเหลือ 37.91% ผู้คนหันมาใช้งานอุปกรณ์พกพากันมากขึ้น ส่งผลให้ระบบปฎิบัติการบนอุปกรณ์พกพาเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก โดยผู้ใช้งานส่วนใหญ่ของระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์จะอยู่ในพื้นที่แถบเอเชีย ส่วนพื้นที่แถบอเมริกาและยุโรปผู้คนจะนิยมใช้งานระบบปฎิบัติการวินโดว์มากกว่า


ที่มา: Statcounter.com


วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

Google ปล่อย Android O เวอร์ชั่นทดสอบสำหรับนักพัฒนาให้ลองโหลดไปเล่นแล้ว


          เมื่อคืนทาง Google ได้ปล่อย Android O เวอร์ชั่น DP1 (Developer Preview 1) ออกมาให้นักพัฒนาเอาไปทดสอบเล่นแล้ว ซึ่งเวอร์ชั่น DP1 นี้จะยังไม่เสถียรและอาจมีบั๊กจนไม่สามารถเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยตอนนี้ทาง Google ยังไม่เปิดเผยว่าเวอร์ชั่น O จะใช้ชื่อว่าอะไร แต่ก็มีใบ้ ๆ มาก่อนหน้านี้ว่าอาจจะใช้ชื่อว่า Oreo ก็ได้ (ตามข่าวนี้) ซึ่งก็ต้องรอดูรายละเอียดเพิ่มเติมในงาน Google I/O ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 17 - 19 พฤษภาคม 2560 อีกที

          เป็นเรื่องธรรมดาของการอัพเกรดเวอร์ชั่นใหม่ที่จะต้องมีลูกเล่นอะไรใหม่ ๆ เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งเจ้า Android O เวอร์ชั่น Developer Preview เองก็มีอะไรหลายอย่างที่เพิ่มเติมเข้ามา เช่น

Background limits: จำกัดการรับ broadcast, background service และ location update ของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ อ่านรายละเอียดเพิมเติ่มได้ ที่นี่ และ ที่นี่

Notification channels: เปิดให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการแจ้งเตือนและสามารถแบ่งการแจ้งเตือนเป็นหมวดหมู่ได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

Autofill APIs: อนุญาตให้ผู้ใช้เลือกแอปพลิเคชันที่จะให้เติมข้อมูลอัตโนมัติเพื่อให้ง่ายในการกรอกข้อมูล นอกจากนี้ฟีเจอร์ยังเปิดให้นักพัฒนาสามารถนำไปใช้งานได้อีกด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

PIP for handsets and new windowing features: โหมด Picture in Picture (PIP) คือโหมดการแบ่งหน้าจอแบบพิเศษทำให้ผู้ใช้สามารถเล่นวิดีโอในขณะที่สามารถทำอย่างอื่นร่วมไปด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

Font resources in XML: รองรับการใช้งาน font จาก XML layout ทำให้นักพัฒนาสามารถใส่ font ลงไปในแอปพลิเคชันได้ อ่านรายละเอียดเพิมเติ่ม

Adaptive icons: รองรับการแสดงไอคอนในรูปทรงต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ และไอคอนยังมีการเคลื่อนไหวตอบโต้เวลาเรียกใช้งาน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

Wide-gamut color for apps: แอปพลิเคชันสามารถแสดงสีได้ตามประสิทธิภาพของหน้าจอ เช่น แอปพลิเคชันจะแสดงผลแบบโคนสีกว้างถ้าหน้าจอรองรับการแสดงผลแบบโคนสีกว้าง

Connectivity: รองรับการส่งสัญญาณเสียงคุณภาพสูงผ่าน Bluetooth และเพิ่มฟีเจอร์ Wi-Fi Aware หรือ Neighbor Awareness Networking (NAN) เพื่อรองรับการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ด้วย Wi-Fi โดยไม่ต้องผ่าน Internet access point

Keyboard navigation: เพิ่ม "ลูกศร" และ "ปุ่มแท็บ" ลงในคีย์บอร์ด

AAudio API for Pro Audio: API ใหม่สำหรับส่งสัญญาณเสียงคุณภาพสูง-คลื่นรบกวนต่ำผ่านการสตรีม

WebView enhancements: WebView ใช้ multi-process แสดงผล content ทำให้มีความปลอดภัยสูงขึ้น รองรับการแครชและข้อผิดพลาด

Java 8 Language APIs and runtime optimizations: รองรับ Java Language APIs และปรับปรุง runtime ให้ทำงานเร็วขึ้นสองเท่า


          ตามแผนที่วางไว้ Android O จะเสร็จสมบูรณ์พร้อมปล่อยให้ทุกคนได้ลิ้มลองความอร่อยใน Q3 หรือไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ (ช่วงเดือน มิถุนายน ถึง สิงหาคม) ในตอนนี้อุปกรณ์ที่สามารถดาวน์โหลดขนมชิ้นนี้มาลองกินเล่นก่อน ได้แก่ Nexus 5X, Nexus 6P, Nexus Player (Android TV), Pixel, Pixel XL และ Pixel C ซึ่งเพื่อน ๆ ที่มีอุปกรณ์เหล่านี้สามารถดาวน์โหลดมาเล่นก่อนได้จาก Developer Android


ที่มา: Android Developers Blog


วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Google Assistant เตรียมลงในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์

          เมื่อพฤษภาคมปีที่แล้ว (2559) ทาง Google ได้ทำการเปิดตัวผู้ช่วยที่มีชื่อว่า Google Assistant ซึ่งเป็น AI ที่สามารถโต้ตอบกับเราได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นการคุยกัน 2 ทาง (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Google Assistant) โดยในตอนแรกเจ้า Assistant นั้นจะสิงอยู่ในแอปพลิเคชันรับ-ส่งข้อความของ Google ที่ชื่อว่า Google Allo , Google Home และ Pixel กับ Pixel XL สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของทาง Google (อ่านรายละเอียดสมาร์ทโฟนเพิ่มเติมที่ สรุปงาน Made by Google) และเนื่องจากจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งาน Google Assistant มีไม่เยอะจึงทำให้ยากที่จะเข้าถึง แต่แล้วทาง Google ก็ไม่ปล่อยให้เราต้องรอนาน ประกาศข่าวดีว่าจะนำ Google Assistant ไปใส่ไว้ในสมาร์ทโฟนที่ใช้งาน Android 7.0 Nougat และ Android 6.0 Marshmallow ตั้งแต่สัปดาห์นี้

          Google Assistant จะมาพร้อมกับการอัปเดต Google Play Services ของสมาร์ทโฟน (Android 7.0 และ Android 6.0) โดยอัตโนมัติ (Nexus 6 ในมือกำลังสั่น ลุ้นว่าจะมีอัปเดตให้ใช้งานเหมือนอย่างเครื่องชาวบ้านเขาหรือป่าว ฮา) และจะติดตั้งมาให้ในสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวใหม่ โดยจะเปิดให้ผู้ใช้ภาษาอังกฤษในสหรัฐฯ ใช้งานก่อน ต่อไปจึงเปิดให้ใช้งานในออสเตรเลีย, แคนาดา และสหราชอาณาจักร จากนั้นก็จะเป็นภาษาเยอรมัน และค่อย ๆ เพิ่มภาษาในปีถัดไป (คงจะไม่มีภาษาไทยล่ะมั้ง ฮา) ส่วนวิธีเรียกใช้ Assistant ก็ให้ทำการกดปุ่มโฮมค้าง หรือเรียก "OK Google" ก็จะสามารถใช้งานได้ทันที


          เป้าหมายของ Google คือการผลักดันให้ Google Assistant ไปสิงอยู่ในทุก ๆ ที่ที่คนต้องการ เช่น อุปกรณ์ Android Wear 2.0, โทรทัศน์ หรือรถยนต์เป็นต้น ซึ่งก็คล้าย ๆ กับการมี AI ผู้ช่วยอย่าง J.A.R.V.I.S. (Just A Rather Very Intelligent System ก็แค่ระบบอัจฉริยะโคตร ๆ ) อยู่ใกล้ ๆ ตัวนั่นเอง (ฮา)


ที่มา: Blog Google


วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Google ใบ้ชื่อแอนดรอยด์รุ่นถัดไป?


          เพื่อน ๆ คงพอจะทราบกันอยู่แล้วว่าแอนดรอยด์เวอร์ชั่นปัจจุบันนี้คือเวอร์ชั่น 7 หรือในอีกชื่อนึงว่า Android Nougat (ตังเม) ซึ่งความพิเศษอยู่ตรงที่ทาง Google ได้นำชื่อขนมหวานมาตั้งเป็นชื่อรุ่นของแอนดรอยด์โดยเรียงตามลำดับตัวอักษร และเริ่มประกาศใช้ชื่อขนมหวานตั้งแต่แอนดรอยด์ 1.5 โดยมีรุ่นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้



รูป Code name Version วันที่ปล่อยให้ใช้งาน
- - 1.0 23 กันยายน 2551
- - 1.1 9 กุมภาพันธ์ 2552
Cupcake 1.5 27 เมษายน 2552
Donut 1.6 15 กันยายน 2552
Eclair 2.0 - 2.1 26 ตุลาคม 2552
Froyo 2.2 20 พฤษภาคม 2553
Gingerbread 2.3 6 ธันวาคม 2553
Honeycomb 3.0 - 3.2 22 กุมภาพันธ์ 2554
Ice Cream Sandwich 4.0 18 ตุลาคม 2554
Jelly Bean 4.1 - 4.3 9 กรกฏาคม 2555
KitKat 4.4 31 ตุลาคม 2556
Lollipop 5.0 – 5.1 12 พฤศจิกายน 2557
Marshmallow 6.0 5 ตุลาคม 2558
Nougat 7.0 – 7.1 22 สิงหาคม 2559

          และตามหลักแล้ว แอนดรอยด์เวอร์ชั่นถัดไปก็จะเป็นขนมหวานที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร O ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทาง Google โดยคุณ Hiroshi Lockheimer (หัวหน้าทีม Android) ได้โพสภาพขนมหวาน 2 ภาพลงบนทวีตเตอร์ นั่นคือ
ภาพขนมหวาน Oreo ซึ่งเป็นขนมหวานที่มีอักษรขึ้นต้นคือตัว O และอีกภาพนึงก็คือ
ภาพขนมหวาน Pocky ซึ่งเป็นขนมหวานที่มีอักษรขึ้นต้นคือตัว P แถมยังมี #2018 ติดอยู่อีกด้วย

          งานนี้ไม่รู้ว่าทาง Google กำลังบอกใบ้ถึงชื่อของแอนดรอยด์รุ่นถัดไป หรือจะเป็นเพียงการสับขาหลอกของหัวหน้าทีม Android .....คำตอบคงต้องมารอลุ้นกันในงาน Google I/O ของปีนี้ ซึ่งเพื่อน ๆ ก็สามารถติดตามข่าวได้ที่บล็อกนี้เช่นเคยครับผม


วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Android Device มากกว่า 1 ล้านเครื่องติด Malware Gooligan


          ปัจจุบันนี้ (2 ธันวาคม 2559) ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์มีมากกว่าครึ่งของสมาร์ทโฟนทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งข้อมูลรายงานจากการวิจัยด้านความปลอดภัยพบว่าผู้ใช้งานบัญชี Google มากกว่า 1 ล้านบัญชีติดมัลแวร์ตัวนึงที่มีชื่อว่า Gooligan โดยสาเหตุมาจากการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ไม่น่าเชื่อถือบนสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์


          เมื่อผู้ใช้งานทำการดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันที่ติดมัลแวร์ Gooligan แล้ว มันจะส่งข้อมูลของสมาร์ทโฟนไปยัง server ของผู้โจมตี จากนั้นก็ทำการ root โทรศัพท์ทันที นอกจากนี้ Gooligan ยังขโมยข้อมูลยืนยันตัวตนบัญชี Google ของเหยื่อ ทำให้สามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้ เช่น Google Photo, Google Play, Google Drive เป็นต้น และเมื่อทำการ root เครื่องสำเร็จเจ้ามัลแวร์ตัวนี้ก็จะสามารถควบคุมสมาร์ทโฟนของเหยื่อได้อย่างสมบูรณ์ จากนั้นก็จะทำการติดตั้งแอปพลิเคชันที่มีโฆษณาลงบนโทรศัพท์โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว


          มัลแวร์ Gooligan ส่งผลกระทบต่อสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอย์เวอรชั่น 4 (Jelly Bean, KitKat) และ 5 (Lollipop) ซึ่งถือเป็น 73% ของสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ทั้งหมด โดย 57% อยู่ในโซนเอเชีย, 19% อยู่ในโซนอเมริกา, 15% อยู่ในโซนแอฟริกา และ 9% อยู่ในโซนยุโรป

          วิธีป้องกันมัลแวร์คือการไม่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบผู้ผลิตแอปพลิเคชัน ไม่คลิกลิงค์แปลก ๆ ทั้งจาก SMS และหน้าเว็บ ซึ่งทาง Google ได้จัดการกับมัลแวร์ตัวนี้โดยการลบแอปพลิเคชันที่มีมัลแวร์ออกจาก Google Play Store และออกแพทช์รักษาความปลอดภัยแล้ว แต่สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีสมาร์ทโฟนระดับกลางหรือระดับล่างซึ่งไม่มีการอัปเดตระบบและไม่แน่ใจว่าเครื่องของตัวเองติดมัลแวร์อยู่หรือไม่ สามารถตรวจสอบบัญชี Google ของเพื่อน ๆ ได้ที่ https://gooligan.checkpoint.com/. ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าบัญชีของเพื่อน ๆ ติดมัลแวร์ ขอแนะนำให้ทำการ Factory Reset หรือล้างข้อมูลทั้งหมดภายในเครื่อง และทำการเปลี่ยนพาสเวิร์ดใหม่


ที่มา: Checkpoint.com


วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Android ครองส่วนแบ่ง 88% ของตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก



          Strategy Analytics บริษัทวิจัยตลาดเผยไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 มีสมาร์ทโฟนที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Andriod ประมาณ 328.6 ล้านเครื่อง คิดเป็น 87.5% ของตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก โดยมีสมาร์ทโฟนที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ iOS ประมาณ 45.5 ล้านเครื่อง คิดเป็น 12.1% และมีสมาร์ทโฟนที่ใช้งานระบบปฏิบัติการอื่น ๆ อีก 1.3 ล้านเครื่อง คิดเป็น 0.3% ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วจะเห็นได้ว่าส่วนแบ่งการตลาดของ Android เติบโตขึ้น 10.3% ส่วนของ iOS ลดลง 5.2%

          ส่วนแบ่งการตลาดของสมาร์ทโฟนทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 6% จาก 354.2 ล้านเครื่องเพิ่มขึ้นเป็น 375.4 ล้านเครื่อง ซึ่งถือว่าอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนมีอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดใน 1 ปี