แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Space แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Space แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คลิปดาวเสาร์จากการโคจรรอบแรกของยาน Cassini


          หลังจากไม่ได้เขียนบทความหลายวัน (จริง ๆ ก็แค่ 4 วันเอง) ทำให้มีอะไรค้างให้เขียนหลายอย่างเลยทีเดียว ว่าแล้วเราก็มาต่อกันด้วยคลิปแอบถ่ายดาวเสาร์กันเลยดีกว่า

          คลิปดาวเสาร์จากยานแคสซินีที่ระดับความสูงเหนือเมฆประมาณ 72,400 กิโลเมตร ลดลงไปจนถึง 6,700 กิโลเมตร ใช้เวลาสังเกตการณ์ 1 ชั่วโมง ในขณะที่ยานอวกาศเริ่มจับภาพตั้งแต่ที่ขั้วโลกเหนือแล้วค่อย ๆ เคลื่อนที่ลงไปทางใต้ของดาวเสาร์


          ในตอนท้ายของคลิปเราจะเห็นได้ว่ายานแคสซินีได้หมุนตัวยานเพื่อใช้จานรองไปเป็นโล่ป้องกันอนุภาคในระหว่างการข้ามวงแหวนของดาวเสาร์ ซึ่งจากการ ค้นพบ The Big Empty ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวน ทำให้ทีมงานวางแผนจะปรับปรุงมุมมองกล้องของการโคจรในวันที่ 29 มิถุนายน 2560


ที่มา: Nasa.gov


ยาน Cassini พบพื้นที่ว่างเปล่า (The Big Empty) ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวน


          หลังจากไม่ได้เขียนบทความไปหลายวันเนื่องจากไม่ค่อยได้นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ (ไปวิ่งบ้าง ไปลัลลาในวันคล้ายวันเกิดบ้าง) วันนี้ขอกลับมาเขียนบทความอัปเดตสถานะการณ์ของยานแคสซินีสักเล็กน้อย ยานแคสซินีปฏิบัติภารกิจมา 20 ปีซึ่งใกล้จะสิ้นสุดอายุการใช้งานแล้ว ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็เหมือนกับคนทำงานที่ใกล้เกษียณ และก่อนจะหมดหน้าที่แล้วสังเวยตัวเองด้วยการโหม่งดาวเสาร์ ยานแคสซินีก็ต้องปฎิบัติภารกิจทิ้งท้ายให้โลกจดจำ (ฮา) ซึ่งเรียกว่า Grand Finale โดยการโคจรรอบดาวเสาร์ 22 รอบในระยะที่ไม่เคยมียานใดทำได้มาก่อน (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ยานแคสซินีเข้าสู่ช่วง Grand Finale)

          ในตอนที่ยานแคสซินีลอยผ่านเข้าไปยังวงแหวนชั้นใน นักวิทยาศาสตร์คาดว่าพื้นที่ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนอาจจะมีอนุภาคพุ่งเข้ามาปะทะกับตัวยานจนก่อให้เกิดความเสียหาย จึงได้ควบคุมยานแคสซินีให้หมุนจานรับสัญญาณขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เมตรมาเป็นโล่ป้องกันบังในทิศทางที่อาจจะมีอนุภาคพุ่งเข้าใส่ แต่ผลกลับไม่เป็นไปตามคาด

          เครื่องมือ RPWS (Radio and Plasma Wave Science) ของยานแคสซินีตรวจพบการพุ่งชนของอนุภาคนับร้อยในหนึ่งวินาทีเมื่อข้ามระนาบวงแหวนของดาวเสาร์ แต่พอเข้าไปโคจรระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนในวันที่ 26 เมษายน 2560 กลับตรวจพบการพุ่งชนเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งเครื่องมือ RPWS สามารถแปลงข้อมูลจากการตรวจพบให้ออกมาอยู่ในรูปแบบไฟล์เสียงได้


          ทีม RPWS คาดว่าจะได้ยินเสียงรอยแตกเป็นจำนวนมากเมื่อข้ามวงแหวนเข้าไปภายในช่องว่างระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวน แต่กลับได้ยินเสียงหวีดและเสียงแหลมแทน ทำให้นักวิทยาศาสตร์วงแหวนรู้สึกแปลกใจที่อาณาเขตว่าง ๆ ระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ว่างเปล่า (The Big Empty) ปราศจากฝุ่น ถ้าสภาพแวดล้อมมีฝุ่น ทีมงานจำเป็นต้องใช้เสาอากาศหลักที่เป็นจานรองของยานอวกาศเป็นโล่ในระหว่างการโคจร แต่จากการค้นพบนี้ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการและเวลาที่ใช้ในการสังเกตเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีกว่าเดิมได้


ที่มา: Nasa.gov


วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

Cassini ส่งภาพถ่ายดาวเสาร์กลับมาหลังจากเข้าสู่วงโคจรระยะใกล้


         หลังจาก ยานสำรวจดาวเสาร์แคสซินีเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของภารกิจ โดยการเปลี่ยนเส้นทางไปโคจรระหว่างดาวเสาร์กับวงแหวนเรียบร้อยแล้ว จานรับสัญญาณ Deep Space Network Goldstone Complex ของนาซาก็ได้รับสัญญาณจากยานแคสซินีในเวลา 23:56 น. ของวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา (ซึ่งตรงกับเวลา 13:56 ของวันที่ 27 เมษายนตามเวลาของบ้านเรา) และได้มีการส่งภาพถ่ายดาวเสาร์ในระยะใกล้ที่สุดกลับมายังโลก



          ในขณะที่ลอยผ่านเข้าไปในช่องว่างระหว่างดาวเสาร์และวงแหวน ยานแคสสินีอยู่ห่างจากเมฆชั้นบนของดาวเสาร์ประมาณ 3,000 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากขอบวงแหวนด้านในที่มองเห็นได้ด้วยตาประมาณ 300 กิโลเมตร ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมีความดันบรรยากาศเทียบเท่ากับความดันบรรยากาศที่ระดับน้ำทะเลของโลก

          ถึงผู้ควบคุมภารกิจมั่นใจว่ายานแคสซินีจะสามารถผ่านช่องว่างดังกล่าวได้สำเร็จ แต่พวกเขาก็ยังเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษกับการผ่านเข้าไปในวงโคจรระยะใกล้แบบที่ไม่เคยมียานอวกาศลำใดผ่านเข้าไปสำรวจมาก่อน

          ช่องว่างระหว่างวงแหวนกับชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์มีระยะห่างประมาณ 2,000 กิโลเมตร จากแบบจำลองที่ดีที่สุดแสดงให้เห็นว่า ถ้ามีอนุภาคของวงแหวนอยู่ในบริเวณที่ที่ยานแคสซินีจะบินผ่านเข้าไป แม้อนุภาคเหล่านั้นจะมีขนาดเล็กประมาณอนุภาคหมอกควัน แต่ถ้าหากมีอนุภาคพุ่งเข้าปะทะส่วนที่อ่อนไหวของยานอวกาศที่บินด้วยความเร็วประมาณ 124,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็สามารถทำให้ยานเสียหายได้

          เพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์อันเลวร้ายดังกล่าว ยานแคสซินีได้หมุนจานรับสัญญาณขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เมตรมาเป็นโล่ป้องกันบังในทิศทางที่อาจจะมีอนุภาคพุ่งเข้าใส่ ทำให้ไม่สามารถติดต่อกับยานในช่วงที่ยานบินผ่านเข้าไปในช่องว่างระหว่างวงแหวนกับดาวเสาร์ได้ โดยกว่า 20 ชั่วโมงที่ขาดการติดต่อ ยานอวกาศได้เก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์ในขณะเคลื่อนเข้าใกล้ดาวเสาร์ไว้ให้มากที่สุด ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูภาพของดาวเสาร์ในระยะประชิดได้ ที่นี่

          จริง ๆ ตั้งใจจะเขียนบทความนี้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่เพราะเมื่อวานผมไปร่วมวิ่งในงาน Singha Obstacle Run IX (สิงห์ เก่ง แกร่ง กล้า สนามที่ 9) ซึ่งเป็นงานวิ่งวิบาก ลงคลอง มุดฟาง ไต่เชือก ทำเอาเหนื่อยหมดแรงแล้วก็เลอะเต็มตัว แถมกว่าจะกลับบ้านก็ปาไป 4 ทุ่มเลยหมดแรงเขียนบทความ ตอนนี้ยังเมื่อยล้าอยู่เลย ฮะฮะ


ที่มา: Nasa.gov


วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

ภารกิจสุดท้ายก่อนจะปลดวาง!! Cassini เข้าสู่ช่วง Grand Finale แล้ว


          บทความนี้อาจจะมาช้าไปสักนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่มาเนอะ เนื่องจากยานอวกาศแคสซินีได้เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของภารกิจสำรวจดาวเสาร์ที่เรียกกันว่า Grand Finale ก่อนจะปลดระวางภารกิจแล้วก็พุ่งลงเข้าไปสัมผัสดาวเสาร์จนไหม้เป็นผุยผง ก่อนหน้าจะไปดูรายละเอียดเรามาทำความรู้จักกับยานอวกาศลำนี้กันก่อนดีกว่าเนอะ

          ยานอวกาศแคสซินีเป็นยานอวกาศร่วมระหว่างนาซากับองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การอวกาศอิตาลี (ASI) เพื่อศึกษาดาวเสาร์และดาวบริวาร มีกำหนดการปฏิบัติภารกิจนาน 20 ปี ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในปี 2540 ใช้เวลาเดินทางรอนแรมในห้วงอวกาศอันมืดมิดอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายนานถึง 7 ปี จนในที่สุดก็เข้าสู่วงโคจรของดาวเสาร์ในปี 2547 ตัวยานได้รับพลังงานโดยการเปลี่ยนความร้อนจากการสลายกัมมันตรังสีของพลูโตเนียมให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากยานแคสสินีทำให้เรารู้ว่าแต่ละบริเวณของดาวเสาร์ไม่ได้หมุนรอบตัวไปพร้อม ๆ กัน เนื่องจากบรรยากาศของดาวเสาร์มีพายุหมุนซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพายุเฮอร์ริเคนบนโลก


          หลังจากยานอวกาศแคสซินีได้โคจรรอบดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์เป็นครั้งสุดท้ายในเวลา 23:08 น. ของวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา (ซึ่งตรงกับช่วงบ่ายของวันที่ 22 เมษายนตามเวลาของบ้านเรา) ณ ความสูง 979 กิโลเมตรห่างจากพื้นผิวดวงจันทร์ ยานอวกาศแคสซินีก็ได้ส่งภาพถ่ายทะเลสาปที่มีไฮโดรคาร์บอนเป็นองค์ประกอบกลับมาที่โลก ก่อนจะเข้าสู่ช่วง Grand Finale ภารกิจสุดท้ายก่อนจะจบตำนานการเดินทางอันยาวนานถึง 20 ปี

Grand Finale


          Grand Finale ช่วงสุดท้ายของการปฏิบัติภารกิจคือการโคจรระหว่างวงแหวนกับดาวเสาร์จำนวน 22 รอบ ซึ่งจะกินระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน - 15 กันยายน 2560 ก็ประมาณ 5 เดือน การจะโคจรรอบดาวเสาร์ในระยะห่างดังกล่าวจำเป็นจะต้องใช้ความเร็วสูงเพียงพอ ถ้าเร็วเกินไปก็จะหลุดออกจากวงโคจรที่กำหนดไว้ แต่ถ้าช้าเกินไปก็โบกมือบ๊ายบายได้เลย เพราะยานจะถูกแรงดึงดูดของดาวเสาร์ดึงลงไปยังพื้นผิว ซึ่งยานจะอาศัยแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ไททันเหวี่ยงให้มีความเร็วมากถึง 860.5 เมตรต่อวินาทีเพื่อเปลี่ยนเส้นทางไปโคจรในระยะใกล้

          หลังจากเปลี่ยนเส้นทางไปโคจรรอบดาวเสาร์ในระยะใกล้แล้ว ยานแคสซินีจะทำการส่งข้อมูลภาพถ่ายดาวเสาร์ในระยะใกล้กลับมาให้เราได้ชมกันในวันที่ 27 เมษายน 2560 ซึ่งถือว่าเป็นภาพถ่ายในระยะใกล้ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจมา และในวันที่ 15 กันยายน 2560 ยานแคสซินีก็จะทำการลดความเร็วแล้วพุ่งตกลงไปบนดาวเสาร์เป็นการปิดฉากภารกิจสำรวจอันยาวนานถึง 20 ปี


           เหตุผลที่นาซาต้องส่งยานแคสซินีไปโหม่งดาวเสาร์ก็เพราะว่าเอนเซลาดัสดวงจันทร์ของดาวเสาร์มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต นาซาจึงมีโครงการจะส่งยานไปสำรวจว่าเอนเซลาดัสจะมีชีวิตอาศัยอยู่หรือเปล่า ถ้าเกิดปล่อยให้ยานแคสซินีที่ปลดระวางแล้วลอยเท้งเต้งอยู่แถวนั้นอาจจะลอยไปชนเข้ากับเอนเซลาดัส แล้วทำให้แบคทีเรีย, จุลินทรีย์, ไวรัส หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ติดมากับยานหลุดออกไปปนเปื้อนกับสภาพแวดล้อมบนเอนเซลาดัส พอส่งยานไปสำรวจแล้วเจอสิ่งมีชีวิต เจ้าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอาจจะเป็นพวกแบคทีเรียจากโลกของเราเองก็ได้ เพราะงั้นเลยต้องสั่งให้ยานแคสซินีโหม่งดาวเสาร์เพื่อให้ถูกทำลายจนไม่หลงเหลือซากปนเปื้อนอะไรอีก

          เพื่อน ๆ สามารถเช็คตำแหน่งล่าสุด, เวลาในการปฏิบัติภารกิจ และเวลาที่เหลืออยู่ของยานแคสซินีได้ ที่นี่


ที่มา: Nasa.gov


วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

ค้นพบ LHS 1140b ดาวเคราะห์นอกระบบที่อาจจะอยู่อาศัยได้


          ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคอันน่ามหัศจรรย์ที่เทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ก้าวกระโดดอย่างมากเมื่อเทียบกับสัก 20 ปีก่อนที่เรายังใช้โทรศัพท์ซิมเปี้ยนกันอยู่ นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่การจะค้นพบโลกที่สามารถอยู่อาศัยได้นั้นกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะไม่ใช่ดาวทุกดวงที่จะมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการดำรงชีวิต และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์หรือนักดาราศาสตร์รู้สึกตื่นเต้นเวลาค้นพบดวงดาวที่ "อาจจะ" อยู่อาศัยได้เช่นดาว LHS 1140b ดวงนี้

          ดาว LHS 1140b ถือเป็นดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายโลกหรือที่เรียกกันว่า "Super Earth" ซึ่งมีมวลมากกว่าโลกถึง 7 เท่า (โลกมีมวลประมาณ 5.98 x 1024 กิโลกรัม เพราะงั้นดาวดวงนี้ก็มีมวลประมาณ 41.86 x 1024 กิโลกรัม) แต่กลับมีขนาดมากกว่าโลกแค่ 1.4 เท่าเอง แสดงว่าดาวดวงนี้มีความหนาแน่นสูง และเป็นไปได้ว่าแกนกลางของดาวจะเป็นเหล็กหนาแน่น

          จุดที่น่าสนใจคือเจ้าดาว LHS 1140b เนี่ยโคจรอยู่ในเขตอาศัยได้รอบ ๆ ดาวฤกษ์แม่ที่เป็นดาวแคระแดงเรียกว่า LHS 1140 ซึ่งอยู่ในกลุ่มดาว Cetus (กลุ่มดาววาฬ) ห่างออกไปจากโลกประมาณ 40 ปีแสง .....ว่าแต่ 40 ปีแสงเนี่ย เป็นระยะทางที่ ค้นพบระบบดาว TRAPPIST-1 นี่นา หรือว่านี่จะเป็นระยะเหมาะสมสำหรับการตามหาดาวต้องสงสัยว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตล่ะเนี่ย (ฮา)..... อ้าว เผลอนอกเรื่อง กลับมาเรื่องเดิม ดาว LHS 1140b โคจรรอบดาวแม่ในระยะที่ใกล้มาก ใกล้มากกว่าระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ถึง 10 เท่าเลย ซึ่งในระยะนี้ความจริงจะต้องถูกดาวฤกษ์แผดเผาทั้งชั้นบรรยากาศและน้ำไปหมดแล้ว แต่เป็นเพราะดาวฤกษ์มีขนาดเล็กและเย็นกว่าดวงอาทิตย์ จึงทำให้ดาว LHS 1140b ได้รับแสงจากดาวฤกษ์เพียงแค่ครึ่งเดียวของที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์

          จากการตรวจสอบทำให้คาดการณ์ว่าดาวเคราะห์นอกระบบดวงนี้น่าจะมีอายุราว ๆ 5 พันล้านปี โดยในอดีตที่ดาวฤกษ์ยังอายุน้อยอาจจะมีความแปรปรวนมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เช่น มีการระเบิดพายุสุริยะที่ทำลายชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งทีมนักวิจัยคาดหวังว่าดาวเคราะห์จะสามารถเก็บรักษาชั้นบรรยากาศเอาไว้ได้ และจะใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลและกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ที่จะเริ่มใช้งานในปีพ.ศ. 2567 ของ ESO ในการศึกษาดาวเคราะห์ต่อไป

          หวังว่าอีกไม่นานจะมีข่าวของดาวเคราะห์ดวงนี้ออกมาอีกนะ แต่ไม่อยากให้เป็นข่าวแบบเดียวกับ ข่าวร้ายของระบบดาว TRAPPIST-1 เลย


ที่มา: Sciencealert.com


วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

ดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 โคจรผ่านโลก


          เมื่อวันที่ 19 - 20 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา ในอวกาศอันกว้างใหญ่เหนือโลกของเราเกิดปรากฏการณ์ดาวเคราะห์น้อยโคจรผ่านโลกเราในระยะใกล้ แต่เพื่อน ๆ ไม่ต้องห่วงว่ามันจะพุ่งเข้าชนโลกหรอก เพราะถ้ามันจะชนโลกจริง ป่านนี้คงไม่มีบทความนี้แล้วมั้ง (ฮา)


          ดาวเคราะห์น้อยที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่า 2014 JO25 นี้ถูกค้นพบครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมปี 2014 โดยนักดาราศาสตร์จากโครงการสังเกตการณ์วัตถุใกล้โลกที่นาซ่าร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแอริโซนาจัดตั้งขึ้น ซึ่งเจ้าดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดประมาณ 620 เมตรนี่ได้โคจรผ่านโลกเราไปด้วยระยะห่าง 1.8 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 4.6 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ ถือเป็นวัตถุที่โคจรเข้ามาใกล้โลกที่สุดในรอบ 400 ปี และคาดว่ามันจะโคจรเข้ามาใกล้โลกในอีก 500 ปีข้างหน้า


          จานรับดาวเทียมขนาด 70 เมตรของนาซาจับภาพดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 ได้ (เมื่อนำภาพที่จับได้มาทำให้เคลื่อนไหวก็จะได้ตามคลิปข้างบนเนี่ยแหละ) ซึ่งภาพแสดงดาวเคราะห์น้อยที่มีลักษณะคล้ายถั่วลิสงหมุนรอบทุก ๆ 5 ชั่วโมง โดยภาพมีความละเอียดสูงถึง 7.5 เมตรต่อพิกเซล

          ถ้าในอีก 500 ปีข้างหน้าเจ้า 2014 JO25 โคจรมาทับเส้นทางของโลกละก็..... ไม่อยากจะคิดเล้ยยย แต่ก็นะ อีกตั้ง 500 ปีข้างหน้าแน่ะ ถึงตอนนั้นถ้ามนุษย์ไม่สูญพันธุ์ไปซะก่อนก็คงจะมีเทคโนโลยีที่สามารถป้องกันได้แล้วมั้ง ไม่ก็สร้างกันดั้ม ขับขึ้นไปทำลายก่อนที่มันจะมาชนโลก (ฮา)


ที่มา: Sciencealert.com , Nasa.gov


วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2560

นาซาเผยข้อมูลที่ค้นพบได้จากมหาสมุทรอีกสองแห่งนอกโลก


          เมื่อวันที่ 14 เมษาที่ผ่านมา (14 เมษายน 2560) นาซาได้แถลงข่าวรายละเอียดข้อมูลที่ค้นพบได้จากมหาสมุทรนอกโลก .....เพื่อน ๆ อ่านไม่ผิดหรอกครับ มหาสมุทรนอกโลกจริง ๆ เป็นมหาสมุทรที่อยู่ในระบบสุริยะของเรานี่แหละ นั่นก็คือ เอนเซลาดัส (Enceladus) ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ และยูโรปา (Europa) ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี ซึ่งจากข้อมูลที่ค้นพบทำให้เจ้าดาวทั้งสองดวงนี้มีโอกาสที่จะเจอสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ (ข่าวที่แล้ว ๆ มาก็เหมือนจะเป็นแบบนี้ แต่ก็นั่นแหละ มนุษย์เรายังคงไม่หยุดที่จะหาคำตอบของปริศนาที่ว่า "มีเราอยู่เพียงลำพังในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้หรือเปล่า" ล่ะนะ ฮะฮะ) โดยสิ่งมีชีวิตที่คาดว่าจะเจอนั้นไม่ได้มีรูปร่างเหมือนคนเรา แต่จะอยู่ในรูปแบบจำพวกแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์มากกว่า

เอนเซลาดัส



          ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 504 กิโลเมตร มีน้ำในสถานะของเหลวข้างใต้แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมผิวดาว บริเวณขั้วใต้ของดาวยังมีภูเขาไฟน้ำแข็งพ่นน้ำแข็งขนาดเล็กขึ้นสู่ท้องฟ้าซึ่งน้ำแข็งบางส่วนก็ตกกลับสู่พื้นผิวดวงจันทร์ และบางส่วนก็กระจายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงแหวนดาวเสาร์


          ข้อมูลจากยานแคสซีนี (Cassini) ที่ปฏิบัติภารกิจสำรวจดาวเสาร์มานานกว่า 20 ปี (และจะสิ้นสุดภารกิจในวันที่ 15 กันยายน 2560 นี้) ระบุว่ามีแก๊สไฮโดรเจนจำนวนมากไหลออกมาสู่มหาสมุทรใต้ผิวดวงจันทร์จากการระบายความร้อนใต้ก้นมหาสมุทร โดยยานพบแก๊สไฮโดรเจนในก๊าซและก้อนน้ำแข็งที่พ่นออกมาจากดวงจันทร์ ด้วยการใช้อุปกรณ์วัดสเปกตรัมมวลและไอออน (Ion and Neutral Mass Spectrometer หรือเรียกย่อ ๆ ว่า INMS) ดักจับก๊าซเข้าไปตรวจวัดหาองค์ประกอบ จากวิธีนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่าเกือบ 98% ของก๊าซคือน้ำ ประมาณ 1% คือไฮโดรเจน และที่เหลือคือส่วนผสมของโมเลกุลอื่น ๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทนและแอมโมเนีย


          องค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิต ได้แก่ น้ำในสถานะของเหลว (ใช้เป็นตัวทำละลาย), แหล่งพลังงานสำหรับการเผาผลาญอาหาร และสารเคมีที่เหมาะสม (ได้แก่ คาร์บอน, ไฮโดรเจน, ไนโตรเจน, ออกซิเจน, ฟอสฟอรัสและกำมะถัน) แม้ว่ายานแคสซีนีจะยังไม่พบฟอสฟอรัสกับกำมะถัน แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแกนหินของเอนเซลาดัสน่าจะมีส่วนผสมทางเคมีคล้ายกับอุตกาบาตซึ่งมีทั้งฟอสฟอรัสกับกำมะถันเป็นองค์ประกอบ

          ยานแคสซีนีไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ค้นหาสิ่งมีชีวิต แต่สิ่งมีชีวิตจำพวกจุลินทรีย์สามารถสร้างพลังงานได้จากการสังเคราะห์มีเทนโดยใช้ไฮโดรเจนร่วมกับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจากการค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าเอนเซลาดัสมีส่วนประกอบสำคัญเกือบทั้งหมดสำหรับการอยู่อาศัย จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอาศัยอยู่ก็ได้

ยูโรปา



          ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3,100 กิโลเมตร มีบรรยากาศเบาบางประกอบไปด้วยออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่ พื้นผิวเป็นน้ำแข็งที่มีรอยแตกและเส้นริ้วบาง ๆ มีหลุมอุกกาบาตเล็กน้อย


          มีการค้นพบของเหลวพวยพุ่งออกมาจากตำแหน่งเดิมบนยูโรปาดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีด้วยกล้องอวกาศฮับเบิล โดยเมื่อปีที่แล้ว (ปี 2559) พบการพวยพุ่งสูง 100 กิโลเมตรในตำแหน่งเดียวกับที่พบในปี 2557 ซึ่งมีความสูง 50 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังไปตรงกับตำแหน่งเดียวกับที่ยานอวกาศกาลิเลโอสังเกตเห็นในปี 2533 อีก ซึ่งจุดที่มีการพวยพุ่งออกมานั้นก็มีอุณหภูมิสูงผิดปกติ

          นาซาตรวจสอบแสงอัลตราไวโอเลตของของเหลวที่พวยพุ่งออกมาในขณะที่ดวงจันทร์ยูโรปาเคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวพฤหัสบดี ซึ่งในขณะนั้นจะทำให้คุณลักษณะของชั้นบรรยากาศรอบขอบดวงจันทร์บดบังแสงจากดาวพฤหัสบดี ทำให้อุปกรณ์บนกล้องอวกาศฮับเบิลสามารถบันทึกภาพเงาของยูโรปาได้

          การค้นพบทั้ง 2 อย่างในครั้งนี้จะใช้เป็นรากฐานสำหรับภารกิจ Europa Clipper ที่ทางนาซาวางแผนจะเริ่มปฏิบัติงานในปี 2563 ที่จะถึงนี้


ที่มา: Nasa.gov


วันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2560

ตรวจพบชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบเป็นครั้งแรก


          นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบชั้นบรรยากาศรอบดาวเคราะห์นอกระบบที่เรียกว่า Gliese 1132b (หรือเรียกย่อ ๆ ว่า GJ 1132b) ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 39 ปีแสงในกลุ่มดาว Vela (กลุ่มดาวใบเรือ) ถือเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบชั้นบรรยากาศบนดาวเคราะห์ที่มีมวลและรัศมีใกล้เคียงกับโลก

          การตรวจพบครั้งนี้ถึงจะไม่ใช่การตรวจพบสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น แต่ก็ถือเป็นก้าวที่สำคัญ เพราะดาวเคราะห์ที่มีชั้นบรรยากาศจะมีโอกาสพบชีวิตได้มากกว่าดวงดาวที่ปราศจากชั้นบรรยากาศ แต่ไม่ได้หมายความว่าดาวที่มีชั้นบรรยากาศจะมีสิ่งมีชีวิตเสมอไปนะ เช่น ดาวศุกร์มีชั้นบรรยากาศก็จริง แต่ภายในชั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก จึงทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก อุณหภูมิภายในดาวสูงจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ เป็นต้น ...ออกนอกเรื่องไปนิดนึง กลับเข้าเรื่องมาทำความรู้จักกับดาว GJ 1132b กันดีกว่า


          ดาว GJ 1132b ถูกค้นพบเมื่อปลายปี 2558 มีมวลประมาณ 1.6 เท่าของโลก มีรัศมีประมาณ 1.4 เท่าของโลก แรงดึงดูดที่พื้นผิวสูงกว่าโลก 1.2 เท่า ถือเป็นดาวเคราะห์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับโลกมาก แต่สิ่งที่ต่างไปจากโลกคือเจ้าดาวดวงนี้ดันโคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ Gliese 1132 ในระยะที่ใกล้เกินไปจนทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวดาวสูงถึง 227 องศาเซลเซียส ด้วยอุณหภูมิขนาดนี้น้ำคงจะไม่สามารถอยู่ในสถานะของเหลวและน่าจะระเหยไปหมดแล้ว จึงถือได้ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

          เนื่องจากดาวเคราะห์ GJ 1132b โคจรรอบดาวฤกษ์ Gliese 1132 ใกล้เกินไป จึงทำให้คาดว่าชั้นบรรยากาศน่าจะถูกพายุสุริยะจากดาวฤกษ์ทำลายไปแล้ว แต่จากการค้นพบล่าสุดแสดงให้เห็นว่าชั้นบรรยากาศคงจะทนต่อการโจมตีเป็นเวลาหลายพันล้านปีได้โดยไม่ถูกทำลาย ซึ่งก็เป็นการเปิดโอกาสให้ดาวเคราะห์อีกนับพันที่โคจรรอบดาวฤกษ์มวลต่ำอาจจะมีชั้นบรรยากาศอยู่ก็เป็นได้ และบางที "ชั้นบรรยากาศ" หนึ่งในเงื่อนไขที่เหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตก็อาจจะเป็นเรื่องปกติในจักรวาล


ที่มา: Sciencealert.com


วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560

ระบบดาว TRAPPIST-1 ไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเราหวังไว้


          เพื่อน ๆ น่าจะยังจำข่าวในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ที่มีการค้นพบระบบสุริยะขนาดเล็กอันประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ 7 ดวงโคจรรอบดาวแคระเย็นจัดที่เรียกว่า TRAPPIST-1 ได้สินะครับ (ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร กลับไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่) ตอนนั้นทางนาซาคาดหวังว่าดาวเคราะห์ 3 ดวงน่าจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะอยู่อาศัยได้ เช่น มีน้ำในสภาพของเหลว มีอุณหภูมิที่เหมาะสม เป็นต้น แต่หลังจากได้มีการศึกษาเพิ่มเติมแล้วพบว่าระบบดาว TRAPPIST-1 มีความผันผวนมาก และดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายโลกทั้ง 3 ดวงนั้นกลับไม่เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยซะแล้ว

          ทีมที่นำโดยนักดาราศาสตร์คุณ Krisztián Vida จาก Observatory Konkoly ในฮังการีได้ทำการวิเคราะห์รูปแบบการส่องสว่างในข้อมูลดิบของ TRAPPIST-1 (ซึ่งได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ของนาซา) แล้วพบว่าในช่วงเวลา 80 วัน มีการระเบิดเปลวไฟพลังงานสูง 42 ครั้ง และการปะทุครั้งใหญ่ที่สุดก็มีพลังมากพอ ๆ กับ "มหาพายุสุริยะ" จากดวงอาทิตย์ที่เคยเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2402 ซึ่งสามารถทำให้ไฟฟ้าดับและระบบสื่อสารเสียหายได้

          เนื่องจากดาวเคราะห์ 3 ดวงที่น่าจะอยู่อาศัยได้อยู่ในระยะใกล้กับจุดที่เกิดการระเบิดเกินไป ดังนั้นผลกระทบที่เกิดจากพายุสุริยะของ TRAPPIST-1 จึงมีความรุนแรงมากกว่าผลกระทบของพายุสุริยะที่ส่งกระทบกับโลกเป็นร้อยหรือพันเท่า นอกจากนี้ระยะเวลาเฉลี่ยที่เกิดพายุสุริยะคือทุก ๆ 28 ชั่วโมง

          จากการศึกษาเมื่อปีที่แล้วพบว่าชั้นบรรยากาศจะใช้เวลา 30,000 ปีในการฟื้นตัวจากการถูกพายุสุริยะ นั่นหมายความว่าการปะทุระเบิดอย่างต่อเนื่องนี้น่าจะทำลายเสถียรภาพในชั้นบรรยากาศบนดาวเคราะห์ในระบบ นอกเสียจากว่าดาวเคราะห์จะมีสนามแม่เหล็กความเข้มข้นที่สูงมากกว่าของโลก จึงจะสามารถปกป้องชั้นบรรยากาศได้ (ซึ่งก็เป็นไปได้ยากซะเหลือเกิน)

          การศึกษายังอยู่ระหว่างการทบทวนเผื่อว่าผลลัพธ์อาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่ท่าทางจะหมดหวังแล้วสำหรับการอยู่อาศัยหรือการค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ TRAPPIST-1


ที่มา: Sciencealert.com


วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560

นาซาเปิดเว็บใหม่สำหรับเรียกดูภาพอวกาศอันสวยงาม


          ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีก้าวล้ำไปมาก อยากจะได้อะไรก็สามารถค้นหาเอาได้จากในอินเตอร์เน็ต ต่างจากสมัยก่อนที่เวลาจะทำรายงานทีก็ต้องเข้าห้องสมุดอย่างเดียว (เด็กสมัยนี้คงไม่ได้สัมผัสความรู้สึกที่ต้องเข้าไปนั่งหาข้อมูลในห้องสมุดแล้วสินะ .....แก่ซะแล้วเรา) ซึ่งถ้าเราอยากได้รูปอวกาศสวย ๆ สักรูปนึงไปทำเป็นพื้นหลังคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือก็คงไม่ยาก เพราะตอนนี้ทางนาซาได้เปิดตัวเว็บใหม่ที่ใช้ค้นหารูปภาพทางด้านอวกาศเอาไว้เป็นตัวเลือกในการค้นหาแล้ว (ถ้าเข้าไปหารูปกาแล็กซี่ใน google เดี๋ยวจะได้รูปมือถือติดมาด้วย ฮา)


          NASA Image and Video Library คือชื่อของเครื่องมือที่เก็บรวบรวมรูปภาพ เสียง และวิดีโอของนาซาไว้มากกว่า 140,000 ไฟล์ โดยในหน้าแรกจะมี tab "Newest Uploads" ที่จะแสดงภาพอัพโหลดล่าสุดและ tab "Most Popular" ที่จะแสดงภาพที่มีคนดูมากที่สุด เมื่อคลิ๊กเลือกภาพแล้วมีข้อมูลของภาพพร้อมทั้งปุ่มดาวน์โหลด และเว็บยังทำการปรับขนาดของรูปภาพให้เข้ากับอุปกรณ์ที่ทำการดาวน์โหลดให้โดยอัตโนมัติอีกด้วย

          หนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้เว็บนี้พิเศษกว่าการหารูปจากใน google ก็คือคำประกาศจากทางนาซาที่บอกว่า "เว็บนี้เป็นเว็บไซต์ที่จะมีการเพิ่มไฟล์ภาพ เสียง และวิดีโอใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง" นั่นเอง .....ทีนี้เราก็จะมีช่องทางที่จะสามารถหารูปทางอวกาศสวย ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกช่องทางแล้ว


ที่มา: Sciencealert.com


วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

นาซาทดสอบหุ่นยนต์สำรวจแบบพับได้สำหรับภารกิจบนดาวอังคาร


          ในการสำรวจดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลแสนไกล สิ่งที่จำเป็นคือหุ่นยนต์สำรวจที่ถูกออกแบบมาให้สามารถเดินทางไปบนดาวแห่งนั้นเพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ ส่งกลับมายังโลก ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าหุ่นยนต์สำรวจนั้นจะต้องเดินทางไปบนสภาพเส้นทางที่ขรุขระหรือคับแคบได้ ซึ่งทางนาซาก็กำลังพัฒนาหุ่นยนต์สำรวจขนาดเล็กที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ และอาจจะใช้เป็นหุ่นยนต์สำหรับสำรวจดวงดาวในอนาคตอีกด้วย


          Pop-Up Flat Folding Explorer Robot (เรียกสั้น ๆ ว่า PUFFER) หรือ หุ่นสำรวจแบบพับเก็บได้ สามารถพับล้อเก็บหรือกางล้อออก ซึ่งเหมือนกับการพับกระดาษโอริกามิของญี่ปุ่น และมีขนาดเล็กประมาณฝ่ามือของคน แต่เห็นเล็ก ๆ แบบนี้ก็เล็กพริกขี้หนูนะ เพราะเจ้าหนูนี่มีความสามารถในการปีนขึ้นไปบนเนินเขาสูงชันและสามารถเดินทางได้ 624.84 เมตรต่อการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง เรียกได้ว่าถึงจะตกลงไปในรอยแยกหรือหลุมอุกกาบาตก็ยังสามารถปีนกลับขึ้นมาได้ (ถ้าแบตเตอรี่ไม่หมดซะก่อนนะ ฮา)

          จากการออกแบบให้มีน้ำหนักเบา PUFFER มีแค่สองล้อที่สามารถพับไปทั่วตัวรถเพื่อให้สามารถเก็บได้ในพื้นที่จำกัดหรือนอนราบได้ นอกจากนี้นาซายังได้ออกแบบล้อออกมาเป็นพิเศษเรียกว่า "Skittering Walk" ซึ่งสามารถช่วยให้ตัวรถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างไม่ลื่นไถล

          เจ้าหนูคันนี้ถูกนำไปทดสอบในสถานที่ที่มีสภาพคล้ายกับบนดาวอังคารอย่าง Rainbow Basin ที่ทะเลทรายในแคลิฟอร์เนีย และถูกทดสอบในหิมะบน Mount Erebus ภูเขาไฟที่อยู่ในแอนตาร์กติกา ซึ่งขั้นตอนต่อไปนักวิทยาศาสตร์ของนาซาจะติดตั้งอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น เครื่องมือทดสอบตัวอย่างน้ำในอินทรีย์วัตถุ เป็นต้น

          นาซามีแผนจะส่งโรเวอร์ไปดาวอังคารในช่วงฤดูร้อนของปี 2563 และคาดว่าจะถึงที่หมายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป โดยเป้าหมายเพื่อค้นหาสัญญาณของชีวิตในอดีต ซึ่งคาดหวังว่าจะสามารถเจาะเข้าไปในโขดหินและเก็บตัวอย่างกลับมา ถ้านาซาเตรียม PUFFER พร้อม เจ้าหนูนี่ก็จะได้ร่วมปฏิบัติภารกิจนี้ด้วย


ที่มา: Computerworld.com , Nasa.gov


วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

รัฐบาลสหรัฐต้องการให้ NASA ส่งมนุษย์ไปดาวอังคารภายในปี 2576


          ท่าทางความฝันที่จะส่งมนุษย์ไปเยือนดาวอังคารคงจะเป็นจริงแน่แท้แล้ว เมื่อสภาคองเกรสตัดสินใจให้อำนาจและเงินทุนแก่องค์การนาซ่าเป็นจำนวนเงิน 19.5 พันล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 688 พันล้านบาท) สำหรับแผนการระยะยาวในภารกิจนำพามนุษยชาติมุ่งสู่ดาวอังคารภายในปีค.ศ. 2033 (หรือปีพ.ศ. 2576) โดยทางสภาคองเกรสขอให้นาซ่าพัฒนา roadmap หรือแนวทางปฏิบัติที่จะต้องส่งก่อนวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560


          พูดถึงแนวทางปฏิบัติแล้ว ทางนาซาเองก็มีวางแผนสำหรับการเดินทางสู่ดาวอังคารไว้อยู่แล้ว โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ

ระดับ ช่วงเวลา แผนดำเนินการ
Earth Reliant ปัจจุบัน - กลางปี 2563
  • มุ่งเน้นไปที่การวิจัยบนสถานีอวกาศนานาชาติ พัฒนาระบบยังชีพในอวกาศ
  • เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอวกาศเป็นระยะเวลานาน (เช่น ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปในอวกาศอย่างไร วิธีการรักษาสุขภาพในอวกาศ เป็นต้น)
Proving Ground ปี 2561 - ปี 2573
  • ปฎิบัติภารกิจในเขตดวงจันทร์ (cislunar space) เป็นการทดสอบความสามารถในการอาศัยและทำงานที่ดาวอังคาร
  • ตรวจสอบความพร้อมของดาวอังคาร
  • ทดสอบการทำงานร่วมกันของมนุษย์และหุ่นยนต์
Earth Independent ปัจจุบัน - ปี 2576 และต่อไป
  • วางเส้นทางสู่ดาวอังคาร
  • ทดลองส่งหุ่นยนต์ไป-กลับ
  • ส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดาวอังคารในต้นปี 2573

          ตามแผนที่ทางนาซาวางไว้แบบนี้ (อ่านเนื้อหาแผนแบบเต็ม ๆ ได้ ที่นี่ ) น่าจะทำให้นาซาสามารถกำหนด roadmap และตอบกลับสภาคองเกรสได้ในอีกไม่นานมากนัก

          แต่กระนั้นนาซาก็ไม่ควรจะชักช้า เพราะบริษัท SpaceX โดยคุณ Elon Musk เองก็ได้วางแผนจะสร้างอนานิคมบนดาวอังคาร และได้กำหนดแผนไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าจะสามารถส่งมนุษย์ไปลงจอดบนดาวอังคารได้ในปี 2568 (เร็วกว่าของนาซาอีก) ด้วยจรวดแบบ reuse ตามในคลิปข้างล่าง
นอกจากนี้ SpaceX ยังมีกำหนดการจะส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ในปี 2561 (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) อีกด้วย

          เห็นการแข่งขันส่งมนุษย์ไปดาวอังคารแบบนี้ ในอนาคตดาวอังคารอาจจะกลายเป็นบ้านหลังที่สองของมนุษยชาติก็ได้ และโดยส่วนตัวแล้วก็หวังว่าจะมีชีวิตยืนยาวพอที่จะได้เห็นวันนั้นล่ะนะครับ


ที่มา: Sciencealert.com
ภาพจากหนังเรื่อง The Martian กู้ตาย 140 ล้านไมล์


วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

นาซาต้องการสร้างสนามแม่เหล็กยักษ์เพื่อให้ดาวอังคารสามารถอยู่อาศัยได้


          "นาซาต้องการสร้างสนามแม่เหล็กยักษ์เพื่อให้ดาวอังคารสามารถอยู่อาศัยได้" อ่านหัวข้อแล้วเพื่อน ๆ บางคนอาจจะสงสัยว่า "สนามแม่เหล็กเกี่ยวอะไรกับการอยู่อาศัยหว่า" ใช่ไหมครับ (ถึงไม่มีใครสงสัย ผมก็จะเกริ่นบอกก่อนจะเข้าเนื้อข่าวอยู่ดีแหละ ฮา) เรื่องนี้มีสาเหตุมาจากดวงอาทิตย์อันร้อนแรงของพวกเรา เพราะนอกจากจะเปล่งแสงให้ความอบอุ่นแล้ว ดวงอาทิตย์ก็ยังใจดีปลดปล่อยกระแสของอนุภาคประจุไฟฟ้าความเร็วสูงออกมาเป็นของแถมให้อีกด้วย ซึ่งเราเรียกเจ้ากระแสของอนุภาคประจุไฟฟ้าที่ดวงอาทิตย์ปล่อยออกมาทั่วทุกทิศทางนี้ว่า "ลมสุริยะ"


          โดยปกติแล้วลมสุริยะจะไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกเพราะโลกเรามีสนามแม่เหล็กที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของหินหนืดในแก่นโลกชั้นนอกคอยเป็นเกราะปกป้องอยู่ ส่วนดาวอังคารที่ไม่มีการเคลื่อนตัวของหินหนืดแล้วจึงไม่มีสนามแม่เหล็กห่อหุ้ม ลมสุริยะจึงพัดพาชั้นบรรยากาศของดาวอังคารออกไปตามภาพ (ฝั่งซ้ายเป็นภาพของดาวอังคารที่ปราศจากสนามแม่เหล็ก ส่วนฝั่งขวาเป็นภาพของโลกที่ยังปลอดภัยเพราะมีเกราะสนามแม่เหล็กปกป้องอยู่) .....อ่านถึงตรงนี้เพื่อน ๆ ก็คงจะเข้าใจแล้วว่าสนามแม่เหล็กมีความเกี่ยวข้องยังไง

          แม้ว่าปัจจุบันนี้ดาวอังคารอาจจะดูแห้งแล้งแล้วก็หนาวเหน็บ แต่นักวิทยาศาสตร์คิดว่าดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้เคยมีชั้นบรรยากาศหนาเพียงพอที่จะรักษาน้ำให้อยู่ในสภาพของเหลว และมีอากาศอบอุ่นพอที่จะสามารถอาศัยอยู่ได้ ซึ่งทางนาซาได้วางแผนจะที่จะนำชั้นบรรยากาศกลับคืนสู่ดาวอังคาร โดยการสร้างสนามแม่เหล็กขนาดยักษ์เอาไว้ปกป้องดาวอังคารจากลมสุริยะเพื่อให้ชั้นบรรยากาศค่อย ๆ ฟื้นกลับคืนมาเองตามธรรมชาติ


          คุณ Jim Green หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ของนาซากล่าวว่าให้ทำการสร้าง "artificial magnetosphere (สนามแม่เหล็กเทียม)" ขึ้นในอวกาศระหว่างดาวอังคารและดวงอาทิตย์ เพื่อให้ดาวเคราะห์สีแดงอยู่ภายในอาณาเขตป้องกัน ซึ่งจะช่วยให้ชั้นบรรยากาศที่ค่อย ๆ ฟื้นกลับคืนมาไม่ถูกลมสุริยะพัดพาออกไป และทีมวิจัยคาดว่าเมื่อมีชั้นบรรยากาศหนาขึ้นจะทำให้อุณหภูมิของดาวสูงขึ้นอีก 4 องศาเซลเซียส ซึ่งอบอุ่นเพียงพอที่จะละลายน้ำแข็งคาร์บอนไดออกไซด์ที่ขั้วเหนือ เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นก็จะก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก (สภาวะที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หนาจนขังความร้อนไม่ให้ระบายออกจากดาว) ทำให้น้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำ

          วิธีนี้ไม่ใช่การ Terraforming (การปรับสภาพดวงดาว) แต่เป็นการปล่อยให้เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ (ที่มนุษย์ลงมือทำก็แค่สร้างสนามแม่เหล็กเทียมเอง ผลลัพธ์ที่เหลือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ) ซึ่งทีมนักวิจัยกำลังศึกษาความเป็นไปได้อยู่ และถ้าวิธีนี้ได้ผลจริง ดาวอังคารก็อาจจะกลายเป็นดาวอาณานิคมของมนุษย์อีกดวง.....ก็เป็นได้ (ฮา)


ที่มา: Sciencealert.com
ภาพจาก: Nasa.gov
อ่านเพิ่มเติม: A future Mars environment for science and exploration (PDF)


วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

SpaceX ประกาศจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในปี 2561


          การจะทำธุรกิจทางด้านอวกาศจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ตัวอย่างเช่นการปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศ จรวดแต่ละลำมีต้นทุนในการผลิตหลายสิบล้านไปจนถึงหลายร้อยล้านเหรียญ และเมื่อปล่อยขึ้นสู่อวกาศก็จะกลายเป็นขยะไปในทันที ถ้าสามารถบรรลุภารกิจได้ตามที่วางแผนไว้ก็อาจจะพอได้ข้อมูลสำคัญจากอวกาศกลับมาบ้าง แต่ถ้าการปล่อยจรวดผิดพลาดก็เท่ากับภารกิจนั้นล้มเหลวไปโดยปริยายและสูญเงินจำนวนมากไปอย่างเปล่าประโยชน์ เปรียบเสมือนเป็นการเอาเงินไปละลายในอวกาศ ซึ่งถ้าพูดถึงภารกิจทางด้านอวกาศ เช่น การสำรวจอวกาศ การส่งจรวดไปอวกาศ การค้นพบดาวใหม่ ๆ แล้ว เพื่อน ๆ ก็คงจะคิดถึงองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) กันใช่ไหมละครับ แต่จริง ๆ แล้วยังมีบริษัทเอกชนอื่นที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านอวกาศอีก

          บริษัท Space Exploration Technologies Corporation หรือที่รู้จักกันในชื่อ SpaceX เป็นบริษัทผลิตยานอวกาศและให้บริการขนส่งอวกาศซึ่งก่อตั้งโดยคุณ Elon Musk (ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal) มหาเศรษฐี (ต้นแบบตัวละครโทนี่ สตาร์คในเรื่องไอรอนแมน) ที่มีต้องการจะค้นคว้าเทคโนโลยีเพื่อทำลายกำแพงขวางกั้นให้บุคคลธรรมดาทั่วไปสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปในอวกาศได้ ซึ่งคุณ Musk ได้คิดต่างออกไป แทนที่จะลงทุนมากมายเพื่อผลิตจรวดใช้แล้วทิ้ง เปลี่ยนเป็นการลงทุนค้นคว้าเทคโนโลยีให้สามารถนำจรวดกลับมาใช้งานใหม่ได้เพื่อลดต้นทุน

          นอกจากจะประสบความสำเร็จในเทคโนโลยีการสร้างจรวดให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้ใหม่แล้ว ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 คุณ Musk ยังได้ประกาศข่าวว่าจะทำการส่งมนุษย์ 2 คนไปโคจรรอบดวงจันทร์ โดยนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักทั้งคู่ได้ทำการชำระเงินค่ามัดจำไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเริ่มกระบวนการตรวจสุขภาพและฝึกซ้อมร่างกายภายในปีนี้


          การส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 45 ปีหลังจากภารกิจยาน Apollo ซึ่งภารกิจในครั้งนี้จะทำการส่งมนุษย์ไปบินวนเล่น ๆ รอบดวงจันทร์เท่านั้น ไม่มีการลงจอดที่ดวงจันทร์ (ตามภาพ) โดย SpaceX วางแผนจะทดสอบโดยการส่งจรวด Dragon เปล่า ๆ ไปเชื่อมต่อกับ International Space Station (ISS) หรือสถานีอวกาศนานาชาติ หลังจากนั้นจึงค่อยส่งจรวดบรรทุกคนไปในปี 2561


          นอกจากนี้คุณ Musk และ SpaceX ยังตั้งเป้าจะส่งมนุษย์ไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารให้ได้ภายในระยะเวลาไม่กี่สิบปีข้างหน้า (จากคลิปที่เฮียแกวางแผนไว้ มีแต่ขาไปดาวอังคาร แล้วขากลับล่ะ?? สงสัยไปแล้วกะให้อยู่ที่นู่นยาวเลยล่ะมั้ง ฮา) ดังนั้นการส่งคนไปดวงจันทร์ในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวที่สำคัญสำหรับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

          หากโลกนี้ปราศจากคนที่มีความคิดบ้าระห่ำนอกกรอบอย่างคุณ Musk บางทีเทคโนโลยีของเราอาจจะไม่พัฒนามาจนถึงขนาดนี้ก็ได้


ที่มา: Futurism.com


วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

นาซาค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบที่อาจจะมีสิ่งมีชีวิต


          เมื่อประมาณตี 1 ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 (ตามเวลาของบ้านเรา ส่วนบ้านเขายังเป็นวันที่  22 กุมภาพันธ์อยู่) นาซาประกาศการค้นพบใหม่ซึ่งเป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นมากจนต้องรีบเอามาเขียนกันเลยทีเดียว เพราะเราอาจจะไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายในจักรวาลอันกว้างใหญ่อีกต่อไปแล้ว เมื่อนาซาค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบที่มีขนาดพอ ๆ กับโลกถึง 7 ดวงโคจรรอบดาวฤกษ์ดวงเดียว ฟังดูคุ้น ๆ กันไหมครับ.....ใช่แล้ว! คล้ายกับระบบสุริยะของเรานั่นเอง แถมยังมีดาวเคราะห์ 3 ดวงโคจรอยู่ใน "เขตอาศัยได้ (Habitable Zone)" หรือพื้นที่รอบดาวฤกษ์ซึ่งไม่ร้อนหรือเย็นเกินไปและน้ำยังคงอยู่ในสถานะของเหลวได้ นั่นหมายถึงดาวเคราะห์เหล่านั้นอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก็เป็นได้ เอาละ เราไปดูรายละเอียดการค้นพบกันเถอะ

          กล้องอวกาศ Spitzer (สปิตเซอร์) ของนาซาค้นพบดาวเคราะห์หินขนาดเท่ากับโลก 7 ดวงโคจรรอบดาวฤกษ์ 1 ดวงอยู่นอกระบบสุริยะของเรา ดาวเคราะห์เหล่านั้นอาจจะมีน้ำในสถานะของเหลวที่พื้นผิวดาวและมีชั้นบรรยากาศที่เหมาะสม ซึ่งดาวเคราะห์ 3 จาก 7 ดวงนี้อยู่ใน "เขตอาศัยได้" จึงมีโอกาสสูงที่จะมีน้ำและชั้นบรรยากาศในระดับเหมาะสมพอที่จะให้กำเนิดสิ่งมีชีวิต


          ระบบดาวเคราะห์ที่ค้นพบนี้มีชื่อว่า "TRAPPIST-1 (แทรพพิส์ต-วัน)" โดยตั้งจากชื่อกล้องโทรทัศน์ "Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope (TRAPPIST)" ในประเทศชิลี ซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2559 นักวิจัยใช้ TRAPPIST ค้นพบดาวเคราะห์ 3 ดวงในระบบ จากนั้นกล้องอวกาศสปิตเซอร์ได้ยืนยันการมีอยู่ของดาว 2 ใน 3 ดวงและได้ค้นพบเพิ่มอีก 5 ดวง


          ระบบดาว TRAPPIST-1 นี้อยู่ห่างจากโลกประมาณ 40 ปีแสง (หรือคิดเป็นประมาณ 376 ล้านล้านกิโลเมตร) ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ (กลุ่มดาวกุมภ์) และมีการตั้งชื่อดาวเคราะห์ตามตัวอักษรภาษาอังกฤษโดยเรียงตามความห่างจากดาวฤกษ์ (ตั้งชื่อง่ายดีเนอะ)


          จากการใช้ข้อมูลของกล้องอวกาศสปิตเซอร์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถวัดขนาดของดาวทั้ง 7 ดวง ช่วยให้สามารถประเมินมวลของดาวเคราะห์ 6 จาก 7 ดวงได้ จึงสามารถคำนวณหาความหนาแน่นและสรุปออกมาว่าดาวเคราะห์ทั้ง 6 ดวงน่าจะเป็นดาวเคราะห์หิน ส่วนดาวดวงที่ 7 ที่อยู่ไกลที่สุดยังไม่สามารถคำนวณมวลออกมาได้ แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันน่าจะมีลักษณะคล้ายก้อนหิมะ ถือว่าเป็นระบบดาวที่มีจำนวนดาวเคราะห์หินมากกว่าจำนวนดาวเคราะห์หินในระบบสุริยะของเราเสียอีก (ระบบสุริยะเรามีดาวเคราะห์หิน 4 ดวง ได้แก่ พุธ ศุกร์ โลก และอังคาร)


          ถ้าเทียบกับดวงอาทิตย์แล้ว ดาวฤกษ์ TRAPPIST-1 มีมวล 8% และรัศมียาว 11% ของดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิ 2,277 องศาเซลเซียส จัดว่าเป็นดาวแคระเย็นจัด เย็นขนาดที่ว่าน้ำบนดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้มาก ๆ ยังสามารถคงสถานะเป็นของเหลวได้ นอกจากนี้วงโคจรในระบบดาว TRAPPIST-1 ก็ยังใกล้ยิ่งกว่าวงโคจรของดาวพุธในระบบสุริยะของเราซะอีก (ตามรูปข้างบนเลย) ใกล้เสียจนถ้าเรายืนบนพื้นผิวของดาวดวงนึงก็ยังสามารถมองเห็นผิวหรือเมฆบนชั้นบรรยากาศของดวงเคราะห์ดวงอื่น ๆ ได้

          ดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 อาจจะถูกล็อกให้หันหน้าเพียงด้านเดียวเข้าหาดาวฤกษ์ (คล้าย ๆ กับดวงจันทร์ของโลกเรานั่นเอง) หรือก็คือพื้นที่ของดาวจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนไปตลอด และสภาพอากาศก็อาจจะแตกต่างจากโลกอย่างมาก เช่น มีลมพัดอย่างรุ่นแรงจากฝั่งที่เป็นกลางวันไปยังฝั่งที่เป็นกลางคืน หรือมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว

          นักดาราศาสตร์มีแผนจะใช้กล้องอวกาศ Spitzer, Hubble, Kepler ในการศึกษาระบบดาว TRAPPIST-1 และในปี 2561 จะมีการเปิดใช้งานกล้องอวกาศ James Webb Space Telescope ของนาซา โดยเจ้ากล้องอวกาศ James Webb นี้จะช่วยตรวจหาองค์ประกอบทางเคมีของน้ำ มีเทน ออกซิเจน โอโซน และองค์ประกอบอื่น ๆ ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์อุณหภูมิและความดันที่พื้นผิวของดาวได้

          การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่อาจจะตอบปัญหาที่ว่า "เราอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายในอวกาศ" หรือไม่ จากภาพ...ดาวเคราะห์ TRAPPIST-1f ที่อยู่ตรงกลางในเขตอาศัยได้เช่นเดียวกับโลกมีโอกาสที่จะมีสิ่งมีชีวิตสูง แต่กระนั้นระยะทางประมาณ 40 ปีแสงนั้นก็ยังไกลเกินกว่าที่เทคโนโลยีในตอนนี้จะสามารถเดินไปถึงได้ หวังว่าจะมีเทคโนโลยีที่ช่วยย่นเวลาในเดินทางระหว่างดาวเกิดขึ้นมาได้ในสักวันหนึ่ง


ที่มา: Nasa.gov


วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

นักดาราศาสตร์ค้นพบ Super Earth และดาวเคราะห์ใหม่อีก 60 ดวง


          สวัสดีครับเพื่อน ๆ ช่วงนี้บล็อกอาจจะร้างนิดนึงเพราะว่ากำลังเคลียร์โปรเจคอยู่เลยไม่ค่อยได้เข้ามาเขียนบล็อกเท่าไหร่ (แหะ ๆ บล็อกสอนเขียน PHP ก็ยังคงดองต่อไป) แต่จะพยายามหาเวลาเข้ามาเขียนเรื่อย ๆ นะ ส่วนวันนี้.....มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับอวกาศมาฝาก เอาละมาเข้าเรื่องกันดีกว่า

          ทีมนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่อีก 60 ดวงที่โคจรรอบดาวฤกษ์และอยู่ใกล้กับระบบสุริยะของโลก ซึ่งรวมไปถึงดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายโลกหรือ "Super Earth" และในบรรดาดาวที่ค้นพบใหม่นี้มีดาวเคราะห์ดวงนึงได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษซึ่งถูกเรียกว่า Gliese 411b โดยเจ้าดาว Gliese 411b ถือเป็น Super Earth อุณหภูมิสูงที่มีพื้นผิวเป็นหิน โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่า Gliese 411 และเป็นระบบดาว (กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งที่โคจรอยู่รอบกันและกัน มีแรงดึงดูดทำให้จับกลุ่มกันไว้) ที่อยู่ใกล้กับระบบสุริยะของเราเป็นอันดับ 4 ซึ่งถูกบันทึกโดยมหาวิทยาลัย University of Hertfordshire

          ดาว Gliese 411 และดาว Gliese 411b อยู่ห่างจากโลก 4 ปีแสง (หน่วยวัดระยะทางในอวกาศ) หรืออธิบายง่าย ๆ ว่าแสงใช้เวลา 4 ปีในการเดินจากจากโลกไปถึงดาว Gliese 411b ซึ่งคิดเป็นระยะทางประมาณ 9.6 ล้านล้านกิโลเมตร นอกจากนี้ดาว Gliese 411b ยังมีอุณหภูมิที่พื้นผิวสูงเกินกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ และ Dr. Mikko Tuomi จาก University of Hertfordshire’s Centre for Astrophysics ได้ให้สัมภาษณ์อีกว่า "ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าจำนวนดาวเคราะห์ในจักรวาลมีมากกว่าจำนวนดาวฤกษ์ ซึ่งหมายความว่าแทบทุกดาวฤกษ์จะมีดาวเคราะห์โคจรอยู่รอบ ๆ "


ที่มา: Foxnews.com