แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Technology แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Technology แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Google ประกาศเปิดตัว Android รุ่นที่ 9 (Android Pie)! มีฟีเจอร์ใหม่อะไรบ้าง มาดูกัน


          หลังจากที่ Android รุ่นใหม่ล่าสุด (รุ่น 9) ที่มีตัวอักษรขึ้นต้นด้วยตัว P อยู่ในสถานะ Beta มานาน ล่าสุดในวันอังคาร 7 สิงหาคม 2561 ทาง Google ก็ได้ประกาศชื่อเต็มของรุ่นนี้ออกมาซะที โดยชื่อของรุ่นที่ 9 นี้ก็คือ Android Pie และที่ยิ่งไปกว่านั้น Google ยังปล่อยอัปเดตให้กับเหล่าโทรศัพท์ Pixel รุ่นต่าง ๆ อีกด้วย (เครื่องของผมก็ได้รับอัปเดตแล้ว ดีใจ เย่!)

ฟีเจอร์ใหม่ใน Android Pie


          Android Pie มาพร้อมกับปัญญาประดิษฐ์ที่จะช่วยให้โทรศัพท์มือถือของเราฉลาดมากขึ้น ง่ายยิ่งขึ้น และทำงานได้เหมาะกับเราราวกับเป็นกิ่งทองใบหยก (ว่าไปนั่น) โดยเจ้าปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มเข้ามาจะเรียนรู้การใช้งานโทรศัพท์ของเรา คาดเดาการทำงานและช่วยนำเสนอ action ที่ตรงตามที่เราต้องการ ตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงของผม มีแอปพลิเคชันนึงมักจะแจ้งเตือนอยู่บ่อย ๆ ซึ่งพอผมอ่านข้อความแจ้งเตือนแล้วก็มักจะปัดข้อความทิ้งออกจากการแจ้งเตือนอยู่เสมอ ๆ พอผมปัดทิ้งหลาย ๆ ครั้งโดยไม่ได้ตอบโต้อะไรกับข้อความแจ้งเตือนนั้น เจ้าโทรศัพท์แสนฉลาดก็ถามขึ้นมาว่า "จะให้บล็อกการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันนี้หรือไม่" เลย แหมมมมม แสนรู้จัง

          นอกจากนี้ปัญญาประดิษฐ์ยังช่วยจัดลำดับความสำคัญในการใช้แบตเตอรี่ของแต่ละแอปพลิเคชันอีกด้วย แอปพลิเคชันที่เราไม่ค่อยได้ใช้งานก็จะถูกกำจัดการใช้งานแบตเตอรี่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้โทรศัพท์ของเราสามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น

Adaptive Battery


          ตามที่บอกไว้ข้างบนว่า Android Pie มาพร้อมปัญญาประดิษฐ์ซึ่งจะเรียนรู้การใช้งานโทรศัพท์ของเรา จัดลำดับความสำคัญในการใช้แบตเตอรี่ของแต่ละแอปพลิเคชันโดยดูจากความถี่ในการใช้งาน ถ้าแอปพลิเคชันไหนไม่มีการใช้งานมานาน ก็จะถูกจำกัดการใช้งานแบตเตอรี่ ซึ่งจะมีการแบ่งแอปพลิเคชันออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
  • Active: แอปพลิเคชันที่ผู้ใช้กำลังใช้งานอยู่ ระบบจะไม่จำกัดการใช้พลังงานแบตเตอรี่
  • Working set: แอปพลิเคชันที่ถูกเรียกใช้งานบ่อย ๆ แต่ยังไม่ได้ใช้งานอยู่ เช่น แอปพลิเคชันจำพวกโซเชียลมีเดีย ระบบจะจำกัดการใช้พลังงานเล็กน้อย สามารถใช้พลังงานได้เพียงพอต่อความต้องการในการทำงานและการแจ้งเตือน
  • Frequent: แอปพลิเคชันที่มีการใช้งานเป็นประจำ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้งานทุกวัน เช่น แอปพลิเคชันออกกำลังกาย ระบบจะจำกัดการใช้พลังงานมากขึ้น ความสามารถในการทำงานและการแจ้งเตือนลดลง
  • Rare: แอปพลิเคชันที่ไม่ได้มีการใช้งานบ่อย เช่น แอปพลิเคชันจองโรงแรม ระบบจะจำกัดการใช้พลังงานอย่างเข้มงวด และยังจำกัดความสามารถในการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตอีกด้วย
  • Never: แอปพลิเคชันที่ถูกติดตั้งแต่ไม่ได้ถูกเรียกใช้งานเลย ระบบจะจำกัดการใช้พลังงานอย่างเต็มที่

Adaptive Brightness

          นอกจากใช้ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้การใช้งานของเราเพื่อไปจำกัดการใช้งานพลังงานของแต่ละแอปพลิเคชันแล้ว ปัญญาประดิษฐ์ยังช่วยในการจัดการความสว่างของหน้าจอโทรศัพท์ให้กับเราโดยอัตโนมัติอีกด้วย

Slices


          ฟีเจอร์นี้จะแสดงผลเนื้อหาบางส่วนหรือชุดคำสั่งจากแอปพลิเคชันในหน้าค้นหาของ Google Search หรือจาก Google Assistant ทำเราให้สามารถเรียกคำสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดแอปพลิเคชัน

App Actions


          ฟีเจอร์ที่ช่วยแนะนำแอปพลิเคชันที่เราน่าจะเรียกใช้งานจากสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น เมื่อผู้ใช้เสียบหูฟัง ระบบก็จะช่วยแนะนำแอปพลิเคชันเพลงขึ้นมา

Text Classifier and Smart Linkify


          Text Classifier จะจำแนกข้อความว่าเป็นข้อความประเภทไหน เช่น เวลา หรือไฟล์ทบิน จากนั้น Smart Linkify ก็จะช่วยแนะนำแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับประเภทของข้อความนั้น ๆ

New system navigation


          เปลี่ยนแปลงระบบควบคุมจากเดิมที่แถบข้างล่างจะมีอยู่สามปุ่ม เปลี่ยนเป็นสองปุ่มคือปุ่ม Home กับปุ่ม Back เพื่อให้การค้นหาและสลับไปมาระหว่างแอปพลิเคชันง่ายขึ้น โดยการสไลด์ปุ่ม Home ขึ้นมา ระบบจะแสดงแอปพลิเคชันที่ใช้งานล่าสุด จากนั้นก็ปัดไปทางซ้ายหรือขวาเพื่อเลื่อนไปยังแอปพลิเคชันที่ต้องการ และแตะที่หนึ่งเพื่อเรียกแอปพลิเคชันนั้นขึ้นมา

Display cutout


          รองรับหน้าจอแหว่งที่พวกเราชาวไทยเรียกกันว่า "ติ่ง" ทำให้สามารถแสดงผลได้เต็มหน้าจอ

Notifications and smart reply

 

          ฟีเจอร์นี้ช่วยเพิ่มความสามารถให้การแจ้งเตือนมีประโยชน์มากขึ้น โดยแสดงบทสนทนาจากแอปพลิเคชันแชท ซึ่งเราสามารถแนบรูปภาพหรือสติกเกอร์ในการตอบกลับได้ นอกจากนี้ยังมีการแนะนำคำตอบกลับให้อีกด้วย

Text Magnifier


          ฟีเจอร์ที่ช่วยขยายข้อความที่ถูกเลือกให้ใหญ่ขึ้น ช่วยให้เรามองเห็นข้อความเวลาที่เราวางนิ้วค้างบนหน้าจอเพื่อเลือกข้อความ

Biometric prompt


          ระบบนี้จะใช้ข้อมูลทางชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ หรือดวงตา ในการยืนยันตัวตน จากเดิมที่แต่ละแอปพลิเคชันต้องพัฒนาระบบสแกนนิ้วมือเพื่อยืนยันตัวตนขึ้นมาเอง ก็เปลี่ยนมาใช้การยืนยันตัวตนจากระบบนี้แทน โดยการเรียก BiometricPrompt API แทน

Protected Confirmation

          ฟีเจอร์นี้จะแสดง prompt ขึ้นมาขออนุญาตผู้ใช้เป็นการยืนยันอีกครั้งว่าผู้ใช้ต้องการทำรายการที่ละเอียดอ่อน เช่น การชำระเงิน หรือไม่

Multi-camera API and other camera updates

          รองรับการทำงานของกล้องหลายตัว สามารถเปิดสตรีมจากกล้องสองตัวหรือมากกว่าพร้อมกันได้ นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงกล้อง ลดความล่าช้าในระหว่างการจับภาพ ป้องกันภาพสั่นไหว และเอฟเฟ็กต์พิเศษ

Wi-Fi RTT for indoor positioning


           รองรับการระบุตำแหน่งภายในอาคารได้แม่นยำขึ้นในระยะ 1 - 2 เมตร โดยใช้ Wi-Fi Round-Trip-Time (RTT) หรือการคำนวนระยะการรับส่งข้อมูลจาก Wi-Fi Access Point ในอาคาร โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับ Wi-Fi Access Point

Open Mobile API for NFC payments and secure transactions

          เพิ่ม GlobalPlatform Open Mobile API ซึ่งจะเปิดให้เข้าถึงระบบความปลอดภัยและการชำระเงินด้วย Smart Card

Digital Wellbeing


          ชุดฟีเจอร์นี้จะช่วยให้เราลดการใช้งานโทรศัพท์ลง เพื่อให้เราหันไปคุยกับคนข้าง ๆ มากยิ่งขึ้น (ว่าไปนั่น) โดยชุดฟีเจอร์นี้ประกอบไปด้วย

  • Dashboard: เป็นรายงานสรุประยะเวลาในการใช้โทรศัพท์ของเรา ว่าเราใช้แอปพลิเคชันไหนนานเท่าไหร่บ้าง
  • App Timer: สามารถกำหนดเวลาในการใช้งานของแต่ละแอปพลิเคชันได้
  • Do Not Disturb: ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด ไม่ให้แสดงขึ้นมาเตือนบนหน้าจอ
  • Wind Down: โหมดก่อนนอน ซึ่งจะปรับสีของหน้าจอให้ลดลงเป็นสีขาวดำ และปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด
          แต่ชุดฟีเจอร์นี้ยังอยู่ในช่วงทดสอบ ถ้าเพื่อน ๆ อยากทดสอบสามารถไปลงชื่อขอใช้งานได้ ที่นี่ แต่มีข้อแม้ว่าอุปกรณ์ของเพื่อน ๆ จะต้องใช้งาน Android Pie เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วจะมี email ส่งมาให้กดตกลง หลังจากนั้น Digital Wellbeing ก็จะไปปรากฏบนอุปกรณ์ของเพื่อน ๆ

          สำหรับฟีเจอร์ของ Android Pie ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ถ้าสนใจ เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและฟีเจอร์ที่เหลือได้ที่ Android Developers Blog , Android Pie


วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Google เปิดตัวโครงการ PAIR เพื่อศึกษาและออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI


          ปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มีความก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก และได้เริ่มมีการนำเอาเจ้าปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้งานในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น แต่ถ้าเพิ่มการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำงานแทนมนุษย์โดยไม่คิดถึงผลกระทบก็อาจจะเกิดปัญหาหุ่นยนต์แย่งงานขึ้น เพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมาทีหลัง Google หนึ่งในผู้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จึงได้เปิดตัวโครงการ People + AI Research initiative (PAIR) ขึ้นมา

          โครงการนี้เป็นการรวบรวมนักวิจัยเพื่อศึกษาและออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์โดยมุ่งเน้นในด้านมนุษย์จากมุมมองของปัญญาประดิษฐ์ เป้าหมายไม่ใช่แค่การเผยแพร่งานวิจัยอย่างเดียว แต่ยังเป็นการพัฒนาเครื่องมือให้นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ ใช้ โดยงานวิจัยของ PAIR แบ่งออกเป็น 3 ด้าน
  • วิศวกรและนักวิจัย: เพื่อศึกษาแนวทางให้วิศวกรและนักวิจัยเข้าใจระบบ Machine Learning
  • ผู้เชี่ยวชาญ: เพื่อศึกษาว่าปัญญาประดิษฐ์จะสามารถช่วยสนับสนุนงานของผู้เชี่ยวชาญได้อย่างไร
  • ผู้ใช้งาน: เพื่อศึกษาว่าผู้ใช้งานจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

          Google ทำงานร่วมกับนักวิจัยจาก Harvard และ MIT ในโครงการนี้เพื่อสร้างชุมชนและสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ นอกจากนี้ยังเป็นการคิดค้นและวิจัยผลที่ได้จากการนำปัญญาประดิษฐ์มาทำงานร่วมกับมนุษย์อีกด้วย


ที่มา: Blog Google


สัมผัสยุทธการดันเคิร์กในสงครามโลกครั้งที่สองผ่าน WebVR


         Google เปิดประสบการณ์ยุทธการดันเคิร์ก (Dunkirk) ในสงครามโลกครั้งที่สองให้พวกเราได้สัมผัสผ่านเกม WebVR ในเว็บบราวเซอร์โครม ซึ่งอิงจากภาพยนต์เรื่อง Dunkirk ที่กำลังจะเข้าฉายในช่วงปลายเดือนกรกฏาคม 2560 ที่จะถึงนี้



          ตัวเกมจะให้เราได้สัมผัสการบุกโจมตีบนชายหาดดันเคิร์กช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (มิถุนายนปี 2483) ซึ่งเราจะต้องพยายามเอาชีวิตรอดจากการโจมตี มีโหมดเล่นคนเดียวหรือเล่นกับเพื่อน ในช่วงสงครามทุกทางเลือกอาจส่งผลต่อการมีชีวิตหรือความตาย

          เกมนี้เกิดจากความร่วมมือของ Warner Bros, ทีม Google Chrome VR, Jam3 และ Google Zoo ซึ่งเปิดให้เล่นบน WebVR ทำให้เราสามารถเข้าเล่นเกมได้ง่ายผ่านเว็บบราวเซอร์หรือชุดอุปกรณ์ VR โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมอะไรเพิ่มเติม



ที่มา: Blog Google


วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Google เปิดให้ผู้ใช้เพิ่มข้อมูลสถานที่ใน Google Maps


          ปกติเวลาเราไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ เราก็ไม่ต้องกังวลถึงวิธีเข้าไปยังสถานที่นั้น ๆ ไม่ว่าจะมีบันไดหรือลิฟต์ เราก็แค่เดินเข้าไป แต่สำหรับผู้พิการกลับเป็นปัญหามากกว่า บางสถานที่ที่ไม่มีลิฟต์ไว้อำนวยความสะดวกอาจจะทำให้ผู้พิการไม่สามารถจะเข้าไปถึงสถานที่แห่งนั้นได้ ครั้นจะรอให้ Google อัปเดตข้อมูลให้ก็คงจะไม่ได้ ทาง Google จึงได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้งานสามารถใส่ข้อมูลการเข้าถึงสถานที่ใน Google Map ได้เองเลย


          ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานแบ่งปันข้อมูลสถานที่ระหว่างผู้ใช้งานด้วยกันเองได้ ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้องแม่นยำ เมื่อเราต้องการเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่หรือต้องการเพิ่มข้อมูลการเข้าถึงก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่เราเปิดแอปพลิเคชัน Google Maps บนอุปกรณ์แอนดรอยด์เลือกเมนู "Your contributions" จากเมนูหลักจากนั้นแตะ "Uncover missing info" แผนที่จะแสดงสถานที่รอบตัว ซึ่งเราสามารถเลือกสถานที่เพื่อใส่รายละเอียดข้อมูลได้


          เมื่อเราต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมรวมไปถึงวิธีการเข้าถึงของสถานที่นั้น ๆ ก็เพียงแค่ค้นหาสถานที่ใน Google Search หรือใน Google Maps จากนั้นก็เปิดดูข้อมูลของสถานที่ เราก็จะเห็นรายละเอียดของสถานที่นั้น ๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้พิการทราบวิธีเข้าถึงสถานที่ได้ก่อนจะตัดสินใจเดินทางไป นอกจากนี้การที่เราใส่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เพิ่มเติมก็จะทำให้เราได้แต้มสะสม ยิ่งสะสมแต้มได้เยอะเลเวลของเราก็จะเพิ่มขึ้น ราวกับเป็นเกม RPG เลยทีเดียว

          ด้วยฟีเจอร์นี้ทำให้มีสถานที่ที่ได้รับการเพิ่มข้อมูลจากผู้ใช้มากถึง 7 ล้านแห่งทั่วโลกแล้ว หากจะรอให้ทาง Google ไล่อัปเดตสถานที่ทั่วโลกคงใช้เวลานานมาก การที่เปิดให้ผู้ใช้ใส่ข้อมูลกันเองจะช่วยลดเวลาได้เป็นอย่างมากและข้อมูลยังมีความถูกต้องอีกด้วย


ที่มา: Blog Google


วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Google เปิดตัว Blocks เครื่องมือสร้างวัตถุสามมิติสำหรับ AR และ VR


          ในการสร้างสรรค์เนื้อหาของ AR และ VR เราจำเป็นต้องสร้างวัตถุสามมิติ ซึ่งการสร้างโมเดลสามมิติไม่ใช่เรื่องง่าย เพื่อเป็นการช่วยเหลือนักพัฒนา Google จึงได้สร้าง Blocks ซึ่งเป็นแอปพลิเคชัน VR สำหรับ HTC Vive และ Oculus Rift ที่จะช่วยให้เราสามารถสร้างวัตถุสามมิติที่สวยงามได้อย่างรวดเร็ว


          ตามที่ได้กล่าวไว้ การสร้างโมเดลสามมิติไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เครื่องมือใหม่ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย แม้คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์การสร้างแบบจำลองมาก่อนก็สามารถใช้งานได้ โดยเราจะรู้สึกเหมือนกำลังเล่นบล็อคของเล่นสำหรับเด็กมากกว่าการใช้งานซอฟต์แวร์สร้างแบบจำลองสามมิติ

          เมื่อสร้างโมเดลเสร็จแล้วเราก็สามารถ export ออกมาเป็นไฟล์ OBJ เพื่อเอาไปใช้ในแอปพลิเคชัน AR และ VR นอกจากนี้ก็ยังสามารถแบ่งปันให้คนอื่น ๆ ได้ดูเป็นแรงบันดาลใจผ่านเว็บ VR Google ได้อีกด้วย


ที่มา: Blog Google


วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การเคลื่อนที่ในโลกเสมือน VR


          ในโลกแห่งความเป็นจริง เราสามารถเดินจากจุด A ไปยังจุด B ได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีอาการเมา แต่ในโลกเสมือนอย่าง VR นั้น การเคลื่อนที่ไปอีกจุดหนึ่งให้รู้สึกเป็นธรรมชาติและไม่เกิดอาการเมากลับเป็นเรื่องที่ยากกว่า สังเกตได้จากการเล่นเกม VR ซึ่งคนส่วนมากที่เล่นมักจะเกิดอาการเมา คำถามคือทำยังไงให้เวลาเล่นเกม VR แล้วไม่เกิดอาการเมา การจะตอบคำถามนี้ได้ เราก็ต้องไปทำความรู้จักกับอาการเมาก่อน

          อาการเมา (ไม่ใช่อาการเมาเหล้านะจ๊ะ) คืออาการที่เกิดขึ้นในระหว่างการเคลื่อนที่บนยานพาหนะโดยที่ร่างกายของเราไม่ได้เคลื่อนที่โดยตรง สาเหตุเกิดจากระบบควบคุมการทรงตัวของร่างกายทำงานไม่สอดคล้องกัน โดยระบบการมองเห็นภาพมองเห็นสิ่งรอบตัวเคลื่อนไหวจึงส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าร่างกายเคลื่อนไหว แต่ระบบของเหลวในหูชั้นในที่ที่ควบคุมการทรงตัวกลับส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าร่างกายกำลังอยู่กับที่ จึงทำให้สมองที่ได้รับสัญญาณเกิดความสับสนเพราะไม่รู้ว่าร่างกายกำลังเคลื่อนที่หรืออยู่กับที่กันแน่ ทำให้เกิดอาการเมานั่นเอง

          เอาล่ะ กลับมาเรื่องเดิม การที่เราจะเล่นเกม VR โดยไม่เกิดอาการเมานั้น ขึ้นอยู่กับการจัดการการเคลื่อนที่ภายในเกมให้มีประสิทธิภาพ ซึ่ง Daydream Labs ร่วมกับทีมพัฒนาของ Google ได้เปิดตัว Daydream Elements ชุดตัวอย่างที่แสดงหลักการและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการพัฒนา VR ให้มีคุณภาพสูง ซึ่งอธิบายหลักการเคลื่อนที่ใน VR โดยไม่ให้ผู้เล่นเกิดอาการเมาไว้ดังนี้

          ความเร็วคงที่: จากสาเหตุของอาการเมาที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ ถ้าเรามองเห็นภาพที่แสดงว่าเรากำลังเร่งความเร็วพุ่งไปยังข้างหน้า แต่ตัวเรากลับนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสมองเราจะเกิดการสับสนจนทำให้เรารู้สึกเมา วิธีการลดความสับสนนี้ก็คือการใช้ความเร็วคงที่ในระหว่างการเคลื่อนที่


          การจำกัดขอบเขต: แม้ว่าในรายการโทรทัศน์จะมีภาพเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว แต่เราก็ไม่เคยรู้สึกเมา นั่นเป็นเพราะการแสดงผลของโทรทัศน์ใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับขนาดของห้องที่เรามองเห็น ดังนั้นนักพัฒนาเนื้อหา VR สามารถจำกัดขอบเขตการมองด้วยการแสดงภาพแบบอุโมงค์ในขณะที่มีการเคลื่อนที่ โดยการ fade in และ fade out ภาพเพื่อให้ความรู้สึกในการเคลื่อนที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งใน Google Earth VR จะเรียกฟีเจอร์นี้ว่า Comfort Mode


          การเทเลพอร์ต: เป็นเทคนิคการเคลื่อนที่ที่ช่วยให้ผู้ใช้ไปยังตำแหน่งเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดอาการเมา แต่ก็อาจทำให้ผู้ใช้เกิดความสับสนในขณะที่เคลื่อนที่ว่าเราอยู่ที่ไหนและมาตรงนี้ได้ยังไง ซึ่งเราสามารถลดความสับสนด้วยการ fade สภาพแวดล้อมรอบตัวก่อนและหลังการเทเลพอร์ต เช่นใน Google Street View

          การหมุน: การหมุนภาพอย่างต่อเนื่องและลื่นไหลจะส่งผลให้ผู้ใช้เกิดอาการเมาได้ ดังนั้นเราจึงควรลดความต่อเนื่องของการหมุนโดยการให้หมุนทีละ 10 - 20 องศา จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายตามายิ่งขึ้น

          เทคนิคการเคลื่อนที่ตามที่ได้กล่าวมาเป็นวิธีที่ช่วยไม่ให้ผู้ใช้งาน VR เกิดอาการเมา ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานสนุกและเพลิดเพลินไปกับการเล่น VR ได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับเพื่อน ๆ ที่เป็นนักพัฒนา VR อย่าลืมเข้าไปศึกษาเทคนิคใน Daydream Elements กันด้วยล่ะ เพราะเราคงไม่อยากเล่น VR กันสักเท่าไหร่ ถ้าเล่นแล้วเกิดอาการเมา (ฮา)


ที่มา: Blog google


สรุป Keynote ของงาน WWDC 2017 (Apple Special Event) ในวันที่ 5 มิถุนายน 2560


          หลังจากงาน Google I/O 2017 ที่จัดตั้งแต่วันที่ 17 - 19 พฤษภาคม 2560 (อ่านสรุปการเปิดตัวในงาน Google I/O 2017) ก็ถึงคราวที่คู่แข่งอย่าง Apple จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์บ้างแล้ว โดยทาง Apple ใช้ชื่องานว่า WWDC 2017 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 - 9 มิถุนายน 2560 (ถ้าตามเวลาของบ้านเราก็เริ่มคืนวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมานั่นเอง)

          เริ่มต้นด้วยการที่ CEO ของ Apple คุณ Tim Cook ขึ้นมากล่าวเปิดงานบนเวที ตามด้วยสถิติจำนวนนักฒนาที่พัฒนาแอปพลิเคชันของ Apple ที่มีมากถึง 16 ล้านคน หนึ่งในนั้นคือเด็กอายุสิบปีที่เริ่มเขียนโค้ดตอนอายุหกขวบ (ตอนนั้นตูทำอะไรอยู่ฟ่ะเนี่ย) ซึ่งปัจจุบันเด็กคนนี้มีแอปพลิเคชันอยู่ใน App Store มากถึงห้าแอปพลิเคชันเลย และนักพัฒนาอีกคนที่ถูกกล่าวถึงคือคุณยายวัย 82 ปี ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าอายุไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการพัฒนาแอปพลิเคชัน หลังจากฟังคุณ Tim Cook กล่าวเปิดตัวไปแล้ว เราก็มาดูกันว่าในงานนี้มีอะไรใหม่ ๆ มาแสดงบ้าง

tvOS



          Apple ประกาศว่า Apple TV รวมไปถึงแอปพลิเคชัน iOS TV บนอุปกรณ์พกพาจะรองรับ Amazon Prime Video

Apple Watch



          watchOS เดินทางมาถึงรุ่นที่ 4 แล้ว มีการเพิมฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากมาย เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงหน้าปัดของตัวนาฬิกาที่เรียกว่า Siri watch face ซึ่งเป็นการรวม Siri เข้าไปเพื่อแสดงข้อมูลตามเวลา, สถานที่, กิจกรรมในปฏิทิน และอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มตัวการ์ตูนจาก Toy Story ได้แก่ Woody, Jesse และ Buzz เข้าไปอีกด้วย

          ในส่วนของแอปพลิเคชัน Workout ได้มีการปรับการเคลื่อนไหวของ UI เพิ่มโหมดท้าทายและ การฝึกแบบ HIIT (High-Intensity Interval Training) ที่สำคัญยังสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องออกกำลังกายในฟิตเนสผ่านเทคโนโลยี NFC และแสดงค่าเผาผลาญพลังงานในการออกกำลังกายได้

          watchOS 4 ยังมีการอัปเดตแอปพลิเคชัน Music ซึ่งจะสร้างเพลย์ลิสต์ตามความชอบและประวัติการฟังของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ ยิ่งกว่านั้นเพลงจะเล่นเองเมื่อผู้ใช้เริ่มออกกำลังกาย โดย watchOS 4 สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เปิดให้นักพัฒนานำไปใช้แล้ว แต่รุ่นสำหรับบุคคลทั่วไปจะออกวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

macOS



          macOS รุ่นใหม่ได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมมาจากรุ่น Sierra ในปัจจุบันและเรียก macOS 10.13 ในชื่อใหม่ว่า High Sierra (เล่นแบบนี้เลยเร้อ!) ซึ่งเพิ่มความสามารถให้กับเว็บเบราว์เซอร์ประจำเครื่องอย่าง Safari ให้เป็นเบราว์เซอร์ที่เร็วที่สุด และสามารถการบล็อกการเล่นวิดีโอแบบอัตโนมัติในหน้าเว็บ รวมไปถึงป้องกันการติดตามที่จะบันทึกการท่องเว็บของผู้ใช้งาน


          แอปพลิเคชัน Mail เพิ่มฟีเจอร์ Split View ที่จะช่วยให้เราตอบกลับ mail ได้ง่ายขึ้น ในส่วนของแอปพลิเคชัน Photo ได้มีการแก้ไขแถบด้านข้างซึ่งจะช่วยในการค้นหารูปภาพ ปรับปรุงระบบการจดจำใบหน้า และซิงค์อัลบั้มผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ

          macOS รุ่นนี้จะใช้ Apple File System เป็นระบบจัดการไฟล์พื้นฐานซึ่งจะประกอบไปด้วย ระบบป้องกันความผิดพลาด, การเก็บเอกสารอย่างปลอดภัย, ความเสถียรของระบบ และการเข้ารหัสแบบเฉพาะตัว เป็นต้น ทางด้านวิดีโอได้มีการใช้ตัวเข้ารหัสวิดีโอใหม่ H.265/HVEC เป็นตัวพื้นฐาน ซึ่งจะรองรับวิดีโอที่มีความคมระดับ 4K นอกจากนี้ยังมีการเพิ่ม Metal 2 และ Metal for VR ซึ่งจะปรับปรุงคุณภาพในด้านกราฟิกให้ดียิ่งขึ้น และรองรับการใช้งานเทคโนโลยี VR อีกด้วย
          High Sierra สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เปิดให้ใช้งานแล้ว ส่วนเวอร์ชันเบต้าจะเปิดใช้งานในปลายเดือนมิถุนายน และเวอร์ชันสมบูรณ์จะเปิดใช้ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ โดย OS นี้จะใช้งานได้กับ Mac ทุกเครื่องที่สามารถใช้งานเวอร์ชัน Sierra ได้

iMac



          iMac รุ่นใหม่นี้จะใช้ Core processors รุ่นที่เจ็ดของ Intel หรือที่เรียกว่า "Kaby Lake" รองรับ RAM ขนาด 32GB (21.5 นิ้ว) หรือ 64GB (27 นิ้ว) มีพอร์ต USB-C สองพอร์ต ใช้ Intel Iris Plus graphics ที่เร็วกว่ารุ่นที่แล้วถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เราสามารถสนุกไปกับเทคโนโลยี VR ได้อย่างไม่กระตุก (สเปกเพิ่มเติมสามารถดูได้ ที่นี่) โดย iMac รุ่นจอ 21.5 นิ้วราคาเริ่มต้น $1,099, รุ่นจอ 21.5 นิ้วแบบ 4K ราคาเริ่มต้น $1,299 และรุ่นจอ 27 นิ้วราคาเริ่มต้น $1,799 ซึ่งทั้งหมดนี้พร้อมวางจำหน่ายแล้ว



MacBook และ MacBook Pro



          MacBook และ MacBook Pro จะใช้ Core processors รุ่นที่เจ็ดของ Intel (Kaby Lake) และ SSD ที่มีความเร็วในการเขียนข้อมูลเพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,299 และพร้อมวางจำหน่ายแล้ว

iMac Pro



          iMac ที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา มีจอภาพความคมชัดระดับ 5K (จะคมชัดบาดตาไปถึงไหนเนี่ย) โปรเซสเซอร์ซีออน 18 คอร์ (18-core Xeon processor) และกราฟิก AMD Radeon Vega ที่มี VRAM สูงสุด 16GB นอกจากนี้ยังมีหน่วยความจำ ECC ขนาด 128GB และที่เก็บข้อมูล SSD มากถึง 4TB ราคาเริ่มต้นที่ $4,999 (เกือบสองแสนบาท!!!) และจะเริ่มจำหน่ายในเดือนธันวาคม



iOS 11



          OS บนอุปกรณ์ iPhone ซึ่งพัฒนามาถึงเวอร์ชันที่ 11 โดยเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากมาย
  • iMessage: มีการปรับปรุงหน้าตาและรองรับการเก็บข้อความไว้ใน iCloud
  • Apple Pay: รองรับการใช้งานในรูปแบบข้อความ ผู้ใช้จะสามารถรับและส่งเงินผ่าน iMessage ได้
  • Siri: เพิ่มเสียงให้มากขึ้น, ปรับปรุงหน้าตาใหม่, แปลภาษาได้ ฉลาดขึ้นสามารถเรียนรู้ความต้องการและนำเสนอข้อมูลให้กับผู้ใช้ได้ดีขึ้น
  • Camera: เปลี่ยนการเข้ารหัสวิดีโอไปใช้ HEVC และรองรับ HDR ทำให้คุณภาพการถ่ายภาพดีขึ้น
  • Control Center: ออกแบบใหม่ให้การปรับแต่งทุกอย่างอยู่ในหน้าเดียวและรองรับ 3D Touch
  • Lock Screen: นำ Lock Screen และ Notification มารวมกัน ลดความยุ่งยากในการใช้งานลง
  • Photo: เพิ่มฟีเจอร์ฟิลเตอร์แต่งรูปใหม่ และสามารถทำ Loop Video ได้
  • Maps: เพิ่มแผนที่ในร่มเช่น ห้างสรรพสินค้าและสนามบิน เป็นต้น และเพิ่มฟีเจอร์แสดงเลนไกด์ในขณะที่ใช้นำทาง
  • CarPlay: ระบบจะเข้าสู่โหมด Do Not Disturb While Driving ในขณะที่ขับรถโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะไม่แสดงการแจ้งเตือน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน
  • HomeKit: เพิ่มระบบควบคุมลำโพงได้หลายตัว และ AirPlay 2
  • Apple Music: สามารถตั้งค่าเป็นสาธารณะเพื่อเปิดให้คนอื่นเข้ามาดูประวัติการฟังเพลงของเราได้ และเพิ่ม API ให้นักพัฒนาสามารถเชื่อมต่อกับ Apple Music ได้
  • App Store: ออกแบบใหม่ เพิ่มแท็ป (เช่น Today tab, Games tab, Apps tab เป็นต้น) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาแอปพลิเคชันได้ง่ายขึ้น
  • Augmented Reality: ARKit ช่วยให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับ AR ได้
นอกจากนี้ยังเพิ่มความสามารถอันหลากหลายให้กับ iPad เช่น เพิ่มฟีเจอร์ของ apps dock ใน iPad, เพิ่มฟีเจอร์ Split View ให้สามารถเปิดหลายแอปพลิเคชันได้พร้อมกัน, รองรับ Drag and drop ในการ copy ข้อมูล (ข้อความ, รูปภาพ) ไปมาระหว่างแอปพลิเคชัน, เพิ่มแอปพลิเคชัน Files ไว้จัดการข้อมูลใน iPad

          iOS 11 (เบต้า 1) สำหรับนักพัฒนาเปิดให้นักพัฒนาโหลดไปใช้งานแล้ว ส่วนรุ่นเบต้าจะปล่อยปลายเดือนนี้ และรุ่นสมบูรณ์แบบจะปล่อยช่วงเดือนกันยายนพร้อมกับเปิดตัว iPhone 8 และ iPhone 7s

iPad Pro



          Apple เปิดตัว iPad Pro รุ่นใหม่มีขนาด 10.5 นิ้ว (ที่จะมาแทนที่ iPad Pro 9.7 นิ้ว) พร้อมกับอุปกรณ์เสริม Smart Keyboard แป้นคีย์บอร์ดที่ช่วยทำให้เราสามารถพิมพ์ข้อความได้ง่ายขึ้น โดย iPad Pro รุ่นใหม่จะใช้เทคโนโลยี True Tone (เทคโนโลยีที่ทำให้หน้าจอสามารถปรับสภาพไปตามแสงในสภาพแวดล้อมของผู้ใช้), รองรับวิดีโอ HDR, มีฟีเจอร์ ProMotion ที่ปรับความถี่การกระพริบเป็น 120Hz ทำให้การเคลื่อนไหวดูลื่นขึ้น


          iPad Pro ใช้ชิพ CPU A10X 6 คอร์ส่งผลให้ความเร็วเพิ่มขึ้น 30% และ GPU 12 คอร์ทำให้ประมวลผลด้านกราฟิกได้เร็วขึ้นถึง 40% กล้องเดียวกับใน iPhone 7 ซึ่งประกอบด้วยกล้องหลัก 12 ล้านพิกเซลและกล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล ใช้พอร์ต USB-C ในการชาร์จ มีรุ่นหน่วยความจำ 64GB, 256GB และ 512 GB แต่ iOS ของ iPad Pro รุ่นนี้ยังเป็น iOS 10 อยู่ ซึ่งต้องรออับเดตเป็น iOS 11 เพื่อเพิ่มความสามารถต่าง ๆ ในหัวข้อ iOS 11



HomePod



          Apple เปิดตัว HomePod ลำโพงที่ให้เสียงคุณภาพสูงผสมผสานกับคุณสมบัติของ Siri กลายมาเป็นลำโพงอัจฉริยะขนาด 7 นิ้ว ใช้ชิพ A8 ของ Apple ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ส่งผลให้สามารถตรวจจับสภาพแวดล้อมและปรับการสร้างเสียงเพื่อกระจายเสียงไปยังรอบ ๆ ห้อง และด้วยพลังของ Siri ทำให้ลำโพงนี้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่บ้านอีกด้วย โดย HomePod จะมีราคา $349 (ในขณะที่ Amazon Echo มีราคา $180 และ Google Home มีราคา $129) และจะเริ่มขายในเดือนธันวาคม


          ตามความเห็นส่วนตัวคิดว่ายุคสมัยถัดจากนี้ไปน่าจะเป็นยุคสมัยของ AI แล้ว ซึ่งเห็นได้จากการที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AlphaGo ที่สามารถเอาชนะแชมป์โกะโลกได้ หรือการที่เอา AI มาทำงานแทนคน ซึ่งในงาน Google I/O ที่ผ่านมา ทาง Google พูดถึงทิศทางการพัฒนาว่าจะให้ความสำคัญกับ AI แล้วก็ได้จับปัญญาประดิษฐ์มาทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ของตัวเองหลาย ๆ ตัว ในทางกลับกัน Apple ยังไม่ค่อยพูดถึงเรื่องปัญญาประดิษฐ์สักเท่าไหร่ ซึ่งเราก็ต้องมารอดูกันต่อไปว่า Apple จะพัฒนา AI ออกมาสู้กับ Google หรือเปล่า .....เพื่อน ๆ สามารถดูวิดีโอการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ภายในงาน WWDC 2017 แบบเต็ม ๆ ได้จากลิงค์ที่มา


ที่มา: Apple Events


วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Google สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กสาวฝึกเขียนโค้ดด้วย Wonder Woman


          ช่วงนี้มีภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องนึงที่กำลังเข้าฉายในโรง ภาพยนตร์ที่เป็นกระแสเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้นอกจาก Wonder Woman นั่นเอง ซึ่ง Wonder Woman เป็นฮีโร่หญิงที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดจากค่าย DC Comics (สำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนรายใหญ่ของอเมริกา) สาวน้อยมหัศจรรย์คนนี้เป็นหญิงสาวเผ่าอเมซอนได้รับพรจากเทพเจ้ากรีกแห่งเขาโอลิมปุสจนมีพลังแข็งแกร่ง สามารถยืนเคียงข้าง Batman และ Superman เป็นสามเสาหลักผู้ก่อตั้งทีมรวมซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีชื่อว่า Justice League (จัสติช ลีก)

          นอกเหนือจากฐานะฮีโร่หญิงแล้ว Wonder Woman ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเสริมสร้างพลังอำนาจให้กับเพศหญิงอีกด้วย ซึ่งมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี เพราะเด็กผู้หญิงมีโอกาสที่จะได้รับการส่งเสริมทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์น้อยกว่าเด็กผู้ชาย และมีเพียง 22 เปอร์เซ็นต์ของนักพัฒนาเกมที่เป็นผู้หญิง


          ดังนั้น Made with Code (โครงการที่ Google สร้างขึ้นเพื่อผลักดันให้เด็กผู้หญิงหันมาเขียนโปรแกรมกันมากขึ้น) จึงได้เปิดตัวเครื่องมือการเขียนโปรแกรมเชิงโต้ตอบแบบใหม่ ให้เด็กผู้หญิงสามารถสร้างฉากพิเศษสามฉากจากภาพยนตร์โดยใช้หลักการเขียนโค้ดเบื้องต้นเพื่อช่วยให้ Wonder Woman เอาชนะอุปสรรคและบรรลุเป้าหมายได้

          เครื่องมือใหม่ที่ทาง Google ได้เปิดตัวนี้จะให้ผู้เล่นนำบล็อคการเคลื่อนไหวของ Wonder Woman มาเรียงต่อ ๆ กัน จากนั้นก็สั่งให้เกมทำงาน ซึ่งสาวน้อยมหัศจรรย์ก็จะเคลื่อนไหวไปตามลำดับบล็อคที่ผู้เล่นนำมาเรียง ถ้าเรียงลำดับการเคลื่อนไหวได้ถูกต้องก็จะสามารถผ่านไปยังฉากต่อไปได้ โดยเราสามารถเข้าไปเล่นได้ที่ Made with Code: Projects Wonder Woman



ที่มา: Blog Google

วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นักวิทยาศาสตร์สร้างโฮโลแกรมที่บางที่สุดในโลก


          ดูเหมือนว่าความฝันที่เราจะได้ใช้งานโฮโลแกรมอย่างในภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ชื่อดังเรื่องต่าง ๆ ใกล้จะเป็นจริงแล้ว เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาโฮโลแกรมที่บางที่สุดในโลก ซึ่งบางกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 1,000 เท่า

          โฮโลแกรมเป็นภาพสามมิติที่สร้างขึ้นโดยการปฏิสัมพันธ์ของแสงเลเซอร์จากแหล่งกำเนิดแสง และมีความลึกมากกว่าภาพที่เกิดขึ้นจากเลนส์ โดยแสงจะต้องถูกจัดการให้สามารถสร้างภาพลวงตาของวัตถุสามมิติออกมาได้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้วัสดุที่ใช้ในการทำโฮโลแกรมก็มีความหนาพอ ๆ กับความยาวคลื่นของแสงที่ต้องจัดการ

          "โฮโลแกรมแบบเก่าที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์มีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่โฮโลแกรมบางเฉียบของเราสามารถแก้ไขปัญหาในด้านขนาดได้" คุณ Min Gu หัวหน้าทีมวิจัยจากสถาบัน Royal Melbourne Institute of Technology (RMIT) ในออสเตรเลียกล่าว

          เพื่อลดขนาดของโฮโลแกรมให้บางลง คุณ Gu และทีมจึงได้ใช้แผ่นฟิล์มบาง ๆ ของฉนวนโทโพโลจิคอล (Topological Insulator) ที่เรียกว่า Antimony Telluride (Sb2Te3) ในการสร้างโฮโลแกรมที่มีขนาด 25 นาโนเมตร ซึ่งเจ้าฉนวนโทโพโลจิคอลเป็นวัสดุควอนตัมที่มีคุณสมบัติพิเศษ นั่นคือมีดัชนีการหักเหของแสงต่ำที่พื้นผิว แต่ตรงกลางกลับมีดัชนีการหักเหของแสงสูง

          แผ่นฟิล์ม Antimony Telluride จะถูกยิงด้วยแสงเลเซอร์แบบเดียวกับที่ใช้ตอนเขียนข้อมูลลงแผ่นซีดี ซึ้งพื้นผิวที่หักเหแสงได้มากจะทำให้แสงกระเด็นไปรอบ ๆ ภายใน โดยแสงที่สะท้อนอยู่ภายในหลาย ๆ ครั้งจะทำให้เกิดเป็นภาพโฮโลแกรมสามมิติ และขั้นตอนต่อไปของงานวิจัยชิ้นนี้ก็คือการพัฒนาฟิล์มบางอย่างแข็งที่จะนำไปวางลงบนหน้าจอ LCD เพื่อแสดงภาพสามมิติ ซึ่งจำเป็นต้องลดขนาดพิกเซลลงไปอย่างน้อยอีกสิบเท่า


          เทคโนโลยีนาโนโฮโลแกรมนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้ระบบเลเซอร์แบบเดียวกับการเขียนข้อมูลลงแผ่นซีดีซึ่งรวดเร็วและไม่ซับซ้อน จึงเหมาะสมกับการนำไปใช้งานและง่ายต่อการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ด้วยขนาดที่บางกว่าเส้นผมก็จะทำให้ผู้ผลิตสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใส่ไว้ในสมาร์ทโฟนได้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นสมาร์ทโฟนแสดงผลเป็นภาพโฮโลแกรมในเร็ว ๆ นี้ก็เป็นได้


ที่มา: Sciencealert


วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Google เปิดตัว Data Gif Maker เครื่องมือสร้างภาพเคลื่อนไหวเปรียบเทียบข้อมูล


          Google เปิดตัวเครื่องมือใหม่ชื่อว่า Data Gif Maker ที่สามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวแสดงการเปรียบเทียบข้อมูลสองตัวได้ ซึ่งจะช่วยให้การนำเสนอข้อมูลจำพวกแบบสำรวจหรือคะแนนภาพยนต์มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น


          วิธีใช้งานก็ง่าย ๆ เพียงแค่ใส่หัวข้อหรือประเด็นที่ต้องการจะเปรียบเทียบสองหัวข้อ จากนั้นก็ใส่คะแนนของหัวข้อลงไปทั้งสองฝั่ง (สามารถเลือกได้ว่าจะเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์หรือตัวเลข) ถ้าคะแนนของแต่ละหัวข้อที่จะเปรียบเทียบมีหลายคะแนนก็ให้คั่นด้วยเครื่องหมายลูกน้ำ โดยเราสามารถเลือกสีให้แต่ละหัวข้อและระบุได้ว่าเปรียบเทียบหัวข้อจากอะไร (เราสามารถค้นหาคะแนนของหัวข้อได้จาก Google Trends explore ซึ่งเป็นเครื่องมือของ Google ที่แสดงสถิติการค้นหา) เมื่อเรากำหนดค่าต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วก็สั่งให้แสดงสร้างภาพเคลื่อนไหว หรือจะเซฟผลการเปรียบเทียบออกมาเป็นไฟล์ GIF เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อก็ได้


          เครื่องมือตัวนี้จะช่วยเพิ่มลูกเล่นและสร้างการเคลื่อนไหวให้กับข้อมูลการเปรียบเทียบ ซึ่งจะทำให้การนำเสนอข้อมูลของสื่อต่าง ๆ มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น


ที่มา: Blog Google


วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Google เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์การตลาดด้วย AI


          การแพร่หลายของสมาร์ทโฟนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกของการโฆษณาอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราหันมาใช้สมาร์ทโฟนในการเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ กันมากขึ้น การโฆษณาจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นตาม

          ในงาน Google I/O 2017 ที่ผ่านมา (สรุป Keynote ในงาน Google I/O 2017) ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่าทาง Google ได้หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี AI โดยการผนวก AI เข้าไปในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ขึ้นมากมาย ซึ่งทาง Google ยังนำ AI มาใช้ช่วยวิเคราะห์การตลาดเพื่อวัดผลการโฆษณาและช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตทางธุรกิจให้กับองค์กร

          Google Attribution ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยวัดประสิทธิภาพในการทำการตลาดว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ โดยการนำข้อมูลจาก AdWords, DoubleClick Search และ Google Analytics มาใช้ในการวิเคราะห์ร่วมกันและสรุปออกมาเป็นประสิทธิภาพในการโฆษณาว่าได้ผลลัพธ์ดีหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ Google Attribution ยังอยู่ในช่วงทดสอบ และจะเปิดให้ผู้ลงโฆษณาใช้งานในอีกไม่กี่เดือนถัดไป

          แม้ว่าผู้ใช้งานจะหาสินค้าจากอินเตอร์เน็ตด้วยสมาร์ทโฟน แต่ส่วนใหญ่มักจบลงด้วยการไปซื้อสินค้าที่ร้านค้า โดยทาง Google ได้ปรับปรุงโมเดล deep learning เพื่อให้สามารถเทรนข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะช่วยวัดการเข้าร้าน (Store visits measurement) ของร้านค้าจากระบบ Search, Shopping และ Display นอกจากนี้ Google ยังมีแผนจะนำระบบวัดการเข้าร้านไปใช้กับ YouTube TrueView เพื่อวัดประสิทธิภาพในการดึงดูดลูกค้าจากวิดีโอโฆษณา

          ระบบวัดการเข้าร้านเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการช่วยให้ธุรกิจเติบโต อีกสิ่งที่เราต้องการทราบคือโฆษณาที่เราลงไปนั้นสามารถสร้างรายได้กลับมาหรือเปล่า ดังนั้น Google จึงมีแผนจะใช้ระบบวัดการขายภายในร้านในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อให้เราสามารถวัดรายได้ภายในร้านได้นอกเหนือจากการเข้าชมร้านค้าโดยการโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ

          สุดท้ายคือการปรับปรุง Search Ads ด้วยการเทคโนโลยี AI เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงผู้ที่พร้อมจะขายผลิตภัณฑ์และบริการตามที่ผู้ซื้อค้นหา


ที่มา: Blog Google


Google เพิ่มฟีเจอร์แบ่งปันสิ่งต่าง ๆ ในครอบครัว


          ครอบครัวแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ ให้กันและกันไม่ว่าจะเป็นอาหาร, การพูดคุย, อ้อมกอด สิ่งเหล่านี้ทำให้สายสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นกันมากขึ้น Google ซึ่งให้ความสำคัญของการแบ่งปันจึงได้เพิ่มฟีเจอร์แชร์ที่ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกับคนสำคัญในครอบครัวและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันได้ง่ายขึ้น โดยมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ลงในแอปพลิเคชันดังต่อนี้


Youtube TV: เพิ่มจำนวนสมาชิกในครอบครัวให้เข้าถึง cloud DVR ได้มากสูงสุดถึง 6 คนในราคา 35 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 1,200 บาท) และรองรับการถ่ายทอดสดทีวีจาก ABC, CBS, FOX, NBC และเครือข่ายเคเบิลทีวีอื่น ๆ อ่านเพิ่มเติม












Google Calendar: แบ่งปันปฏิทินให้กับสมาชิกในครอบครัว ทำให้เราติดตามกิจกรรมของครอบครัวได้ง่ายขึ้น อ่านเพิ่มเติม









Google Keep: แบ่งปันบันทึกย่อ รายการ หรือการแจ้งเตือนที่บันทึกไว้ให้สมาชิกในครอบครัว อ่านเพิ่มเติม











Google Photos: ส่งรูปถ่ายหรือคลิปวิดีโอที่เก็บความทรงจำร่วมกันไปให้สมาชิกในครอบครัวด้วยการกดไม่กี่ครั้ง อ่านเพิ่มเติม
















          ผู้ใช้สามารถ สร้างกลุ่มครอบครัว ที่มีจำนวนสมาชิกในครอบครัวสูงสุด 6 คนเพื่อใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวได้ โดยฟีเจอร์ของ Youtube TV สามารถใช้งานได้เฉพาะในประเทศที่ Youtube TV เปิดให้ใช้บริการเท่านั้น ส่วนฟีเจอร์ของ Google Calendar, Google Keep, และ Google Photos ตอนนี้สามารถใช้งานได้เฉพาะในประเทศออสเตรเลีย, บราซิล, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ญี่ปุ่น, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, รัสเซีย, สเปน, สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ซึ่งก็หวังว่าในอนาคต Google จะเปิดให้ใช้ฟีเจอร์นี้ในไทยในเร็ว ๆ นี้


ที่มา: Blog Google