วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สรุป Keynote ของงาน WWDC 2017 (Apple Special Event) ในวันที่ 5 มิถุนายน 2560


          หลังจากงาน Google I/O 2017 ที่จัดตั้งแต่วันที่ 17 - 19 พฤษภาคม 2560 (อ่านสรุปการเปิดตัวในงาน Google I/O 2017) ก็ถึงคราวที่คู่แข่งอย่าง Apple จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์บ้างแล้ว โดยทาง Apple ใช้ชื่องานว่า WWDC 2017 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 - 9 มิถุนายน 2560 (ถ้าตามเวลาของบ้านเราก็เริ่มคืนวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมานั่นเอง)

          เริ่มต้นด้วยการที่ CEO ของ Apple คุณ Tim Cook ขึ้นมากล่าวเปิดงานบนเวที ตามด้วยสถิติจำนวนนักฒนาที่พัฒนาแอปพลิเคชันของ Apple ที่มีมากถึง 16 ล้านคน หนึ่งในนั้นคือเด็กอายุสิบปีที่เริ่มเขียนโค้ดตอนอายุหกขวบ (ตอนนั้นตูทำอะไรอยู่ฟ่ะเนี่ย) ซึ่งปัจจุบันเด็กคนนี้มีแอปพลิเคชันอยู่ใน App Store มากถึงห้าแอปพลิเคชันเลย และนักพัฒนาอีกคนที่ถูกกล่าวถึงคือคุณยายวัย 82 ปี ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าอายุไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการพัฒนาแอปพลิเคชัน หลังจากฟังคุณ Tim Cook กล่าวเปิดตัวไปแล้ว เราก็มาดูกันว่าในงานนี้มีอะไรใหม่ ๆ มาแสดงบ้าง

tvOS



          Apple ประกาศว่า Apple TV รวมไปถึงแอปพลิเคชัน iOS TV บนอุปกรณ์พกพาจะรองรับ Amazon Prime Video

Apple Watch



          watchOS เดินทางมาถึงรุ่นที่ 4 แล้ว มีการเพิมฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากมาย เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงหน้าปัดของตัวนาฬิกาที่เรียกว่า Siri watch face ซึ่งเป็นการรวม Siri เข้าไปเพื่อแสดงข้อมูลตามเวลา, สถานที่, กิจกรรมในปฏิทิน และอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มตัวการ์ตูนจาก Toy Story ได้แก่ Woody, Jesse และ Buzz เข้าไปอีกด้วย

          ในส่วนของแอปพลิเคชัน Workout ได้มีการปรับการเคลื่อนไหวของ UI เพิ่มโหมดท้าทายและ การฝึกแบบ HIIT (High-Intensity Interval Training) ที่สำคัญยังสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องออกกำลังกายในฟิตเนสผ่านเทคโนโลยี NFC และแสดงค่าเผาผลาญพลังงานในการออกกำลังกายได้

          watchOS 4 ยังมีการอัปเดตแอปพลิเคชัน Music ซึ่งจะสร้างเพลย์ลิสต์ตามความชอบและประวัติการฟังของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ ยิ่งกว่านั้นเพลงจะเล่นเองเมื่อผู้ใช้เริ่มออกกำลังกาย โดย watchOS 4 สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เปิดให้นักพัฒนานำไปใช้แล้ว แต่รุ่นสำหรับบุคคลทั่วไปจะออกวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

macOS



          macOS รุ่นใหม่ได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมมาจากรุ่น Sierra ในปัจจุบันและเรียก macOS 10.13 ในชื่อใหม่ว่า High Sierra (เล่นแบบนี้เลยเร้อ!) ซึ่งเพิ่มความสามารถให้กับเว็บเบราว์เซอร์ประจำเครื่องอย่าง Safari ให้เป็นเบราว์เซอร์ที่เร็วที่สุด และสามารถการบล็อกการเล่นวิดีโอแบบอัตโนมัติในหน้าเว็บ รวมไปถึงป้องกันการติดตามที่จะบันทึกการท่องเว็บของผู้ใช้งาน


          แอปพลิเคชัน Mail เพิ่มฟีเจอร์ Split View ที่จะช่วยให้เราตอบกลับ mail ได้ง่ายขึ้น ในส่วนของแอปพลิเคชัน Photo ได้มีการแก้ไขแถบด้านข้างซึ่งจะช่วยในการค้นหารูปภาพ ปรับปรุงระบบการจดจำใบหน้า และซิงค์อัลบั้มผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ

          macOS รุ่นนี้จะใช้ Apple File System เป็นระบบจัดการไฟล์พื้นฐานซึ่งจะประกอบไปด้วย ระบบป้องกันความผิดพลาด, การเก็บเอกสารอย่างปลอดภัย, ความเสถียรของระบบ และการเข้ารหัสแบบเฉพาะตัว เป็นต้น ทางด้านวิดีโอได้มีการใช้ตัวเข้ารหัสวิดีโอใหม่ H.265/HVEC เป็นตัวพื้นฐาน ซึ่งจะรองรับวิดีโอที่มีความคมระดับ 4K นอกจากนี้ยังมีการเพิ่ม Metal 2 และ Metal for VR ซึ่งจะปรับปรุงคุณภาพในด้านกราฟิกให้ดียิ่งขึ้น และรองรับการใช้งานเทคโนโลยี VR อีกด้วย
          High Sierra สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เปิดให้ใช้งานแล้ว ส่วนเวอร์ชันเบต้าจะเปิดใช้งานในปลายเดือนมิถุนายน และเวอร์ชันสมบูรณ์จะเปิดใช้ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ โดย OS นี้จะใช้งานได้กับ Mac ทุกเครื่องที่สามารถใช้งานเวอร์ชัน Sierra ได้

iMac



          iMac รุ่นใหม่นี้จะใช้ Core processors รุ่นที่เจ็ดของ Intel หรือที่เรียกว่า "Kaby Lake" รองรับ RAM ขนาด 32GB (21.5 นิ้ว) หรือ 64GB (27 นิ้ว) มีพอร์ต USB-C สองพอร์ต ใช้ Intel Iris Plus graphics ที่เร็วกว่ารุ่นที่แล้วถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เราสามารถสนุกไปกับเทคโนโลยี VR ได้อย่างไม่กระตุก (สเปกเพิ่มเติมสามารถดูได้ ที่นี่) โดย iMac รุ่นจอ 21.5 นิ้วราคาเริ่มต้น $1,099, รุ่นจอ 21.5 นิ้วแบบ 4K ราคาเริ่มต้น $1,299 และรุ่นจอ 27 นิ้วราคาเริ่มต้น $1,799 ซึ่งทั้งหมดนี้พร้อมวางจำหน่ายแล้ว



MacBook และ MacBook Pro



          MacBook และ MacBook Pro จะใช้ Core processors รุ่นที่เจ็ดของ Intel (Kaby Lake) และ SSD ที่มีความเร็วในการเขียนข้อมูลเพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,299 และพร้อมวางจำหน่ายแล้ว

iMac Pro



          iMac ที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา มีจอภาพความคมชัดระดับ 5K (จะคมชัดบาดตาไปถึงไหนเนี่ย) โปรเซสเซอร์ซีออน 18 คอร์ (18-core Xeon processor) และกราฟิก AMD Radeon Vega ที่มี VRAM สูงสุด 16GB นอกจากนี้ยังมีหน่วยความจำ ECC ขนาด 128GB และที่เก็บข้อมูล SSD มากถึง 4TB ราคาเริ่มต้นที่ $4,999 (เกือบสองแสนบาท!!!) และจะเริ่มจำหน่ายในเดือนธันวาคม



iOS 11



          OS บนอุปกรณ์ iPhone ซึ่งพัฒนามาถึงเวอร์ชันที่ 11 โดยเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากมาย
  • iMessage: มีการปรับปรุงหน้าตาและรองรับการเก็บข้อความไว้ใน iCloud
  • Apple Pay: รองรับการใช้งานในรูปแบบข้อความ ผู้ใช้จะสามารถรับและส่งเงินผ่าน iMessage ได้
  • Siri: เพิ่มเสียงให้มากขึ้น, ปรับปรุงหน้าตาใหม่, แปลภาษาได้ ฉลาดขึ้นสามารถเรียนรู้ความต้องการและนำเสนอข้อมูลให้กับผู้ใช้ได้ดีขึ้น
  • Camera: เปลี่ยนการเข้ารหัสวิดีโอไปใช้ HEVC และรองรับ HDR ทำให้คุณภาพการถ่ายภาพดีขึ้น
  • Control Center: ออกแบบใหม่ให้การปรับแต่งทุกอย่างอยู่ในหน้าเดียวและรองรับ 3D Touch
  • Lock Screen: นำ Lock Screen และ Notification มารวมกัน ลดความยุ่งยากในการใช้งานลง
  • Photo: เพิ่มฟีเจอร์ฟิลเตอร์แต่งรูปใหม่ และสามารถทำ Loop Video ได้
  • Maps: เพิ่มแผนที่ในร่มเช่น ห้างสรรพสินค้าและสนามบิน เป็นต้น และเพิ่มฟีเจอร์แสดงเลนไกด์ในขณะที่ใช้นำทาง
  • CarPlay: ระบบจะเข้าสู่โหมด Do Not Disturb While Driving ในขณะที่ขับรถโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะไม่แสดงการแจ้งเตือน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน
  • HomeKit: เพิ่มระบบควบคุมลำโพงได้หลายตัว และ AirPlay 2
  • Apple Music: สามารถตั้งค่าเป็นสาธารณะเพื่อเปิดให้คนอื่นเข้ามาดูประวัติการฟังเพลงของเราได้ และเพิ่ม API ให้นักพัฒนาสามารถเชื่อมต่อกับ Apple Music ได้
  • App Store: ออกแบบใหม่ เพิ่มแท็ป (เช่น Today tab, Games tab, Apps tab เป็นต้น) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาแอปพลิเคชันได้ง่ายขึ้น
  • Augmented Reality: ARKit ช่วยให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับ AR ได้
นอกจากนี้ยังเพิ่มความสามารถอันหลากหลายให้กับ iPad เช่น เพิ่มฟีเจอร์ของ apps dock ใน iPad, เพิ่มฟีเจอร์ Split View ให้สามารถเปิดหลายแอปพลิเคชันได้พร้อมกัน, รองรับ Drag and drop ในการ copy ข้อมูล (ข้อความ, รูปภาพ) ไปมาระหว่างแอปพลิเคชัน, เพิ่มแอปพลิเคชัน Files ไว้จัดการข้อมูลใน iPad

          iOS 11 (เบต้า 1) สำหรับนักพัฒนาเปิดให้นักพัฒนาโหลดไปใช้งานแล้ว ส่วนรุ่นเบต้าจะปล่อยปลายเดือนนี้ และรุ่นสมบูรณ์แบบจะปล่อยช่วงเดือนกันยายนพร้อมกับเปิดตัว iPhone 8 และ iPhone 7s

iPad Pro



          Apple เปิดตัว iPad Pro รุ่นใหม่มีขนาด 10.5 นิ้ว (ที่จะมาแทนที่ iPad Pro 9.7 นิ้ว) พร้อมกับอุปกรณ์เสริม Smart Keyboard แป้นคีย์บอร์ดที่ช่วยทำให้เราสามารถพิมพ์ข้อความได้ง่ายขึ้น โดย iPad Pro รุ่นใหม่จะใช้เทคโนโลยี True Tone (เทคโนโลยีที่ทำให้หน้าจอสามารถปรับสภาพไปตามแสงในสภาพแวดล้อมของผู้ใช้), รองรับวิดีโอ HDR, มีฟีเจอร์ ProMotion ที่ปรับความถี่การกระพริบเป็น 120Hz ทำให้การเคลื่อนไหวดูลื่นขึ้น


          iPad Pro ใช้ชิพ CPU A10X 6 คอร์ส่งผลให้ความเร็วเพิ่มขึ้น 30% และ GPU 12 คอร์ทำให้ประมวลผลด้านกราฟิกได้เร็วขึ้นถึง 40% กล้องเดียวกับใน iPhone 7 ซึ่งประกอบด้วยกล้องหลัก 12 ล้านพิกเซลและกล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล ใช้พอร์ต USB-C ในการชาร์จ มีรุ่นหน่วยความจำ 64GB, 256GB และ 512 GB แต่ iOS ของ iPad Pro รุ่นนี้ยังเป็น iOS 10 อยู่ ซึ่งต้องรออับเดตเป็น iOS 11 เพื่อเพิ่มความสามารถต่าง ๆ ในหัวข้อ iOS 11



HomePod



          Apple เปิดตัว HomePod ลำโพงที่ให้เสียงคุณภาพสูงผสมผสานกับคุณสมบัติของ Siri กลายมาเป็นลำโพงอัจฉริยะขนาด 7 นิ้ว ใช้ชิพ A8 ของ Apple ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ส่งผลให้สามารถตรวจจับสภาพแวดล้อมและปรับการสร้างเสียงเพื่อกระจายเสียงไปยังรอบ ๆ ห้อง และด้วยพลังของ Siri ทำให้ลำโพงนี้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่บ้านอีกด้วย โดย HomePod จะมีราคา $349 (ในขณะที่ Amazon Echo มีราคา $180 และ Google Home มีราคา $129) และจะเริ่มขายในเดือนธันวาคม


          ตามความเห็นส่วนตัวคิดว่ายุคสมัยถัดจากนี้ไปน่าจะเป็นยุคสมัยของ AI แล้ว ซึ่งเห็นได้จากการที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AlphaGo ที่สามารถเอาชนะแชมป์โกะโลกได้ หรือการที่เอา AI มาทำงานแทนคน ซึ่งในงาน Google I/O ที่ผ่านมา ทาง Google พูดถึงทิศทางการพัฒนาว่าจะให้ความสำคัญกับ AI แล้วก็ได้จับปัญญาประดิษฐ์มาทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ของตัวเองหลาย ๆ ตัว ในทางกลับกัน Apple ยังไม่ค่อยพูดถึงเรื่องปัญญาประดิษฐ์สักเท่าไหร่ ซึ่งเราก็ต้องมารอดูกันต่อไปว่า Apple จะพัฒนา AI ออกมาสู้กับ Google หรือเปล่า .....เพื่อน ๆ สามารถดูวิดีโอการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ภายในงาน WWDC 2017 แบบเต็ม ๆ ได้จากลิงค์ที่มา


ที่มา: Apple Events


วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เคล็ดลับในการดูแลรักษาไตให้แข็งแรง


          ไตมีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วดำอยู่บริเวณในช่องท้อง ทำหน้าที่สำคัญ ๆ หลายอย่าง เช่น รักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย, ควบคุมน้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ ในเลือด, กำจัดของเสียออกจากเลือด, กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย เป็นต้น ถือเป็นอวัยวะสำคัญต่อร่างกายที่เราต้องดูแลให้ดี เพราะถ้าเป็นโรคไตแล้วละก็ ไตก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปกติ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายหลายประการเลยทีเดียว

          ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคไตมีหลายอย่าง เช่น โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, อายุมาก, น้ำหนักเกิน, สูบบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งโรคไตจะมีอาการแย่ลงทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว ทำให้กว่าจะรู้ตัวว่าตนเองป่วยเป็นโรคไต ไตก็เสียหายไปมากเสียแล้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดโรคร้ายแรงดังกล่าว เรามาดูเคล็ดลับวิธีรักษาไตให้อยู่กับเรานาน ๆ กันเถอะ

  1. ดื่มน้ำ: การดื่มน้ำเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรดื่มอย่างพอดี 4 - 6 แก้วต่อวัน นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไตกล่าวว่า "ไม่มีงานวิจัยพิสูจน์ว่าการดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยให้ไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
  2. กินอาหารเพื่อสุขภาพ: สาเหตุของโรคไตเกิดจากความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ดังนั้นเราจึงควรกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวาน
  3. ออกกำลังกายเป็นประจำ: การออกกำลังกายเป็นประจำควบคู่กับการกินอาหารที่ดีสามารถป้องกันไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ แต่การหักโหมออกกำลังกายทั้ง ๆ ที่ร่างกายไม่พร้อม โดยเฉพาะการออกกำลังแบบเวทที่เป็นการทำลายกล้ามเนื้ออาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร จนเป็นการสร้างภาระให้กับไตแทน
  4. ระมัดระวังในการใช้อาหารเสริมและยาสมุนไพร: วิตามินเสริมและสารสกัดจากสมุนไพรบางชนิด ถ้าใช้ในปริมาณมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อไตได้
  5. เลิกสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดเสียหายส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดในไตลดลง เมื่อไตมีเลือดไม่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง รวมไปถึงโรคมะเร็งไต
  6. อย่ากินยาที่แพทย์ไม่ได้สั่งเป็นจำนวนมาก: ยาสามัญทั่วไป เช่น ยาไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) และยานาพรอกเซน (Naproxen) ที่เป็นยาในกลุ่มยาเอ็นเสด (NSAIDs) มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดอาจจะทำให้ไตเสียหายได้ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  7. หมั่นตรวจการทำงานของไตเป็นประจำ: ยิ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงยิ่งจำเป็นต้องตรวจความผิดปกติของไต
          สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลรักษาไตก็คือการดูแลร่างกาย กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนัก ซึ่งผลลัพธ์นอกจากจะทำให้ไตแข็งแรงแล้ว ร่างกายของเราก็จะฟิตปั๋งพร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อไป


ที่มา: Cleveland Clinic


Google สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กสาวฝึกเขียนโค้ดด้วย Wonder Woman


          ช่วงนี้มีภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องนึงที่กำลังเข้าฉายในโรง ภาพยนตร์ที่เป็นกระแสเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้นอกจาก Wonder Woman นั่นเอง ซึ่ง Wonder Woman เป็นฮีโร่หญิงที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดจากค่าย DC Comics (สำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนรายใหญ่ของอเมริกา) สาวน้อยมหัศจรรย์คนนี้เป็นหญิงสาวเผ่าอเมซอนได้รับพรจากเทพเจ้ากรีกแห่งเขาโอลิมปุสจนมีพลังแข็งแกร่ง สามารถยืนเคียงข้าง Batman และ Superman เป็นสามเสาหลักผู้ก่อตั้งทีมรวมซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีชื่อว่า Justice League (จัสติช ลีก)

          นอกเหนือจากฐานะฮีโร่หญิงแล้ว Wonder Woman ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเสริมสร้างพลังอำนาจให้กับเพศหญิงอีกด้วย ซึ่งมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี เพราะเด็กผู้หญิงมีโอกาสที่จะได้รับการส่งเสริมทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์น้อยกว่าเด็กผู้ชาย และมีเพียง 22 เปอร์เซ็นต์ของนักพัฒนาเกมที่เป็นผู้หญิง


          ดังนั้น Made with Code (โครงการที่ Google สร้างขึ้นเพื่อผลักดันให้เด็กผู้หญิงหันมาเขียนโปรแกรมกันมากขึ้น) จึงได้เปิดตัวเครื่องมือการเขียนโปรแกรมเชิงโต้ตอบแบบใหม่ ให้เด็กผู้หญิงสามารถสร้างฉากพิเศษสามฉากจากภาพยนตร์โดยใช้หลักการเขียนโค้ดเบื้องต้นเพื่อช่วยให้ Wonder Woman เอาชนะอุปสรรคและบรรลุเป้าหมายได้

          เครื่องมือใหม่ที่ทาง Google ได้เปิดตัวนี้จะให้ผู้เล่นนำบล็อคการเคลื่อนไหวของ Wonder Woman มาเรียงต่อ ๆ กัน จากนั้นก็สั่งให้เกมทำงาน ซึ่งสาวน้อยมหัศจรรย์ก็จะเคลื่อนไหวไปตามลำดับบล็อคที่ผู้เล่นนำมาเรียง ถ้าเรียงลำดับการเคลื่อนไหวได้ถูกต้องก็จะสามารถผ่านไปยังฉากต่อไปได้ โดยเราสามารถเข้าไปเล่นได้ที่ Made with Code: Projects Wonder Woman



ที่มา: Blog Google

วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การผันแปรทางพันธุกรรมของเซลล์เม็ดเลือดแดงช่วยลดความเสี่ยงของโรคมาลาเรีย


          นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าการผันแปรทางพันธุกรรม (Gene Variant) ของเซลล์เม็ดเลือดแดงสามารถลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมาลาเรียได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าร่างกายของเรามีการวิวัฒนาการเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายแรงที่อยู่คู่กับเรามาเป็นพัน ๆ ปี

          โรคมาลาเรียเกิดจากเชื้อปรสิตโปรโตซัว (สัตว์เซลล์เดียว) ในสกุลพลาสโมเดียม (Plasmodium) ที่แพร่กระจายผ่านยุง ซึ่งโปรโตซัวในสกุลพลาสโมเดียมมีมากกว่า 100 ชนิด แต่เจ้าตัวที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรียมีอยู่ 5 ชนิดเท่านั้น และพลาสโมเดียมฟัลซิพารัม (Plasmodium Falciparum) ก็เป็นชนิดที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรียที่มีอาการรุนแรงที่สุด โดยปรสิตจะเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดแดงผ่านยีนส์ GYPA และ GYPB ที่อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง เพื่อสืบพันธุ์และทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้มีไข้สูง เหงื่อออก หนาว ปวดเมื่อยหรือถึงแก่ความตาย

          จาก ข้อมูลที่บันทึกโดย World Health Organization (WHO) พบว่า ในปี 2558 ทั่วโลกมีผู้ป่วยเป็นโรคมาลาเรียมากถึง 212 ล้านคน และกว่า 429,000 คนของผู้ป่วยเสียชีวิต โดยส่วนมากของผู้ที่เสียชีวิต (ประมาณ 303,000 คน) คือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงพอ

          นักวิจัยได้ศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมมากกว่า 12,000 คน และพบว่าคนที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดเรียงยีนส์ Glycophorin (GYP) บนโครโมโซมที่สี่ (หรือที่เรียกว่า DUP4) จะมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อมาลาเรียซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่จะติดโรคประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์

          แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าการผันแปรทางพันธุกรรมนี้ส่งผลให้ปรสิตเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดแดงยากขึ้นได้อย่างไร แต่งานวิจัยนี้ก็จะเป็นแนวทางในการศึกษาถึงวิธีที่ปรสิตเข้าไปภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงต่อไปในอนาคต

          มนุษย์เราอยู่ร่วมกับโรคมาลาเรียมาเป็นเวลานาน จึงไม่น่าแปลกใจที่เซลล์ของเราจะหาหนทางวิวัฒนาการตัวเองเพื่อป้องกันการจู่โจมจากโรคมาลาเรีย ซึ่งทางฝั่งโรคมาลาเรียเองก็คงจะหาวิธีใหม่ ๆ ที่จะเจาะการป้องกันของร่างกายเรา แต่อย่างไรก็ตามในสงครามครั้งนี้มนุษย์เราก็ดูจะได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากเรารู้จักกางมุ้งหรือจุดยากันยุงเพื่อป้องกันไม่ให้โดนยุงกัด เพียงเท่านี้ปรสิตน้อยก็จะไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายเราผ่านทางยุงได้แล้ว .....เอวังด้วยประการฉะนี้ เย้!


ที่มา: Sciencealert


นักวิทยาศาสตร์สร้างโฮโลแกรมที่บางที่สุดในโลก


          ดูเหมือนว่าความฝันที่เราจะได้ใช้งานโฮโลแกรมอย่างในภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ชื่อดังเรื่องต่าง ๆ ใกล้จะเป็นจริงแล้ว เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาโฮโลแกรมที่บางที่สุดในโลก ซึ่งบางกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 1,000 เท่า

          โฮโลแกรมเป็นภาพสามมิติที่สร้างขึ้นโดยการปฏิสัมพันธ์ของแสงเลเซอร์จากแหล่งกำเนิดแสง และมีความลึกมากกว่าภาพที่เกิดขึ้นจากเลนส์ โดยแสงจะต้องถูกจัดการให้สามารถสร้างภาพลวงตาของวัตถุสามมิติออกมาได้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้วัสดุที่ใช้ในการทำโฮโลแกรมก็มีความหนาพอ ๆ กับความยาวคลื่นของแสงที่ต้องจัดการ

          "โฮโลแกรมแบบเก่าที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์มีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่โฮโลแกรมบางเฉียบของเราสามารถแก้ไขปัญหาในด้านขนาดได้" คุณ Min Gu หัวหน้าทีมวิจัยจากสถาบัน Royal Melbourne Institute of Technology (RMIT) ในออสเตรเลียกล่าว

          เพื่อลดขนาดของโฮโลแกรมให้บางลง คุณ Gu และทีมจึงได้ใช้แผ่นฟิล์มบาง ๆ ของฉนวนโทโพโลจิคอล (Topological Insulator) ที่เรียกว่า Antimony Telluride (Sb2Te3) ในการสร้างโฮโลแกรมที่มีขนาด 25 นาโนเมตร ซึ่งเจ้าฉนวนโทโพโลจิคอลเป็นวัสดุควอนตัมที่มีคุณสมบัติพิเศษ นั่นคือมีดัชนีการหักเหของแสงต่ำที่พื้นผิว แต่ตรงกลางกลับมีดัชนีการหักเหของแสงสูง

          แผ่นฟิล์ม Antimony Telluride จะถูกยิงด้วยแสงเลเซอร์แบบเดียวกับที่ใช้ตอนเขียนข้อมูลลงแผ่นซีดี ซึ้งพื้นผิวที่หักเหแสงได้มากจะทำให้แสงกระเด็นไปรอบ ๆ ภายใน โดยแสงที่สะท้อนอยู่ภายในหลาย ๆ ครั้งจะทำให้เกิดเป็นภาพโฮโลแกรมสามมิติ และขั้นตอนต่อไปของงานวิจัยชิ้นนี้ก็คือการพัฒนาฟิล์มบางอย่างแข็งที่จะนำไปวางลงบนหน้าจอ LCD เพื่อแสดงภาพสามมิติ ซึ่งจำเป็นต้องลดขนาดพิกเซลลงไปอย่างน้อยอีกสิบเท่า


          เทคโนโลยีนาโนโฮโลแกรมนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้ระบบเลเซอร์แบบเดียวกับการเขียนข้อมูลลงแผ่นซีดีซึ่งรวดเร็วและไม่ซับซ้อน จึงเหมาะสมกับการนำไปใช้งานและง่ายต่อการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ด้วยขนาดที่บางกว่าเส้นผมก็จะทำให้ผู้ผลิตสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใส่ไว้ในสมาร์ทโฟนได้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นสมาร์ทโฟนแสดงผลเป็นภาพโฮโลแกรมในเร็ว ๆ นี้ก็เป็นได้


ที่มา: Sciencealert


วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Google เปิดตัว Data Gif Maker เครื่องมือสร้างภาพเคลื่อนไหวเปรียบเทียบข้อมูล


          Google เปิดตัวเครื่องมือใหม่ชื่อว่า Data Gif Maker ที่สามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวแสดงการเปรียบเทียบข้อมูลสองตัวได้ ซึ่งจะช่วยให้การนำเสนอข้อมูลจำพวกแบบสำรวจหรือคะแนนภาพยนต์มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น


          วิธีใช้งานก็ง่าย ๆ เพียงแค่ใส่หัวข้อหรือประเด็นที่ต้องการจะเปรียบเทียบสองหัวข้อ จากนั้นก็ใส่คะแนนของหัวข้อลงไปทั้งสองฝั่ง (สามารถเลือกได้ว่าจะเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์หรือตัวเลข) ถ้าคะแนนของแต่ละหัวข้อที่จะเปรียบเทียบมีหลายคะแนนก็ให้คั่นด้วยเครื่องหมายลูกน้ำ โดยเราสามารถเลือกสีให้แต่ละหัวข้อและระบุได้ว่าเปรียบเทียบหัวข้อจากอะไร (เราสามารถค้นหาคะแนนของหัวข้อได้จาก Google Trends explore ซึ่งเป็นเครื่องมือของ Google ที่แสดงสถิติการค้นหา) เมื่อเรากำหนดค่าต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วก็สั่งให้แสดงสร้างภาพเคลื่อนไหว หรือจะเซฟผลการเปรียบเทียบออกมาเป็นไฟล์ GIF เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อก็ได้


          เครื่องมือตัวนี้จะช่วยเพิ่มลูกเล่นและสร้างการเคลื่อนไหวให้กับข้อมูลการเปรียบเทียบ ซึ่งจะทำให้การนำเสนอข้อมูลของสื่อต่าง ๆ มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น


ที่มา: Blog Google


วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การอดนอนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน


          การนอนหลับคือสภาวะที่ร่างกายตัดการรับรู้ต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งระหว่างที่นอนหลับอยู่ร่างกายจะไม่มีการเคลื่อนที่ ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอและปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกายอีกด้วย แต่การใช้ชีวิตในโลกสมัยใหม่ที่มีแต่การเร่งรีบทำให้เกิดความเครียดในด้านต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้คุณภาพของการนอนหลับลดลง

          จากงานวิจัยพบว่าการนอนน้อยส่งผลต่อเผาผลาญพลังงานทำให้เราเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน โดยการนอนไม่พอนั้นจะมีผลต่อความอยากอาหารและการออกกำลังกาย

          ด็อกเตอร์ Christian Benedict จากมหาวิทยาลัย Uppsala University ประเทศสวีเดนและกลุ่มของเขาได้ทำการศึกษาว่าการอดนอนมีผลต่อการเผาผลาญพลังงานอย่างไร โดยการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าการอดนอนจะไปเปลี่ยนแปลงสมดุลของฮอร์โมนตั้งแต่ฮอร์โมนที่ทำให้อิ่ม เช่น ฮอร์โมน GLP-1 (glucagon-like Peptide-1) ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ไปจนถึงฮอร์โมนที่ทำให้หิว เช่น ฮอร์โมน Ghrelin

          นอกจากนี้การอดนอนยังไปเพิ่มระดับของ Endocannabinoids ที่ส่งผลให้รู้สึกอยากอาหารมากขึ้น ลดการตอบสนองของอินซูลิน และรบกวนสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบเผาผลาญอาหาร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดดังที่ได้กล่าวมานั้นคือสาเหตุที่ทำให้เราเป็นโรคอ้วน ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคอ้วน เรามาพักผ่อนให้เพียงพอกันเถอะ (บอกตัวเอง ฮา)


ที่มา: Alphagalileo

แบคทีเรียในลำไส้สามารถสั่งสมองสัตว์ให้เลือกกินได้


          แบคทีเรียมีอยู่ทุกที่บนร่างกายของเรา มีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ถ้าลองนับจำนวนเซลล์ของแบคทีเรียในร่างกายแล้วจะพบว่ามีเซลล์แบคทีเรียมากถึง 100 ล้านล้านเซลล์เลยทีเดียว ในขณะที่มนุษย์เรามีจำนวนเซลล์เพียง 10 - 30 ล้านล้านเซลล์เท่านั้น ซึ่งแบคทีเรียจำนวนมากมายมหาศาลนั้นก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในร่างกายเราอย่างเปล่าประโยชน์ อย่างสำนวนที่ว่า "อยู่บ้านท่านอย่างนิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น" แบคทีเรียเองก็มีปฏิสัมพันธ์และก่อให้เกิดส่งผลกระทบต่อร่างกายในระดับที่สามารถทำให้เราป่วยได้เลยทีเดียว (เช่น ทำให้เราติดเชื้อ)

          นักประสาทวิทยาได้ค้นพบว่าแบคทีเรียในลำไส้สามารถสื่อสารกับกับสมองเพื่อควบคุมสัตว์ในการเลือกอาหารได้ โดยนักวิจัยระบุว่ามีแบคทีเรียสองชนิดที่มีผลต่อการตัดสินใจบริโภคอาหารของสัตว์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้นำโดยคุณ Carlos Ribeiro วิจัยร่วมกับเพื่อนร่วมงานจาก Champalimaud Centre for the Unknown ใน Lisbon ประเทศโปรตุเกสและมหาวิทยาลัย Monash University ประเทศออสเตรเลีย

          จากงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาแมลงหวี่ (Drosophila melanogaster) ทำให้นักวิจัยสามารถจำแนกปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของอาหารและจุลินทรีย์ซึ่งส่งผลต่อความต้องการอาหารของแมลงได้ โดยแมลงหวี่ที่ขาดกรดอะมิโนจะมีสืบพันธุ์น้อยลงและมีความต้องการอาหารจำพวกโปรตีนมากขึ้น

          นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้ทดสอบผลกระทบต่อการเลือกอาหารของแบคทีเรีย 5 ชนิดที่อยู่ในลำไส้ของแมลงหวี่ป่า แล้วพบว่ามีแบคทีเรียพิเศษสองชนิดที่สามารถลดความอยากอาหารจำพวกโปรตีนในแมลงหวี่ที่ขาดกรดอะมิโนได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะแบคทีเรียเหล่านี้ทำการเผาผลาญอาหารแล้วได้พลังงานคล้ายกับที่ได้จากการเผาผลาญโปรตีน สมองกับร่างกายจึงเข้าใจว่าได้รับโปรตีนเพียงพอแล้วเลยทำให้ลดความอยากอาหารจำพวกโปรตีนลง

          ผลจากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าแบคทีเรียในลำไส้มีผลต่อสมองในการเปลี่ยนแปลงอาหารที่สัตว์ต้องการจะกิน และเนื่องจากในแมลงหวี่มีแบคทีเรียหลัก ๆ อยู่ 5 สายพันธุ์ แต่ในมนุษย์มีแบคทีเรียอยู่หลายร้อยสายพันธุ์ ดังนั้นในร่างกายของมนุษย์เราก็อาจจะมีกลไกแบบเดียวกันด้วย


ที่มา: Neurosciencenews


วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Google เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์การตลาดด้วย AI


          การแพร่หลายของสมาร์ทโฟนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกของการโฆษณาอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราหันมาใช้สมาร์ทโฟนในการเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ กันมากขึ้น การโฆษณาจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นตาม

          ในงาน Google I/O 2017 ที่ผ่านมา (สรุป Keynote ในงาน Google I/O 2017) ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่าทาง Google ได้หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี AI โดยการผนวก AI เข้าไปในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ขึ้นมากมาย ซึ่งทาง Google ยังนำ AI มาใช้ช่วยวิเคราะห์การตลาดเพื่อวัดผลการโฆษณาและช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตทางธุรกิจให้กับองค์กร

          Google Attribution ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยวัดประสิทธิภาพในการทำการตลาดว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ โดยการนำข้อมูลจาก AdWords, DoubleClick Search และ Google Analytics มาใช้ในการวิเคราะห์ร่วมกันและสรุปออกมาเป็นประสิทธิภาพในการโฆษณาว่าได้ผลลัพธ์ดีหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ Google Attribution ยังอยู่ในช่วงทดสอบ และจะเปิดให้ผู้ลงโฆษณาใช้งานในอีกไม่กี่เดือนถัดไป

          แม้ว่าผู้ใช้งานจะหาสินค้าจากอินเตอร์เน็ตด้วยสมาร์ทโฟน แต่ส่วนใหญ่มักจบลงด้วยการไปซื้อสินค้าที่ร้านค้า โดยทาง Google ได้ปรับปรุงโมเดล deep learning เพื่อให้สามารถเทรนข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะช่วยวัดการเข้าร้าน (Store visits measurement) ของร้านค้าจากระบบ Search, Shopping และ Display นอกจากนี้ Google ยังมีแผนจะนำระบบวัดการเข้าร้านไปใช้กับ YouTube TrueView เพื่อวัดประสิทธิภาพในการดึงดูดลูกค้าจากวิดีโอโฆษณา

          ระบบวัดการเข้าร้านเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการช่วยให้ธุรกิจเติบโต อีกสิ่งที่เราต้องการทราบคือโฆษณาที่เราลงไปนั้นสามารถสร้างรายได้กลับมาหรือเปล่า ดังนั้น Google จึงมีแผนจะใช้ระบบวัดการขายภายในร้านในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อให้เราสามารถวัดรายได้ภายในร้านได้นอกเหนือจากการเข้าชมร้านค้าโดยการโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ

          สุดท้ายคือการปรับปรุง Search Ads ด้วยการเทคโนโลยี AI เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงผู้ที่พร้อมจะขายผลิตภัณฑ์และบริการตามที่ผู้ซื้อค้นหา


ที่มา: Blog Google


Google เพิ่มฟีเจอร์แบ่งปันสิ่งต่าง ๆ ในครอบครัว


          ครอบครัวแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ ให้กันและกันไม่ว่าจะเป็นอาหาร, การพูดคุย, อ้อมกอด สิ่งเหล่านี้ทำให้สายสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นกันมากขึ้น Google ซึ่งให้ความสำคัญของการแบ่งปันจึงได้เพิ่มฟีเจอร์แชร์ที่ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกับคนสำคัญในครอบครัวและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันได้ง่ายขึ้น โดยมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ลงในแอปพลิเคชันดังต่อนี้


Youtube TV: เพิ่มจำนวนสมาชิกในครอบครัวให้เข้าถึง cloud DVR ได้มากสูงสุดถึง 6 คนในราคา 35 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 1,200 บาท) และรองรับการถ่ายทอดสดทีวีจาก ABC, CBS, FOX, NBC และเครือข่ายเคเบิลทีวีอื่น ๆ อ่านเพิ่มเติม












Google Calendar: แบ่งปันปฏิทินให้กับสมาชิกในครอบครัว ทำให้เราติดตามกิจกรรมของครอบครัวได้ง่ายขึ้น อ่านเพิ่มเติม









Google Keep: แบ่งปันบันทึกย่อ รายการ หรือการแจ้งเตือนที่บันทึกไว้ให้สมาชิกในครอบครัว อ่านเพิ่มเติม











Google Photos: ส่งรูปถ่ายหรือคลิปวิดีโอที่เก็บความทรงจำร่วมกันไปให้สมาชิกในครอบครัวด้วยการกดไม่กี่ครั้ง อ่านเพิ่มเติม
















          ผู้ใช้สามารถ สร้างกลุ่มครอบครัว ที่มีจำนวนสมาชิกในครอบครัวสูงสุด 6 คนเพื่อใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวได้ โดยฟีเจอร์ของ Youtube TV สามารถใช้งานได้เฉพาะในประเทศที่ Youtube TV เปิดให้ใช้บริการเท่านั้น ส่วนฟีเจอร์ของ Google Calendar, Google Keep, และ Google Photos ตอนนี้สามารถใช้งานได้เฉพาะในประเทศออสเตรเลีย, บราซิล, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ญี่ปุ่น, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, รัสเซีย, สเปน, สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ซึ่งก็หวังว่าในอนาคต Google จะเปิดให้ใช้ฟีเจอร์นี้ในไทยในเร็ว ๆ นี้


ที่มา: Blog Google


วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ประโยชน์ของความเศร้า


          มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย แต่ในบรรดาอารมณ์ทั้งหมด ความรู้สึกเชิงลบกลับมีมากกว่าความรู้สึกเชิงบวกเสียอีก ซึ่งเราก็คงไม่ค่อยอยากจะรู้สึกถึงอารมณ์ด้านลบกันสักเท่าไหร่ งั้นทำไมอารมณ์เหล่านั้นถึงได้ผ่านการคัดเลือกให้อยู่คู่กับมนุษย์เราล่ะ ธรรมชาติจะคัดเลือกสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ดังนั้นความรู้สึกเชิงลบก็น่าจะมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตเหมือนกัน

          มีการค้นพบว่าอารมณ์ไม่ดีแบบชั่วคราวที่ไม่รุนแรงอาจเป็นประโยชน์ในการปรับตัวให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายในชีวิตประจำวัน หรือช่วยให้ตัวเองหลุดจากสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ (เมื่อเรารู้สึกเศร้าหรือมีอารมณ์ไม่ดี คนรอบข้างก็จะเป็นกังวลและมีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือเรา) นอกจากนี้ความเศร้าและความคิดถึงยังอาจเป็นแรงจูงใจให้ก้าวไปยังอนาคต หรือเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอีกด้วย

          จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า อารมณ์ในเชิงบวก (เช่น รู้สึกมีความสุข) เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่คุ้นเคยและปลอดภัย ซึ่งจะทำให้เราใส่ใจรายละเอียดน้อยลง ในทางตรงกันข้ามอารมณ์ในเชิงลบแบบไม่รุนแรงจะช่วยให้เรามีสมาธิในสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้น และยังมีประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • จำได้ดีขึ้น: อารมณ์ไม่ดีช่วยลดผลกระทบจากการรบกวนต่าง ๆ เช่น การหลุดจากประเด็น ข้อมูลที่ผิดพลาด ทำให้ผู้คนจดจำรายละเอียดได้ดีขึ้น
  • ตัดสินได้ถูกต้องมากขึ้น: อารมณ์ไม่ดีที่ไม่รุนแรงช่วยลดความอคติในตัวผู้คน ลดความกระปรี้กระเปร่า และเพิ่มความสงสัย ทำให้ตรวจจับการโกหกได้ดีขึ้น
  • มีแรงจูงใจ: เมื่อถูกขอให้ทำภารกิจยากลำบาก ผู้ที่อารมณ์ไม่ดีจะพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง
  • การสื่อสารดีขึ้น: การคิดที่ใส่ใจรายละเอียดจะช่วยปรับปรุงการสื่อสาร โดยคนที่มีอารมณ์เศร้าสามารถพูดให้ผู้อื่นเข้าใจข้อความประโยคที่คลุมเครือได้ดีขึ้น

          แม้ว่าความรู้สึกเศร้าหรืออารมณ์ที่ไม่ดีจะช่วยให้เราสามารถมุ่งความสนใจไปยังสถานการณ์ที่พบได้ดีขึ้น เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบและตอบสนองต่อสถานการณ์ให้มากขึ้น แต่อารมณ์ในด้านลบที่มากเกินไปก็ยังจะส่งผลเสียต่อร่างกายอีกด้วย เช่น ความเศร้าที่รุนแรงและยั่งยืนของสภาวะซึมเศร้าจะทำให้ร่างกายทรุดโทรม เป็นต้น



ที่มา: Sciencealert


วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราหยุดออกกำลังกายไป 2 สัปดาห์


          การกินอาหารที่ดีจะส่งเสริมให้เรามีสุขภาพที่ดี ดั่งเช่นคำกล่าวที่ว่า You are what you eat (เรากินอย่างไร เราก็เป็นอย่างนั้น) แต่ถ้าเราต้องการมีร่างกายที่แข็งแรงก็จำเป็นต้องออกกำลังกาย กลไกการสร้างให้ร่างกายแข็งแรง อันดับแรกเราต้องออกกำลังกายเพื่อทำลายกล้ามเนื้อก่อน พอเรานอนหลับ ร่างกายก็จะนำสารอาหารที่เรากินเข้าไปมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งร่างกายของเราฉลาด เพราะไม่ใช่แค่ซ่อมแซมให้กลับมาดีเหมือนเดิม แต่ยังเสริมสร้างให้แข็งแรงมากขึ้นกว่าเก่า

          คำถามสำคัญคือเราต้องออกกำลังกายบ่อยแค่ไหนถึงจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรง ซึ่งก็โชคร้ายหน่อยที่คำตอบคือตลอดชีวิตครับ เพราะจากงานวิจัยพบว่าเพียงแค่เราหยุดออกกำลังกายไปสองสัปดาห์ ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อและระบบเผาผลาญอาหารซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ

          ในการศึกษาของมหาวิทยาลัย University of Liverpool ที่เกี่ยวกับผลกระทบของคนที่หยุดออกกำลังกายสองสัปดาห์ นักวิจัยได้คัดเลือกผู้ชายและผู้หญิงจำนวน 28 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ​​ปี และไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่เดินประมาณ 10,000 ก้าวต่อวัน โดยผู้เข้าร่วมมีดัชนีมวลกายเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ซึ่งถือเป็นเส้นแบ่งระหว่างคนน้ำหนักปกติกับคนน้ำหนักเกิน

          นักวิจัยได้วัดมวลไขมัน, มวลกล้ามเนื้อ, ความสามารถในการผลิตพลังงานของไมโทคอนเดรีย และสมรรถภาพทางกาย จากนั้นก็ให้ผู้เข้าร่วมสวม Activity Trackers เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และให้ลดกิจกรรมประจำวันลงกว่า 80% (หรือประมาณ 1,500 ก้าวต่อวัน) โดยที่ยังให้กินอาหารเหมือนปกติ

          หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ก็วัดร่างกายผู้ทดสอบอีกครั้งแล้วพบว่าน้ำหนักของผู้ทดสอบเพิ่มขึ้น มวลกล้ามเนื้อลดลง มีไขมันเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะบริเวณช่องท้องซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ อีกเล็กน้อย เช่น วิ่งได้นานน้อยลง, การตอบสนองของอินซูลินลดลง (ทำให้นำพาน้ำตาลออกจากกระแสเลือดได้น้อยลง), มีไขมันสะสมในตับมากขึ้น และไตรกลีเซอไรด์ (ไขมันในเส้นเลือด) เพิ่มขึ้น

          แม้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเรายังคงดำเนินกิจกรรมแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้สะสมมากขึ้นและก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานประเภท 2 ตามมา นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงในร่างกายดังกล่าวเกิดขึ้นในวัยรุ่นที่มีสุขภาพแข็งแรง แล้วถ้าไปเกิดในผู้สูงวัยที่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงละ..... ผลที่ตามคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่

           หลังจากการศึกษา เมื่อผู้เข้าร่วมกลับไปทำกิจกรรมตามปกติหลัง สุขภาพร่างกายของพวกเขาก็กลับสู่ภาวะปกติภายใน 2 สัปดาห์ต่อมา แสดงให้เห็นว่าร่างกายของมนุษย์เรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อให้ร่างกายซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยเพียงหนึ่งเดียวของเรายังคงแข็งแรงต่อไป


ที่มา: Time


การเดิน 15,000 ก้าวต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ


          การเดินถือเป็นการออกกำลังกายอย่างง่ายที่สุดที่ทุกคนสามารถทำได้ทุกวัน ซึ่งทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่ถูกคิดค้นออกมาอำนวยความสะดวกทำให้เราก้าวเดินน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นบันไดเลื่อน ลิฟต์ ทางเดินเลื่อน ฯลฯ แต่จากการงานวิจัยพบว่าการเดิน 10,000 ก้าวต่อวันยังไม่เพียงพอ ต้องก้าวเดินมากถึง 15,000 ก้าวในหนึ่งวันถึงจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ

          นักวิจัยในสหราชอาณาจักรได้คัดเลือกพนักงานไปรษณีย์ชาวสกอตแลนด์จำนวน 111 คนที่มีการออกกำลังกายแตกต่างกัน บางคนทำงานนั่งโต๊ะในออฟฟิศ บางคนก็ออกไปเดินส่งจดหมาย โดยอาสาสมัครทุกคนจะได้รับการประเมินปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการวัดระดับน้ำตาลในเลือด, คอเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, ความดันโลหิต, รอบเอว และค่าดัชนีมวลกาย จากนั้นก็ให้ผู้เข้าร่วมสวมใส่ Activity Trackers ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 7 วัน

          ผลจากการศึกษาพบว่าพนักงานไปรษณีย์ที่นั่งอยู่กับโต๊ะตลอดทั้งวันส่วนใหญ่จะมีรอบเอวขนาดใหญ่, ไตรกลีเซอไรด์สูง (มีไขมันในเลือด) และ HDL (ไขมันดี) ต่ำ ในทางกลับกันพนักงานไปรษณีย์ที่ออกไปส่งจดหมายซึ่งใช้เวลาในการเดินมากจะมีขนาดรอบเอวเล็ก, ไตรกลีเซอไรด์น้อย และ HDL (ไขมันดี) สูง ซึ่งพนักงานที่เดิน 15,000 ก้าวต่อวัน (หรือเดินมากกว่า 7 ชั่วโมงในหนึ่งวัน) จะมีผลการตรวจที่ดีที่สุดคือมีการเผาผลาญเป็นปกติและไม่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

          ในอดีต มนุษย์เราถือว่าเป็นนักล่า (ถึงแม้จะอ่อนแอ แต่ก็รู้จักใช้อาวุธเป็นเขี้ยวเล็บ) ที่จะต้องก้าวเดินเป็นจำนวนมากในแต่ละวันเพื่อออกล่าสัตว์หรือเก็บของป่ามาทำเป็นอาหาร แต่พอวิถีชีวิตเปลี่ยนไป การเดิน 15,000 ก้าวต่อวันก็อาจจะทำได้ยากในชีวิตประจำวันของพนักงานบริษัทอย่างเรา ๆ ซึ่งเราก็ยังสามารถเพิ่มจำนวนก้าวเดินได้จากการลดการใช้บันไดเลื่อนหรือลิฟต์ (ในกรณีที่ไม่ต้องขึ้นชั้นสูง ๆ หน่ะนะ) หรือเดินออกไปกินอาหารกลางวันให้ไกลกว่าเดิม .....ขยับกายวันละนิด ชีวิตห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นะฮ้าฟ



ที่มา: Health


วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เพิ่มความปลอดภัยในอุปกรณ์แอนดรอยด์ด้วย Google Play Protect และ Android O


          ความปลอดภัยในสมาร์โฟนถือเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าสมาร์ทโฟนจะดีเลิศเลออัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง แต่ถ้าไม่มีการรักษาความปลอดภัยเลยก็อาจถูกขโมยข้อมูลได้โดยง่าย และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัย Google ได้ประกาศฟีเจอร์ใหม่ของระบบรักษาความปลอดภัยในงาน Google I/O 2017 ที่ผ่านมา (อ่านสรุป Keynote ภายในงาน)


          แอนดรอยด์ถูกสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงความปลอดภัยระดับองค์กร ซึ่งนอกจากทาง Google จะมีการสแกนตรวจสอบแอปพลิเคชันจำนวน 5 หมื่นล้านแอปพลิเคชันต่อวันแล้ว Google ยังเปิดตัว Google Play Protect ที่เป็นบริการรักษาความปลอดภัยซึ่งพร้อมใช้งานตลอดเวลา รวมไปถึงฟีเจอร์ด้านการรักษาความปลอดภัยและการจัดการใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามาใน Android O ซึ่งจะช่วยปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งาน

 
          Google Play Protect มีอยู่ในอุปกรณ์แอนดรอยด์ทุกเครื่องที่มี Google Play ซึ่งจะใช้เทคโนโลยี AI ล่าสุดในการตรวจสอบเพื่อระบุแอปพลิเคชันที่เป็นภัยคุกคามและทำการลบออกโดยอัตโนมัติ โดยระบบนี้จะทำการตรวจสอบแอปพลิเคชันใน Google Play แล้วยังตรวจสอบแอปพลิเคชันในอุปกรณ์ของเรา (ซึ่งรวมไปถึงแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่รู้จัก) ให้อีกด้วย


ที่มา: Blog Google

Google ประกาศชื่อสุดยอดแอปพลิเคชันของ Google Play Awards ปี 2560


          ก่อนหน้างาน Google I/O ที่เพิ่งจบไปได้ไม่นาน (อ่านสรุป Keynote ภายในงาน) Google ได้ประกาศรายชื่อแอปพลิเคชันที่เข้ารอบสุดท้ายของการประกวด Google Play Awards ประจำปี 2560 และในวันสุดท้ายของงาน Google I/O ก็ได้มีการประกาศผลแอปพลิเคชันคุณภาพสูงจากแอปพลิเคชัน 85 พันล้านรายการที่ถูกดาวน์โหลดใน Google Play .....เรามาดูกันดีกว่าว่าในแต่ละหมวดหมู่มีแอปพลิเคชันอะไรที่ชนะในปีนี้บ้าง

Standout Indie

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.untame.mushroom11
Mushroom 11 (175 บาท)

Standout Startup

https://play.google.com/store/apps/details?id=tv.telepathic.hooked
HOOKED - Chat Stories (ฟรี)

Best Android Wear

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.runtastic.android

Best TV Experience

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.nousguide.android.rbtv
Red Bull TV (ฟรี)

Best VR Experience

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.TenderClaws.VVR
Virtual Virtual Reality (325 บาท)

Best AR Experience

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.Funomena.TangoWoorld
WOORLD (ฟรี)

Best App for Kids

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.WildWorks.AnimalJamPlayWild

Best Multiplayer Game

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.blizzard.wtcg.hearthstone
Hearthstone (ฟรี)

Best App

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.memrise.android.memrisecompanion

Best Game

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.kabam.bigrobot

Best Accessibility

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.ifttt.ifttt
IFTTT (ฟรี)

Best Social Impact

https://play.google.com/store/apps/details?id=org.sharethemeal.app


          เป็นยังไงบ้างครับ เพื่อน ๆ เคยใช้แอปพลิเคชันไหนกันบ้างเอ่ย Google แนะนำมาแบบนี้ต้องลองดาวน์โหลดมาใช้ดูแล้วล่ะ


ที่มา: Blog Google