การรักษาแบบใหม่นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ในส่วนแรกวัคซีนจะช่วยให้ร่างกายสามารถตรวจจับเซลล์ที่ติดเชื้อ HIV และในส่วนที่สองยาที่เรียกว่า Vorinostat จะไปกระตุ้นเซลล์ที่หยุดเจริญเติบโตทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถตรวจจับไวรัสได้ ซึ่งจากการทดสอบรักษาผู้ป่วย 50 คนของนักวิจัยจาก 5 มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ผลการตรวจเลือดของชายวัย 44 ปีหลังการรักษาแลัวไม่พบเชื้อไวรัส HIV ในร่างกายอีกแล้ว
คุณ Mark Samuels กรรมการผู้อำนวยการของสถาบัน National Institute for Health Research Office for Clinical Research Infrastructure กล่าวว่า "เรากำลังวิจัยวิธีที่จะรักษาเชื้อ HIV ให้หายขาด นี่เป็นการท้าทายครั้งสำคัญ ถึงมันยังเร็วไปที่จะบอกว่าวิธีนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่กระบวนการวิจัยกำลังเป็นไปด้วยดี"
Professor Sarah Fidler แพทย์ที่ปรึกษาให้สัมภาษณ์ว่า "การรักษาแบบใหม่นี้ถูกออกแบบมาให้กำจัดเชื้อ HIV ทั้งหมดรวมถึงเซลล์ที่หยุดเจริญเติบโตไปแล้วออกไปจากร่างกาย และการรักษาก็ประสบผลสำเร็จในห้องทดลอง ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่ามันก็จะใช้ได้ผลกับมนุษย์ด้วย แต่ว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะนำมาใช้รักษาจริงได้"
ถึงจะเป็นเพียงผลลัพธ์ในห้องทดลอง ยังไม่สามารถนำมาใช้รักษาผู้ป่วยได้จริง แต่ก็ถือเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สำคัญ ในอนาคตเราอาจจะไม่ต้องกลัว HIV อีกต่อไปแล้วก็ได้
จบกันไปเรียบร้อยแล้วนะครับสำหรับงาน Made by Goole ซึ่งเป็นงานเปิดตัวอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใหม่ของ Google ในวันที่ 4 ตุลาคม 2559 งานนี้มีอุปกรณ์น่าเล่นมากมาย ที่อยากได้มากที่สุดก็คงจะเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ Pixel XL เนี่ยแหละครับ (ฮา) .....เอาล่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่าในงานนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้าง
เริ่มต้นงานด้วยคลิปนี้ ขอสารภาพตามตรงว่ายังไม่เคยดูเรื่อง Silicon Valley เลย (ฮา) หลังจากนั้นคุณ Sundar Pichai ซึ่งเป็น CEO ของ Google ก็เดินออกมากล่าวเปิดงาน เล่าถึงการเปลี่ยนผ่านจากยุค PC ที่ทำงานแบบ Stand-alone คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องไม่เชื่อมต่อกัน ส่งไฟล์ผ่านแผ่น Floppy Disk (ดักแก่เลยจ้า ฮะฮะ) ไปสู่ยุค Web ที่คอมพิวเตอร์สื่อสารกันผ่านอินเตอร์เน็ต จากนั้นก็พัฒนาไปสู่ยุค Mobile First ที่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ แล้วก็เข้าสู่ยุค AI First ซึ่งเป็นยุคที่สิ่งประดิษฐ์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองจากข้อมูลมากมาย ยกตัวอย่างเช่น Alpha Go ปัญญาประดิษฐ์ที่เอาชนะแชมป์เกม Go ได้นั่นเอง
หลังจากพูดเสร็จคุณ Sundar Pichai ก็แสดงคลิปแนะนำ Google Assistant ซึ่งเป็น AI ที่จะคอยช่วยเหลือเรา โดยทาง Google ก็มีการ(แอบ)เก็บข้อมูลการใช้งานของเรา นำไปให้ AI เรียนรู้ เพื่อที่จะได้ตอบสนองหรือนำเสนอข้อมูลได้ตรงตามที่เราต้องการ ราวกับ Google ถูกสร้างมาให้เข้ากับการใช้ชีวิตของเราโดยเฉพาะ
ถัดไปก็เป็นเรื่องของ Machine learning ซึ่งทาง Google ได้ให้คอมพิวเตอร์แยกแยะรูปภาพว่าในรูปนั้น ๆ มีอะไรอยู่บ้าง ซึ่งตอนนี้สามารถแยกแยะรูปได้ถึง 93.9% เช่น แต่ก่อนแยกแยะได้ว่าในรูปมีรถไฟ แต่ปัจจุบันสามารถแยกแยะได้ลึกกว่านั้นว่ารถไฟมีสีอะไรบ้าง เป็นต้น Google Translate เองก็ยังมีการเรียนรู้เพื่อแปลข้อความออกมาให้แม่นยำมากกว่าเดิม นอกจากนี้แอปพลิเคชันแชทตัวใหม่ที่ชื่อ Allo ก็ยังสามารถพูดคุยโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้อีกด้วย หลังจากเกริ่นนำไปพอสมควรแล้วก็ถึงเวลาเปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ ๆ แล้ว
Pixel, Pixel XL
อุปกรณ์ใหม่ชิ้นแรกที่เปิดตัวก็คือสิ่งที่ทุกคน ๆ เฝ้ารอคอยกันอยู่ นั่นก็คือ Google Pixel และ Google Pixel XL นั่นเอง เจ้าอุปกรณ์นี้ถูกกล่าวว่าเป็นมือถือที่ดีที่สุดของ Google ซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์พิเศษ 5 อย่างได้แก่
กล้องถ่ายภาพ: ได้รับคะแนนภาพถ่าย 89 คะแนนซึ่งเป็นคะแนนสูงที่สุดในบรรดากล้องจากโทรศัพท์มือถือจากเว็บจัดอันดับกล้องมือถือ DxOMark ซึ่งนอกจากจะใช้ฮาร์ดแวร์ของกล้องแล้ว ยังใช้ซอฟต์แวร์ HDR+ ร่วมอีกด้วย ภาพที่ได้จึงคมชัดและสว่าง แล้วยังมี Zero Shutter Lag ทำให้สามารถถ่ายรูปต่อเนื่องได้อย่างไม่ติดขัด สุดท้ายเป็นส่วนของวิดีโอซึ่งมีระบบกันสั่นทำให้คลิปที่ถ่ายออกมานิ่ง
หน่วยความจำ: Google Pixel จะมี Google Photo ติดมาพร้อมกับเครื่อง และยังให้พื้นที่ในการ back up ไฟล์ภาพถ่ายและไฟล์วิดีโอเต็มขนาดแบบไม่มีจำกัดพื้นที่ ไม่มีคำว่า Storage Full
การติดต่อสื่อสาร: ใช้แอปพลิเคชันตัวใหม่ได้แก่ Google Duo ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันวิดีโอคอล กับ Google Allo ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันแชท
สุดท้ายคุณ Scott Huffman ก็ขึ้นเวทีมาพูดเกี่ยวกับ Google System เล่าว่าแต่ก่อน Google Assistant ทำได้แค่นำเสนอข้อมูล ยังไม่สามารถทำอะไรได้มากมายเหมือนปัจจุบัน แต่ปัจจุบันนี้สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น เช่น เวลาถามรอบหนังแล้วก็สามารถจองตั๋วได้เลย
สรุปงาน Made by Google ก็มีประมาณนี้ จากงานนี้เห็นได้ว่า Google เองก็กระโดดมาเล่นด้านฮาร์ดแวร์บ้างแล้ว เมื่อซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เป็นของผู้ผลิตเจ้าเดียวกัน อุปกรณ์ก็จะทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ อาจจะมีอะไรที่ไม่ได้พูดถึงหรือตกหล่นไปบ้าง เพื่อน ๆ ก็สามารถดูวิดีโองาน Made by Google แบบเต็ม ๆ ได้ที่คลิปข้างล่างเลย
HTML: ย่อมาจาก Hypertext Markup Language หมายถึงข้อความที่เชื่อมต่อกันผ่านลิงค์ เช่นถ้าเราคลิ๊กข้อความ Google หน้าจอก็จะเปลี่ยนเป็นเว็บ Google นั่นเป็นเพราะข้อความนั้นเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ Google นั่นเอง
PHP: เป็นภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมบนเว็บไซต์ โดยนามสกุลไฟล์จะเป็น .php ซึ่งสามารถนำไปเปิดดูหรือแก้ไขไฟล์ได้ด้วย Text Editor ซึ่ง PHP จะทำงานบนฝั่ง Server ใช้สำหรับคำนวณค่า ประมวล จัดเก็บลงฐานข้อมูล ก่อนจะส่งผลลัพธ์กลับไปให้ผู้เรียกใช้งานในรูปไฟลฺ HTML ซึ่งเราสามารถเขียน PHP ร่วมกับ HTML เพื่อช่วยเพิ่มสีสันให้เว็บไซต์ได้อีกด้วย
Things to do แสดงสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจพร้อมทั้งรายละเอียด เช่น สถานที่ตั้ง เวลาเปิด-ปิดเป็นต้น มีการแยกออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ ถ้าอยากไปที่ไหนก็กดดาว favorite เก็บไว้ได้เลย ข้อมูลที่ถูก favorite จะถูกเก็บอยู่ในเมนูถัดไป
Saved places แสดงสถานที่ที่บันทึกมาจากเมนู Things to do
Day plans แสดงตารางแผนเที่ยวในแต่ละวันที่ทาง Google จัดไว้ให้ ถ้าหากเพื่อน ๆ หมดไอเดียไม่รู้จะไปที่ไหนดีก็สามารถเที่ยวตามแผนที่ถูกจัดไว้แล้วก็ได้
Getting around แสดงวิธีเดินทางเข้าเมืองว่าเราสามารถเดินทางเข้าเมืองด้วยวิธีไหนได้บ้าง และยังแสดงวิธีการเดินทางรูปแบบต่าง ๆ ภายในเมืองอีกด้วย
Need to know แสดงข้อมูลต่าง ๆ ที่ควรรู้ เช่น เบอร์โทรฉุกเฉิน สกุลเงิน ค่าภาษี บริการอินเตอร์เน็ต แหล่งช็อปปิ้งเป็นต้น
หรือถ้าเพื่อน ๆ อยากสร้างทริปใหม่ก็ลองพิมพ์สถานที่ปลายทางลงในช่อง "Where do you want to go?" แล้วกด CREATE TRIP ได้เลย ซึ่งจะมีหน้าจอให้พิมพ์ชื่อทริปพร้อมทั้งระบุช่วงเวลาเดินทาง
เมื่อวานซืน(วันศุกร์ที่ 7 กันยายน 2555) ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานสัมนาใหญ่งานนึง ดูจากรูปข้างบนเพื่อนๆก็พอจะรู้แล้วสินะครับว่าผมไปงานไหน ใช่แล้วล่ะครับ งานสัมนาประจำปีที่ทาง Software Park จัดขึ้นที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าวหรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า "Software Park Annual Conference 2012" นั่นเอง โดยแนวคิดหลักของการสัมนาครั้งนี้คือ "IT Professional TOWARDS AEC 2015" ซึ่งมีการพูดถึงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเข้าร่วม AEC ในปี 2015 ที่จะถึงนี้
หลังจากที่ผมเดินทางมาถึงโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว ผมก็เดินไปลงทะเบียนเข้างานซึ่งจะได้เขียนคูปองสำหรับจับฉลากลุ้นรับของรางวัลท้ายงาน แล้วก็ได้ยินว่ามีการเพิ่มของรางวัลใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งรางวัลนั่นคือ The new iPad ซึ่งมอบให้โดยบริษัท CA technologies ที่มาร่วมจัดนิทรรศการ
โต๊ะลงทะเบียนเข้าร่วมงาน
ตารางดำเนินงาน
นิทรรศการที่บริษัทต่างๆจัดแสดงข้อมูลให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมนา เช่น CA technologies , ORACLE , True Internet Data Center Company Limited , Microsoft (Thailand) Limited , ACIS Professional Center Company Limited เป็นต้น โดยบริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทพาร์ทเนอร์ที่ให้บริการ service ต่างๆแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ซึ่งถือเป็นระดับองค์กร แต่ผมในฐานะนักพัฒนาระดับบุลคลจึงอาจจะไม่จำเป็นถึงขั้นต้องติดต่อกับบริษัทเหล่านี้โดยตรง ดังนั้นผมจึงให้ความสนใจกับบูทของ Microsoft ที่แสดงเทคโนโลยี Window 8 มากเป็นพิเศษ
เริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับและเปิดงานสัมนาโดย ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ต่อด้วยการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ Software Park Thailand's Hall of Fame 2012 ให้แก่องค์กรที่มีนโยบายการดำเนินงานดีเด่น
คุณณัฐพล อภิลักโตยานันท์ Country Manager CA Technologies Thailand ขึ้นมากล่าวเกี่ยวกับการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี การนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อให้ธุรกิจเติบโต(ภาพซ้าย) ถัดไปเป็น Mr. Richard Ng ขึ้นมากล่าว(ภาพขวา) อันนี้ต้องขออภัยด้วยครับ ผมฟังไม่ค่อยออก (TT^TT)
ก่อนจะไปพักทานอาหารกลางวันก็เป็นการเสวนาในหัวข้อ "คนไอทีไทยพร้อมแค่ไหนที่จะก้าวสู่ AEC 2015" โดย ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ Department of Operations Management Thammasat Business School, Thammasat University , คุณดนุพล สยามวาลา Chief Executive Officer ICE Solution , คุณชัย สุทธาสา Deputy Director True Internet Data Center Co.,Ltd. , คุณฟูเกียรติ จุลนวล IT Professional Evangelist Microsoft (Thailand) Limited และคุณวิชัย วรธานีวงศ์ ผู้ดำเนินรายการ CEO Visions (96.5) และ Co-Producer ไอที 24 ชั่วโมง ซึ่งสรุปได้ว่าประเทศไทยมีบุคคลที่เก่งในด้าน IT หลายคน แต่ขาดการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง ทั้งยังมีการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์อยู่มากจึงทำให้อุตสาหกรรมทางด้านซอฟต์แวร์ในประเทศไทยยังไม่โตเท่าที่ควร ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมมากพอที่จะก้าวสู่ AEC
หลังจากไปรับประทานอาหารกลางวันที่เซ็นทรัลลาดพร้าวก็กลับเข้ามาฟังการสัมนาต่อ ซึ่งช่วงบ่ายจะแบ่งการสัมนาออกเป็นสามห้อง เริ่มการสัมนาช่วงบ่ายในห้องที่ผมเลือกโดยคุณคุณอำนาจ บำรุงสกุลชัย Director, Alliance & Channels, Oracle Corporation (Thailand) Company Limited ขึ้นมาพูดเกี่ยวกับการเป็นพาร์ทเนอร์ของ Oracle ที่ให้บริการช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของ Oracle ได้ที่ Oracle Partners(ภาพซ้าย) ถัดไปคุณเอกราช คงสว่างวงศา ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ Microsoft Thailand Co., Ltd ขึ้นมาพูดแนะนำ Window Azure ที่เป็นบริการ Cloud Service ของ Microsoft ไปใช้ในธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Window Azure ได้ที่ Windows Azure (ภาพขวา) แล้วก็พักเบรคสิบห้านาที
ถัดจากพักเบรคก็เป็นการเสวนาหัวข้อ "Developers Trends เปรียบมวย Apple VS Google หมัดต่อหมัด ยกเดียวไม่มีโฆษณา" โดยคุณขจร เจียรนัยพานิชย์(Apple) Senior Software Engineer Thomson Reuters แฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ็อบส์ 2012 , คุณวรภัทร มงคลวิรกุล(Google) DroidSans Community ผู้ดำเนินรายการ DroidSans Weekly และคุณศิวกร สิริวัฒนานันท์ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย(พิธีกร) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบสองระบบปฏิบัติยอดฮิตของ Smartphone ประวัติความเป็นมา คุณสมบัติ ส่วนแบ่งการตลาด รวมไปถึงจุดเด่นและจุดด้อยของทั้งสองระบบปฏิบัติการ
ช่วงสุดท้ายของการสัมนาเป็นการเสวนาเกี่ยวกับ Startup การเริ่มต้นทำธุรกิจต้องเตรียมตัวอย่างไร โดยคุณวรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตัล คอลัมนิสต์การตลาด นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ผู้ก่อตั้ง EGGidea.com และ คุณพัฐวร ผ่องแผ้ว General Manager บริษัทดีม็อกซ์จำกัด และผู้ก่อตั้ง EGGidea.com ซึ่งเป็นการแนะนำการเตรียมตัวและสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ ก่อนจะจับผู้โชคดีที่จะได้รับ Samsung Galaxy Tab II 10.1 และ The new iPad แล้วก็ปิดการสัมนาประจำปีที่ทาง Software Park เป็นผู้จัดขึ้น สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณ Software Park , ผู้บรรยาย และบูทจากบริษัทต่างๆที่ได้จัดงานสัมนาขึ้นเพื่อมอบความรู้ความเข้าใจในครั้งนี้ครับ